ประเทศไทยมีภูมิประเทศตั้งที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ส่งผลให้เราทุกคนเผชิญกับแสงแดดที่ร้อนจัด และอบอ้าว สลับกับมีมรสุมทำให้มีฝนตกหนักบ้างเป็นครั้งคราว ดังนั้นปัญหาสุขภาพผิวของคนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ผิวหน้ามัน และรูขุมขนกว้างเพื่อระบายความร้อน อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะอากาศที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้กลับเป็นส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้อยู่แต่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเกือบทั้งวันไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือที่บ้านก็ตาม ดังนั้นเราจึงพบกลุ่มคนที่มีปัญหาผิวแห้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อาการผิวแห้งสามารถสังเกตได้ดังนี้ ผู้ที่มีผิวแห้งจะมีรูขุมขนที่แคบ ผิวลอกเป็นขุย เมื่อได้สัมผัสจะพบว่ามีความแห้งกร้าน ไม่ยืดหยุ่น สามารถเห็นรอบพับของผิวหนังชัดเจน ผิวหนังบริเวณที่คันมีสีแดง ลักษณะดังกล่าวคืออาการของ “ผิวหนังอักเสบ (Asteato tic eczema)” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ อาจมีอาการคันผิวตาม หน้า มือ และขา จนติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราจากการเกาได้ และอาจมีอาการผิวแตกและมีหนองตามมา และอาจพบโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ในบางรายเช่นกัน อาการของผิวแห้งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนชั้นผิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราให้ดี ปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่อาจทำให้เกิดอาการผิวแห้งและวิธีการรับมือ ปัจจัยแรกคือ อายุ ด้วยตัวเลขของวัยที่เพิ่มมากขึ้น ต่อมไขมันใต้ผิวหนังของเรา (Fatty acid, Ceramindes, Cholesterol) ที่ทำหน้าที่ประสานกับผิวหนังชั้นนอกเริ่มทำงานช้าลง น้ำในเซลล์ผิวลดลง ส่งผลให้ชั้นผิวบางลงอีกด้วย จึงเป็นสาเหตุให้ผิวมีอาการแห้งหรือแตกได้ง่าย อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรเทาปัญหาผิวแห้งของผู้สูงวัยควรเริ่มที่การรับประทานอาหารจะเห็นผลดีกว่าการบำรุงผิวหน้าด้วยครีม หรือ มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) เนื่องจากเซลล์ผิวของผู้สูงอายุมีความถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันที่จำเป็น […]
Category Archives: เคล็ดลับการดูแลผิว
สิวเป็นปัญหาผิวที่เราพบเจอได้มากที่สุดของวัยรุ่นหรือแม้กระทั่งวัยทำงาน ซึ่งสาเหตุของการเกิดสิวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม ความเครียด อาหารที่รับประทาน การรักษาความความสะอาดเป็นต้น และการเกิดสิวนั้นก็สร้างความกังวลให้กับผู้ที่เป็นได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็น ตุ่มสิวหัวขาว สิวหัวดำ ตุ่มแดง ตุ่มหนอง และตุ่มแข็งเป็นไต แต่สิ่งที่น่ากลัวและสร้างความกังวลมากกว่าการเป็นสิวก็คือ การทิ้งร่องรอยแผลเป็นหลังจากการเป็นสิวนั่นเอง สิว (Acne Vulgaris) สามารถแบ่งออกกว้างๆได้เป็น 2 ประเภทคือ สิวประเภทไม่อักเสบ (Non- inflammatory ance) และ สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) โดยสิวประเภทไม่อักเสบเกิดจากของการอุดตันบริเวณรูเปิดของต่อมไขมัน เช่น สิวเสี้ยน สิวผดผื่น สิวอุดตันสีขาว (Whitehead) หรือ สีดำ (Blackhead) และเมื่อการอุดตันที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติให้ถูกวิธี