ผิวของคนเราประกอบไปด้วย น้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ อย่างเช่น เซราไมด์ (Ceramide), กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid), อีลาสติน (Elastin) และ คอลลาเจน (Collagen) ที่อยู่ในเซลล์ของผิวหนังชั้นต่างๆ ส่วนประกอบที่มีความสำคัญที่สุดของเซลล์ผิวหนังก็คือ “น้ำ” หากเซลล์ผิวหนังเกิดอาการขาดน้ำก็จะส่งผลทำให้ แห้ง, แตก, มีอาการคัน และเป็นสาเหตุของผิวแห้งเป็นขุยได้ง่าย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายจะสร้างสารเก็บกักความชุ่มชื้นเพื่อที่จะช่วยทำให้น้ำภายในผิวไม่ระเหยออกไปได้ง่าย แต่ก็มีหลายๆปัจจัยที่ทำให้สารที่ร่างกายของสร้างขึ้นไม่เพียงพอต่อการดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวทำให้เกิดอาการผิวแห้งเป็นขุย (Dry skin หรือ Xerosis) ไม่ว่าจะเป็น อากาศ, สุขภาพ, อายุ, ฮอร์โมน และอื่นๆอีกมากมาย คอลลาเจน เซราไมด์ กรดไฮยาลูโรนิก และ อีลาสติน เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ในผิว ช่วยให้ผิวไม่เกิดการแห้งเป็นขุย และไม่เกิดริ้วรอย โดยทั่วไปแล้วอาการผิวแห้งเป็นขุย จะพบได้ในเด็กและผู้สูงอายุ จะพบมากในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นและแห้งกว่าปกติ เนื่องจากอากาศแห้งนั้นจะเป็นตัวการที่ดึงน้ำออกไปจากผิวของเราได้ง่าย เรามักจะพบอาการผิวแห้งในผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริเวณที่เป็นผิวแห้งได้ง่ายบนร่างกาย ได้แก่ ใบหน้า หลังมือ แขน และผิวหนังที่สัมผัสกับอากาศโดยตรง ผู้ที่ผิวหน้าแห้งมีโอกาสที่จะเป็นฝ้าและเกิดริ้วรอยบริเวณผิวได้ง่ายกว่าปกติ […]
Category Archives: เคล็ดลับการดูแลผิว
ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีปลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการล้างหน้าให้เลือกซื้อหากันอย่างมากมาย ซึ่งหลายๆผลิตภัณฑ์ก็จะมีส่วนผสมของ สารคงความชุ่มชื้นให้กับผิว วิตามินซี สารที่ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส คอลลาเจน เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าสารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผิวทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามโดยส่วนมากแล้วสารเหล่านี้จะถูกชะล้างออกไปจนเกือบหมดหลังจากที่เราล้างหน้า จึงทำให้มีการนำเอาส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่าง กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) หรือ เซราไมด์ (Ceramide) เพื่อที่จะช่วยทำให้ผิวสามารถเก็บกัดความชุ่มชื้นเอาไว้หลังจากล้างหน้าให้ได้มากที่สุด การมีผิวหน้าที่สุขภาพดีนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นกรดอ่อนๆ เพราะความเป็นกรดอ่อนๆบนผิวหน้าสามารถที่จะช่วยในการปกป้องผิวจากแบคทีเรียต่างๆที่อยู่ตามชั้นผิวได้ แต่อย่างไรก็ตามการที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเป็นกรดอ่อนๆเสมอไป เพราะน้ำที่เราใช้ล้างหน้ามีค่าเป็นกลาง แต่โทนเนอร์บำรุงผิวที่เรานิยมใช้กันหลังล้างหน้าเสร็จที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปมีค่าเป็นกรดอ่อนๆอยู่แล้ว จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เลือกใช้ไม่จำเป็นต้องมีค่าเป็นกรดอ่อนๆก็ได้ ค่า pH คือ ค่าความเป็นกรดด่าง โดยค่า 7 จะมีคุณสมบัติเป็นกลาง แต่หากตัวเลขสูงกว่านี้แสดงว่ามีความเป็นด่าง และตัวเลขที่ต่ำกว่านั้นจะมีค่าเป็นกรด ซึ่งผิวที่มีสุขภาพดีควรจะมีค่าเป็นกรดอ่อนๆอยู่ที่ประมาณ pH 4.5 – 5.5 เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันในปริมาณมากไม่ได้ดีเสมอไป นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์บางตัวที่โฆษณาว่าไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ในปริมาณมาก ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นหลังจากที่เราล้างหน้าเสร็จ โดยจะหลงเหลือเป็นเหมือนแผ่นฟิล์มบางๆเอาไว้ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าผิวไม่แห้ง แต่อย่างไรก็ตามนั้นน้ำมันที่เคลือบผิวอยู๋นั้นสามารถซึมซาบลงสู่ชั้นผิวได้ยาก และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนั้นการเคลือบผิวยังทำให้การบำรุงผิวในขั้นตอนต่อๆไปสามารถซึบซับลงสู่ชั้นผิวได้ยากยิ่งขึ้นอีกด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการล้างหน้าที่บ่อยจนเกิดไปอาจเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผิวแห้งได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการล้างหน้าเพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา เพื่อที่ช่วยลดปัญหาผิวแห้งและรูขุมขนอุดตันได้ดียิ่งขึ้น ลักษณะของผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดต่างๆที่เราควรรู้ สบู่ก้อนสำหรับอาบน้ำ เกิดจากการผสมของไขมันพืชหรือสัตว์กับด่างของโซเดียมหรือโปแตสเซียม โดยสบู่ประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดผิวได้เป็นอย่างดี ทำให้หลังล้างหน้าเสร็จแล้วจะทำให้ผิวหนังมีความเป็นด่างมาก […]
วันนี้ทาง PiOne จะมานำเสนอเกี่ยวกับการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งเพื่อนๆหลายๆคงอาจกังวลในเรื่องของความแห้งกร้านของผิว เราลองมาดูกันเลยว่า มีส่วนผสมอะไรบ้างที่สามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวของเราได้บ้าง ที่เราสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างเหมาะสม โดยวิธีการดูได้จากฉลากของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการดูแลผิวที่ตรงต่อความต้องการของเรามากยิ่งขึ้น สารคงความชุ่มชื้นที่มีคุณสมบัติเก็บกัดน้ำในผิวเพื่อไม่ให้ระเหยไป เซราไมด์ (Ceramind) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องของการคงความชุ่มชื้นให้ผิว มีโครงสร้างในการจับตัวรูปแบบประกบกัน จึงทำให้กักเก็บน้ำเอาไว้ใต้ชั้นผิวได้เป็นอย่างดี และยังสามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นเวลานาน เซราไมด์เป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความชุ่มชื้นหใกับผิวได้ดีที่สุด ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีราคาที่สูงด้วยเช่นกัน สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) เป็นการรวมตัวของสฟิงโกซายน์ (Sphingosine) กับกรดไขมันและหมู่ฟอสเฟต เป็นไขมันที่เป็นองค์ประกอบในเยื่อหุ้มอยู่ระหว่างเซลล์ เป็นสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเซราไมด์ สามารถซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย แต่ประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นน้อยกว่าเซราไมด์ เลซิทิน (Lecithin) สารที่สกัดจากถั่วเหลือง ที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด มีโครงสร้างคล้ายกับแซนวิชจึงสามารถช่วยในการกักเก็บน้ำเอาไว้ได้ ลักษณะคล้ายกับเซราไมด์ แต่มีราคาที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพสำหรับการคงความชุ่มชื้นก็น้อยกว่าด้วยเช่นกัน สารคงความชุ่มชื้นที่มีโครงในการกักเก็บน้ำให้กับผิวในปริมาณมาก กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) เป็นสารร่าวงกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง โดยจะถูกสร้างขึ้นที่ผิวช้นล่าง (Dermis) และ ผิวชั้นบน (Epidermis) โดยจะกระจายตัวอยู่ทั่วไปในบริเวณชั้นผิวดังกล่าว ลักษณะคล้ายกับเนื้อเจลอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ สามารถช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่เพิ่มความมันให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ไม่แห้งกร้าน และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย ปัจจุบันเราสามารถที่จะผลิตกรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์ได้ จึงทำให้มีการเลือกใช้กรดเหล่านี้มาผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมาย […]