สิวเหล่านี้จะเกิดภาวะการอักเสบและการติดเชื้อแบคทีเรียตามมา โดยแบคทีเรียนั้นมีชื่อว่า P. Acne (Propionibacterium acnes) เป็นแบคทีเรียที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่ไม่มีอากาศ และชอบอาหารประเภทไขมัน จะทำปฏิกิริยากับคอมิโดนหรือสารที่อุดตันรูขุมขน จนสิวนั้นเปลี่ยนมาเป็นตุ่มแดงนูน หรือที่เราเรียกกันว่าสิวอักเสบนั่นเอง และสิวอักเสบที่เป็นตุ่มแดงและตุ่มหนองนั้นถ้ามีการลุกลามมากขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากดูและรักษาที่ผิดวิธี ก็จะทำให้สิวอักเสบเหล่านั้นกลายเป็นไตแข็งบวมขนาดใหญ่ เวลากดจะรู้สึกเจ็บมาก หรือเรียกอีกอย่างว่า […]
ริ้วรอย คือสัญญาณแรกที่จะบ่งบอกถึงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจุดที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือริ้วรอยบนผิวบริเวณใบหน้าและรอบดวงตา รวมไปถึงริ้วรอยบริเวณแก้มและหน้าผาก โดยเฉพาะเวลาที่เราแสดงสีหน้าต่างๆ และก็จะยิ่งเป็นรอยชัดและลึกขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น โดยริ้วรอยหรือผิวที่หย่อนคล้อยเหล่านี้จะเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่ออายุ 25 ปี แต่บางคนสัญญาณของผิวที่เริ่มมีริ้วรอยและเสื่อมสภาพก็เริ่มก่อตัวขึ้นเร็วกว่ากำหนดหรือการมีริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย ในขณะที่บางคนสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยบนผิวหนังไว้ได้ และสาเหตุหลักที่มีผลทำให้ผิวเกิดการหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยก็คือ “คอลลาเจน” ในร่างกายของเรานั่นเอง คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายของเราสามารถผลิตได้เอง แต่กระบวนการผลิตจะลดลงไปตามอายุของแต่ละคนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะชะลอการลดลงของคอลลาเจนได้ คอลลาเจน (Collagen) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า กาว ซึ่งจริงๆแล้ว คอลลาเจน คือ โปรตีนสายยาวชนิดหนึ่งซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวหนัง ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่ว ๆ ไป และเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ที่คอยยึดเกาะ เซลล์ผิวหนัง เอ็น ข้อต่อ พังผืด และกล้ามเนื้อ ตลอดจนผนังหลอดเลือด ให้ติดแน่นสนิท มีผลทำให้ผิวหนังแลดูเต่งตึง เพราะคอลลาเจนทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ในร่างกายเข้าด้วยกัน โดยเซลล์ผิวหนังในร่างกายจะมี คอลลาเจน เหล่านี้ถึง 75% เป็นส่วนประกอบ โครงสร้างของคอลลาเจนที่มากมายในผิวนั้น จึงทำให้ผิวหนังมีแรงสปริงตัวและยืดหยุ่นได้ดีตามไปด้วย และมีส่วนสำคัญในการทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล เต่งตึง กระชับ ไม่เหี่ยวย่น ไม่มีริ้วรอย และ รอยตีนกา […]
เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหน้าของเราก็เริ่มแสดงสัญญาณแห่งวัยให้เห็นเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหย่อนคล้อย หรือความหมองคล้ำต่างๆ อันเนื่องมาจากโครงสร้างของผิวที่เริ่มอ่อนแอไปตามวัย นอกจากนี้กระบวนการต่างๆตามกลไกของร่างกายก็เริ่มเสื่อมสภาพลง มีผลทำให้สารที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยในการบำรุงผิวก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งการแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของผิวควรเริ่มต้นจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการ ส่วนการบำรุงผิวจากภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสามารถทำได้โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว หรือการทำทรีทเมนต์ต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและบำรุงผิวให้มากยิ่งขึ้น และกระบวนการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิในการลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือการทำ “ไออนโตฟอรีซิส (Iontophoresis)” และ “โฟโนโซเรซิส (Phonophoresis)” ปัจจุบันคลินิกและสถานเสริมความงามต่างๆนิยมนำเครื่อง ไออนโตฟอรีซิส และ โฟโนโซเรซิส เพื่อมาใช้ในการรักษาปัญหาผิวหน้า โดยเชื่อว่าการใช้เครื่องมือนี้ควบคู่กับวิตามินต่างๆ อาทิเช่น วิตามินเอ วิตามินซี จะสามารถแก้ปัญหา สิวอุดตัน, แผลเป็น, รอยหลุม, หน้าหมองคล้ำ, รอยดำ, ฝ้า, กระ, ช่วยให้สีผิวกระจ่างใส, แก้ปัญหารูขุมขนกว้าง, ทำให้ผิวหน้ากระชับ และลดเลือนริ้วรอยได้ ไอออนโตฟอรีซิส และ โฟโนโซเรซิส มีหลักการที่เหมือนกันตรงที่จะใช้เครื่องเพื่อนำพาตัวยาหรือสารที่ต้องการเข้าสู่ชั้นผิวหนัง เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรักษา แต่ตัวกลางที่นำยา หรือผลักยาเข้าสู่ชั้นผิวนั้นจะต่างกัน ไอออนโตฟอรีซิส (Iontophoresis) เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณต่ำเป็นตัวผลักยาหรือวิตามินที่ละลายน้ำหรือเจลผ่านเซลล์ผิวหนัง โดยประจุไฟฟ้าที่ใช้จะมีผลช่วยให้รูขุมขนของผิวหนัง (Skin pore) […]
ผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม หรือปัญหาการหย่อนยานบริเวณผิวหนังใต้คอ ที่เราเรียกกันติดปากว่า “เหนียง” นั้น เกิดจากปัญหาหลักๆ 3 ประการคือ อายุที่เพิ่มขึ้น มลภาวะจากภายนอกที่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอย และการที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นโดยไม่มีการออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ดี ด้วยนวัตกรรมด้านความงามทำให้พวกเราพบทางแก้ปัญหามากมาย ซึ่งวิธีที่โดนใจในเวลานี้เห็นจะเป็น “การร้อยไหม” เพื่อยกกระชับใบหน้าและลำคอ ตัวไหมที่ทำการร้อยเข้าไปนั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Local microcirculation) ส่งผลให้เกิดการสร้าง คอลลาเจนขึ้นรอบๆเส้นเลือดด้วยเช่นกัน การร้อยไหมถือเป็นการศัลยกรรมประเภทหนึ่งที่ไม่ถาวร มีอายุประมาณ 1-3 ปีขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่ทำการร้อยบนใบหน้า และเทคนิคของแพทย์ที่ทำการร้อยไหม ดังนั้นเราจึงควรเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในสถานเสริมความงามหรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันการติดเชื้อบริเวณแผลที่ทำการร้อยไหม การร้อยไหมเป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่ถาวร แต่สามารถช่วยปรับรูปหน้า ยกดั้งจมูก ปรับระดับหางตา และปรับร่องแก้มให้กระชับขึ้นได้ ในเมื่อเราตัดสินใจเลือกวิธีการปรับรูปหน้า ยกดั้งจมูก ปรับระดับหางตา หรือแม้กระทั่งแก้ปัญหาร่องแก้มให้กระชับด้วยการร้อยไหมแล้วนั้น สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าสถานเสริมความงานก็คือ ชนิดของไหมที่เราจะใช้มาร้อยลงบนใบหน้าของเรา โดยที่ทุกคนต้องไม่ลืมว่าไหมที่ถูกร้อยเข้าไปนี้จะอยู่กับเราไปอีก 1-3 ปีเลยทีเดียว ไหมตามมาตรฐานทั่วไปสามารถจำแนกได้ดังนี้ ไหมชนิดไม่ละลาย ได้แก่ ไหมที่ทำจากพลาสติก และไหมที่ทำจากโลหะ ไหมที่ทำจากพลาสติก ไหมพลาสติกประเภท “พอลิโพไพรลีน” (polypropylene) ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้ว่าสามารถนำมาใช้ได้ […]