ผู้หญิงทุกคนย่อมใส่ใจกับรูปร่างและน้ำหนักของตนเอง จึงทำให้บางครั้งต้องเลือกใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งในบางครั้งการที่เราควบคุมในเรื่องนี้มากจนเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียที่ทำให้ผิวของเราได้รับสารอาหารต่างๆไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้กระบวนการในการผลัดเซลล์ผิว (physical peeling) ในร่างกายทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดการร่วงโรยของผิวและมีโอกาสการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย เนื่องจากสารอาหารและออกซิเจนที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ (Epithelisation) จะถูกลำเลียงผ่านทางกระแสเลือด เมื่อเราได้รับสารอาหารในปริมาณที่น้อยและไม่เพียงพอสำหรับการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ก็จะทำให้กระบวนการสร้างผิวใหม่หยุดชะงัดลง ส่งผลให้ผิวของเรา แห้งกร้าน หมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน และเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ง่ายยิ่งขึ้น ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อระบบเผาผลาญในร่างกายของผู้หญิง ผู้หญิงมีจำนวนกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย จึงสามารถผลิตความร้อนภายในร่างกายน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดสภาวะตัวเย็นได้ง่ายกว่านั่นเอง ดังนั้นการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆที่ผู้ฆญิงมักนิยมกันมากในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ หรือแม้แต่น้ำผลไม้ ก็จะยิ่งส่งผลทำให้ร่างกายเกิดความเย็นมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเมื่อร่างกายของเรานั้นมีอุณหภูมิที่ต่ำลงก็จะทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้น้อยลง ซึ่งก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่กระทบต่อการสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ด้วยเช่นกัน การดื่มแอลกอฮอล์ก็ส่งเสียต่อผิวด้วยเช่นกัน คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าการที่สภาพผิวของเราหลังจากวันที่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆมานั้นเกิดจากการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ที่จริงแล้วการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เหล่านี้มีผลเสียต่อตับ และเมื่อตับต้องรับภาระหน้าที่ที่หนักขึ้นก็จะทำให้การผลิตวิตามินบีในร่างกายของเราลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราเหี่ยวแห้ง หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย นอกจากนั้นแอลกอฮอล์ยังส่งผลให้เส้นเลือดฝอยขยายตัวทำให้มีโอกาสเกิดสิวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดีต่อสุขภาพผิว ก็คือ “ไวน์” เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่เราก็ควรที่จะดื่มในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น การเลือกดื่มให้เป็นการช่วยลดการสร้างภาระให้กับผิวได้ แน่นนอนว่าในปัจจุบันบางครั้งเราก็จำเป็นที่จะต้องดื่มเพื่อเป็นการเข้าสังคม ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นการเลือกดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะจึงเป้นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยทำให้ไม่เป็นภาระต่อผิวสวยของเรามากนัก ซึ่งนอกจากการดื่มแอลกอฮอล์แล้วเรายังควรที่จะเลือกอาหารที่เหมาะสมกับการดื่มของเราได้อีกด้วย โดยเราควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอดหรือมีปริมาณน้ำมันมากๆ รวมถึงอาหารที่เย็นซึ่งจะระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้น้อยลง และที่สำคัญเราควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด หากเป็นไปได้เราควรที่จะเลือก ปลา หรือ ผัก […]