เมื่อศัพท์คำว่า “เป๊ะ ปัง” กำลังมาแรง สร้างกระแสค่านิยมให้เราต้องมีหน้าวีเชฟ มีจมูกหยดน้ำ หน้าใส หน้าผาก หางตา ร่องแก้ม ต้องไม่ปรากฏริ้วรอย เหมือนเช่นพิธีกร หรือดารา นางแบบดังๆทั่วเมืองไทย ถึงแม้ในจิตใจส่วนลึกๆนั้นเราจะทราบกันดีว่า การรักษาสุขภาพ ทานอาหารอย่างสมดุลและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเป็นการชะลอริ้วรอยแห่งวัยอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดีหากร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อาทิ หน้าผากย่น ข้างแก้มตอบ ขมับตอบ มีร่องใต้ตา/แก้ม ก็ยากที่จะคืนสภาพปราศจากริ้วรอยได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่ปัญหาทางกรรมพันธุ์ อาทิ คางสั้น แต่ความกังวลเหล่านั้นได้ถูกขจัดออกไปด้วยนวัตกรรมความงามที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม ตามราคา วัสดุ การบริการ และความเชี่ยวชาญของแพทย์ที่เราเลือกใช้กัน ในวันนี้เราจะมาพูดกันถึงกรณีที่ว่า หากอาทิตย์หน้าเราวางแผนนัดออกเดทกับแฟน ร่วมงานแต่งเพื่อนสนิท ถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง หรือต้องเป๊ะ ปัง ตามสถานการณ์ใดๆที่กำลังจะมาถึงแล้วล่ะก็ ตัวช่วยของเราคงหนีไม่พ้นการฉีด “ฟิลเลอร์ (Filler)” ฉีดปุ๊ป เป๊ะทันใจเลยทีเดียว แล้ว ฟิลเลอร์ที่ว่าคืออะไร อันตรายไหม และแก้ปัญหากวนใจของเราได้จริงไหม วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ไปด้วยกัน “ฟิลเลอร์ (Filler)” คือสารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเข้าบริเวณผิวหน้าชั้นลึกของร่างกายเพื่อเติมเต็มในส่วนที่บกพร่อง อีกทั้งสามารถช่วยยกกระชับใบหน้า […]
ในโลกของเราใบนี้มีแบคทีเรียอยู่มากมาย บางชนิดเป็นแบคทีเรียที่มีโทษต่อมนุษย์บางชนิดกลับมีประโยชน์ แต่แบคทีเรียที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้นั้นมีทั้งโทษและประโยชน์แก่มนุษย์ในเวลาเดียวกัน แบคทีเรียที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้มีชื่อว่า “ครอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum)” แบคทีเรียดังกล่าวจะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อ “โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ (Botulinium toxin A)” ออกฤทธิ์ขัดขวางการหลั่งสารสื่อประสาทของเซลล์ประสาทส่วนปลาย กล้ามเนื้อส่วนนั้นๆจึงเป็นอัมพาตชั่วคราวประมาณ 3-10 วัน ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมักเกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อกระบังลมหยุดทำงาน ผู้ได้รับเชื้อจึงหายใจไม่สะดวกหรืออาจหยุดหายใจได้ โดยมากเราสามารถพบเชื้อนี้ได้ในอาหารกระป๋องที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่เชื่อไหมว่ามนุษย์เราสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้จากการสังเกตที่เป็นเยี่ยม แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสังเกตหลักการยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทของเชื้อตัวนี้ และนำมาพัฒนาเพื่อรักษาโรคได้แทน ในช่วงแรกนั้นเรานำสาร โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ มาใช้ในการรักษาโรคตาเหล่ และพัฒนาต่อมาจนกระทั่งพบว่า สามารถแก้ปัญหาการเกร็งตัวของมัดกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของรอยย่น ส่งผลให้ริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คิ้ว และรอยย่นรอบดวงตาคลายออก