โดยส่วนมากแล้ว สาวๆหลายมักที่จะมุ่งเน้นในเรื่องการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวและการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มสารอาหารต่างๆเข้ามาช่วยในการบำรุงผิว ช่วยให้ผิวสวย กระจ่างใส แต่อย่างไรก็ตามคนส่วนมากมักที่จะมองข้ามเรื่องของการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันไป ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผิวได้มากกว่าการเพิ่มสารอาหารให้กับผิวของเราเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น ผิวหมองคล้ำ สิว หรือ ริ้วรอย เป็นต้น การนอนหลับพักผ่อนก็สามารถที่จะส่งผลทำให้ผิวของเราสวยขึ้นได้ เพราะพักผ่อนนั้นเป็นตัวช่วยกระตุ้นในการสร้างเซลล์ผิว เนื่องจากในเวลาที่เรากำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่นั้น เซลล์ผิวจะเริ่มกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่ผลัดออกไป หรือที่เรียกรวมๆว่า การซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ โดยการที่เราพักผ่อนไม่เพียงพออย่างต่อเนื่องจะทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่หยุดชะงัก ทำให้สภาพผิวของเราดูแย่ลง และยังส่งผลต่อเนื่องต่อสุขภาพของผิวอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ทำความเข้าใจกันเสียใหม่ว่า “การนอนหลับชดเชยในวันหยุดไม่สามารถช่วยฟื้นฟูการสร้างเซลล์ผิวได้” การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน ช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เซลล์ผิวใหม่ที่มีการแบ่งตัวในชั้นเบเซิล (Basal Layer) ที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) จะถูกส่งขึ้นมาผิวชั้นบนแทนผิวเก่าที่จะหลุดลอกออกมากลายเป็นขี้ไคล ซึ่งเราเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า “กระบวนการผลัดผิวใหม่” โดยร่างกายของเราจะเริ่มต้นกระบวนดังกล่าวในช่วงเวลาที่เรากำลังนอนหลับพักผ่อน ซึ่งในเวลานี้เองที่เลือดจะถูกส่งไปที่ผิวหนังและอวัยวะต่างๆภายในร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมากกว่าในช่วงเวลากลางวัน ปัญหาการนอนหลับพักผ่อนที่เกิดการวงจรการใช้ชีวิตที่เป็นสาเหตุสำคัญ ปัญหาการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอไม่ได้เกิดจากจำนวนเวลาในการหลับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการนอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การนอนหลับไม่สนิท ซึ่งทำให้การผลัดเซลล์ผิว (Skin Exfoliation) มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และส่งผลต่อการร่วงโรยของผิวโดยตรงเช่นกัน โดยสาเหตุดังกล่าวอาจจะเกิดได้จากสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตของแต่ละคน อย่างเช่น การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การที่ละเลยการออกกำลังกาย การทานอาหารที่ไม่ประโยชน์ เป็นต้น การนอนหลับพักผ่อนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิว ดังนั้นเราควรที่จะปรับสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อให้เหมาะสมกับการนอนหลับพักผ่อนของเราให้มากที่สุด วิธีการง่ายๆที่ช่วยทำให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายยิ่งขึ้น ปรับลดแสงสว่างภายในห้องก่อนเข้านอน […]
วันนี้ทาง PiOne มีเคล็ดลับดีๆมาแนะนำเพื่อนทุกคนกัน เพียงแค่ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นตอนเช้าก็สามารถที่ช่วยป้องกันการเกิดสิวและไขมันอุดตันบนผิวหน้าของเรากันได้แล้ว ซึ่งหลายๆคนอาจจะทราบกันอยู่แล้วการล้างหน้าคือการเอาสิ่งสกปรกออกไปจากผิวหน้าของเรา เพื่อที่ป้องกันการสะสมของเชื้อโรคและเป็นสาเหตุของการเกิดสิว แต่อย่างไรก็ตามนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ในการล้างหน้าอาจจะทำให้ผิวหน้าของเราแห้งได้ง่ายด้วยเช่นกัน การใช้โฟมล้างหน้าส่งผลให้ไขมันบริเวณผิวหน้าถูกชำระล้างออกไปหมด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าแห้งได้ง่ายๆ ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะใช้โฟมล้างหน้าเป็นประจำ เลือกใช้วิธีการล้างหน้าให้เหมาะกับลักษณะของผิวในแต่ละคน สำหรับคนที่มีผิวแห้ง ควรพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้โฟมล้างหน้าในตอนเช้า เพราะการใช้โฟมล้างหน้านั้นจะทำให้ไขมันต่างๆที่อยู่บนผิวหน้าของเรานั้นหลุดออกไปทั้งหมด ทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้างเสร็จ สำหรับคนที่มีผิวมัน อาจจะต้องพิจารณาความมันของใบหน้าก่อนที่จะเลือกใช้วิธีการล้างหน้า เพราะในความเป็นจริงแล้วการที่ล้างเอาไขมันออกไปจากใบหน้าทั้งหมด ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้รูขมขนกว้างขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป้็คนผิวมันเราก็ไม่ควรที่จะใช้โฟมล้างหน้าในการล้างหน้าทุกๆเช้า เกร็ดความรู้: สาเหตุที่เราควรล้างหน้าทุกเช้าเนื่องจาก ไขมันที่ร่างกายขับออกมาในช่วงเวลากลางคืนนั้นจะไปทำปฏิกริยากับออกซิเจน กลายเป็น Fatty Acid Peroxides ซึ่งเรียกได้ง่ายๆว่าเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ภายในร่างกายของเรานั่นเอง ดังนั้นเราจึงควรที่จะล้าง Fatty Acid Peroxides ให้ออกไปจากร่างกายของเราให้หมด ซึ่ง Fatty Acid Peroxides นั้นสามารถที่จะล้างออกได้ในน้ำอุณหภูมิไม่เกิน 32 องศา หรือไม่เกิดอุณหภูมิร่างกายของเรา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ทำไมเราถึงไม่จำเป็นต้องใช้โฟมล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้าของเรา วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง – ใช้น้ำที่ไม่อุ่นจนเกินไป เพราะหากว่าเราใช้น้ำที่อุ่นกว่าร่างกายของเรานั้นจะทำให้ความชุ่มชื้นบนร่างกายของเราจะถูกชำระออกไปด้วย – เอามือ 2 ข้างรองน้ำแล้วเอาไปแตะที่บริเวณใบหน้าเบาๆ จากนั้นให้ค่อยๆลูบให้น้ำโดนผิวหน้าไปมาเบาๆ พยายามอย่าให้ฝ่ามือถูกับผิวหน้าโดยตรง […]
สิว หนึ่งปัญหาใหญ่ของผิวหน้าสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งสาเหตุสำคัญในการเกิดสิวคือ ความมันบนใบหน้า นั่นเอง โดยสาเหตุหนึ่งของการเกิดความมันบนใบหน้าอันเป็นต้นตอให้เกิดสิว คือ “ปัญหารูขุมขนกว้าง” ดังนั้นวิธีที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดสิวที่ดีที่สุดก็คือ “การกระชับรูขุมขน” นั่นเอง แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของรูขุมขนกันก่อนเลยดีกว่า สาเหตุหลักๆของการเกิดสิวมาจากความมันบนผิวหน้า ดังนั้นวิธีที่ช่วยในการรักษาความมันบนผิวที่ดีที่สุดก็คือ การกระชับรูขุมขน นั่นเอง รูขุมขนแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามตามประเภทของต่อมขน ต่อมขนอ่อน (Vellous follicles) มีลักษณะเป็นขนอ่อนๆ พบมากที่สุดในร่างกาย ต่อมขนแข็ง (Terminal follicles) เป็นขนที่มีเส้นใหญ่ เช่น ผม หนวด เครา รักแร้ ต่อมขนไขมัน (Sebaceous follicles) เป็นรูขุมขนที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่เชื่อมต่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวชั้นนอกสุดเส้นขนที่แทงออกมาจะเป็นเส้นเล็กๆ พบมากที่ผิวหน้า โดยตามธรรมชาตินั้นผิวหน้าจะขับน้ำในออกมาจากต่อมไขมันที่อยู่ใต้ผิวเพื่อช่วยเหล่อเลี้ยงและเคลือบผิวให้มีความชุ่มชื้นทางรูขุมขน ถ้าหากรูขุมขนมีขนาดเล็กจนเกินไปนั่นก็จะทำให้เกิดการอุดตันและทำให้เกิดสิวและเกิดปัญหารูขุมขนอักเสบได้ คนที่มีผิวมัน รูขุมขนจะขยายออกเพื่อระบายน้ำมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคนผิวมันจึงมีรูขุมขนกว้าง สาเหตุของปัญหารูขุมขนกว้างนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ ระดับฮอร์โมนเพศ ซึ่งแปรผันตรงกับการผลิตน้ำมันใต้ผิวหนัง ในเพศชายนั้นมักพบปัญหารูขุมขนกว้างมากกว่าเพศหญิงเนื่องจาก เพศชายมีฮอร์โมน Testosterone ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่มทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างได้มากกว่า แต่สำหรับเพศหญิงที่มีความเครียด พักผ่อนน้อย […]
หลายๆคนอาจจะมีความคิดที่ว่า ถ้าเราเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแล้วจะสามารถช่วยทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาแล้วหายไปได้ ซึ่งนั่นก็เป็นความเข้าใจผิดที่อาจจะทำให้เราต้องเสียเงินในการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะผิวที่เกิดริ้วรอยไม่สามารถที่จะคืนตัวกลับมาเมื่อได้รับความชุ่มชื้น (สามารถช่วยให้ริ้วรอยลดลงได้ แต่เห็นผลน้อยมาก) แต่การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวในรูปแบบนี้ สามารถที่จะช่วยให้ผิวไม่แห้งกร้านและเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมาบนผิวได้ง่าย การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวไม่ใช่เพื่อรักษาริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่เป็นการช่วยป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยให้กับผิว สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนผิว ริ้วรอยนั้นเกิดขึ้นจากคอลลาเจนในชั้นหนังแท้เสื่อมสภาพหรือถูกทำลาย เนื่องจากคอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับตาข่ายที่คอยทำหน้าที่รักษาความยืดหยุ่นของผิวในชั้นหนังแท้ เมื่อคอลลาเจนเหล่านี้หมดไปทำให้การยึดจับระหว่างเนื้อเยื่อหมดไป ก่อให้เกิดการหย่อนคล้อยในบริเวณนั้นๆ และเกิดเป็นริ้วรอยที่สามารถมองเห็นได้ขึ้นมาบนชั้นผิว โดยทั่วไปแล้วคอลลาเจนในชั้นผิวนั้นจะลดลงไปตามวัยของคน คอลลาเจนที่รับประทานและในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสามารถช่วยทดแทนได้ไหม? คอลลาเจนในรูปแบบของอาหารเสริม เราสามารถรับประทานเข้าไปภายในร่างกายของเราได้ แต่คอลลาเจนที่มีอยู่ในอาหารเสริมเหล่านี้จะถูกย่อยสลายเป็นอะมิโนในร่างกาย และไม่สามารถคงสภาพให้เหมือนกับคอลลาเจนตามธรรมชาติภายในชั้นผิวได้ คอลลาเจนในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเหล่านี้จะมีสารช่วยคงความชุ่มชื้นผสมอยู่ แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว คอลลาเจนเหล่านี้ไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังของคนเราได้ด้วยการทา ซึ่งคอลลาเจนที่ผสมอยู่ในครีมต่างๆจะอยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้า(ผิวชั้นนอกสุด)เท่านั้น ซึ่งทำให้สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าชั้นนอกได้ แต่ไม่สามารถที่ลงไปช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้ ปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวลดลงอย่างรวดเร็ว แสงยูวี (UV light) – เราควรที่จะหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีแดดจัดๆ โดยเฉพาะช่วง 10.00 – 16.00 น. รวมถึงการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA ที่เหมาะสบกับกิจกรรมของเรา สุขภาพ – เมื่อสุขภาพร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้นกันต่ำ จะทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายของเราทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ ความเครียด – ร่างกายของเราจะผลิตสารคอร์ติซอลออกมาเมื่อเวลาที่เราเกิดความเครียด ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดนี้จะไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวของเราได้ ซึ่งความเครียดอาจจะส่งผลมาจากพฤติกรรมส่วนตัวของเรา เช่น […]
เมื่อเทรนสาวหน้าใสสไตล์เกาหลีกำลังมาแรง สาวๆ คงอยากมีผิวที่ดูสุขภาพดีอิ่มน้ำ ชุ่มชื้น และไม่หมองคล้ำ วิธีที่ดีที่สุดคือการบำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา ดังนั้น เราควรรู้ก่อนว่าผิวของเรานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ผิวของคนเราสามารถแบ่งได้ออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่ – ผิวธรรมดา เป็นผิวที่มีความสมดุล (Eudermic) หรือที่เราเรียกว่าผิวชุ่มชื้นอิ่มน้ำ มีโครงสร้างผิวที่ดี ไม่ก่อให้เกิดปัญหาผิวในระยะยาว – ผิวแห้ง เป็นผิวที่ขาดกรดไขมันที่จำเป็น อาทิ เซราไมด์ (Ceramide) และคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันผิวโดยธรรมชาติ ผู้ที่ประสบปัญหาผิวแห้งจะมีลักษณะใบหน้าหยาบกร้าน เป็นขุยได้ง่าย โดยอีกสาเหตุหนึ่งของปัญหามาจากการขาดความชุ่มชื้นจาก ยูเรีย กรดอะมิโน หรือกรดแลคติกที่ร่างกายสร้างขึ้น – ผิวมัน เป็นสภาพผิวที่มีการผลิตน้ำมันเกินไป และมีรูขุมขนขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดการอุดตันของสิ่งสกปรกได้ง่าย และมีปัญหาสิวตามมา – ผิวผสม เป็นชนิดผิวที่มีความมันเกิดขึ้นบริเวณทีโซน ซึ่งเป็นโซนที่เกิดสิวได้ง่าย และมีผิวแห้งบริเวณข้างแก้ม ปัญหาผิวที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากผิวขาดความชุ่มชื้น จากผิวทั้ง 4 ลักษณะนั้น มักจะมีปัญหา ผิวเป็นขุย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวหยาบกร้าน ผิวมันสลับกับแห้งตลอดทั้งวัน […]
เซราไมด์ (Ceramide) คือสารจำพวกไขมัน ที่มีชื่อว่า สฟิงโกไลปิด (Sphingolipid) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) มีหน้าที่ในการปกป้องเซลล์จากสิ่งแปลกปลอมภายนอก และยังมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ผิวหนังสามารถทำหน้าที่อุ้มน้ำ และรักษาระดับการซึมผ่านของน้ำในผิวหนัง โดยเซราไมด์จะพบได้ที่ชั้นหนังกำพร้าชั้นนอก (Stratum Corneum) ซึ่งเป็นบริเวณผิวชั้นบนสุดของหนังกำพร้า (Epidermis) โดยจะอยู่ติดกับเคราติน (Keratin) ของผิว หน้าที่ของเซราไมด์คือ จะเป็นตัวเชื่อมเคราตินให้เกิดการเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ช่วยให้ผิวแข็งแรง และ ลดการสูญเสียน้ำของผิว เซราไมด์สามารถที่จะช่วยปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการสูญเสียน้ำของผิว ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นและกระจ่างใสได้ ผิวของคนเราโดยปกติแล้ว จะทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย จึงต้องมีความหนาและความยืดหยุ่นสูง นอกจากนี้ผิวยังมีหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกาย เช่น เหงื่อ รวมถึงช่วยระบายความร้อนอีกด้วย และถ้าหากถามว่าผิวบริเวณไหนที่คนเราให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญมากเป็นอันดับหนึ่ง คำตอบนั้นก็คงจะเป็น “ผิวหน้า” นั่นเอง สาเหตุก็คือ หากเกิดปัญหาขึ้นบนผิวหน้า จะส่งผลให้ขาดความมั่นใจ รวมถึงบุคลิกภาพที่ไม่ดีได้ ดังนั้น หากเราดูแลผิวหน้าให้ดูดีอยู่เสมอ ก็จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กลับคืนมาได้เช่นกันค่ะ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมหรือเซรั่มที่มีส่วนผสมของสารบำรุงที่เป็นประโยชน์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ผิวหน้ามีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถเข้าไปช่วยแก้ปัญหาบริเวณชั้นหนังกำพร้าอย่างตรงจุด ชั้นผิวหนังกำหร้าประกอบด้วย 5 ชั้นย่อย ดังนี้ 1.Basal layer […]