กล่าวมาถึงตอนนี้บางท่านอาจสงสัยว่า เรากำลังพูดถึงนวัตกรรมความงามประเภทใดกันแน่ ในขณะที่บางท่านอาจพอเดาออกอยู่บ้างแล้ว ว่าเรากำลังพูดถึง “โบท๊อกซ์ (Botox)” ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของ โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ ซึ่งผลิตโดยประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าแรกของโลกมานานกว่า 50 ปีแล้ว นวัตกรรมความงามของโบท๊อกซ์ในยุคแรกๆนั้นถูกนำมาฉีดเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการระงับกลิ่นกายหรือเพิ่มความมั่นใจ โดยการฉีดโบท๊อกซ์เข้าไปบริเวณรักแร้/ฝ่ามือ เพื่อขัดขวางการทำงานของต่อมเหงื่อ ทำให้ร่างกายสามารถผลิตเหงื่อได้ลดน้อยลง […]
เมื่อเราอายุมากขึ้นผิวพรรณของเราก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเนื่องการกระบวนการผลิตเซลล์ต่างๆที่ลดน้อยลง ซึ่งเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหย่อนคล้อยได้ชัดในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยเราจะสังเกตได้จาก ผิวที่บางลง และปริมาณของคอลลาเจนในชั้นผิวที่ลด ทำให้เกิดริ้วรอยและการหย่อนคล้อยของผิวได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่เหมาะสมกับผิวของเราก็เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผิวบางลงได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่รักษาชั้นผิวให้มีความหนา เพื่อที่จะช่วยในการรักษาปริมาณขอคอลลาเจนในชั้นผิวของเราได้อีกทางหนึ่ง การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดผิวหย่อนคล้อยได้เช่นกัน เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆบนผิวหน้ามักเกิดจาการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า ซึ่งเมื่อเรามีอายุที่มากขึ้นปริมาณคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวชั้นบนสุด (Stratum Corneum) ในบริเวณชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ที่เป็นที่อยู่ของ เซราไมด์ (Ceramide) และ สฟิงโกไลปิด (Sphingolipid) ก็จะลดลงไปตามช่วงอายุ จึงทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพที่ลดน้อยลง ทำให้เกิดเป็นกาดผิดหย่อนคล้อยและริ้วรอยได้ง่าย การถูบริเวณใบหน้า การขยี้ตา การขมวดคิ้ว การเอามือท้าวคาง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะอาจทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยบริเวณใบหน้าได้ง่าย หลายๆคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์เพื่อที่จะลดการยืดหดของกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า อย่างเช่น หลีกเลี่ยงการฉีกยิ้มเพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณมุมปากและบริเวณร่องแก้มได้ หรือการขมวดคิ้วเพราะจะทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยบริเวณหน้าผากได้ รวมถึงการร้องไห้ก็อาจทำให้เกิดริ้วรอบบิรเวณรอบดวงตาได้ด้วยเช่นกัน การรักษาผิวหย่อนคล้อยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ในปัจจุบันการรักษาอาการผิวหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นนั้นทำได้ค่อนข้างยากและจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษา ถึงแม้ว่าจะมีครีมบำรุงประเภท Anti Aging ออกมาให้เลือกใช้กันมากมาย แต่ก็ไม่สามารถสช่วยในการรักษาและป้องกันได้มาก เนื่องจากตัวของเนื้อครีมเหล่านี้สามารถที่จะแทรกตัวผ่านผิวชั้นนอกของเราได้อยาก จึงทำให้ไม่สามารถที่จะลงไปรักษาและพื้นฟูคอลลาเจนที่เป็นปัญหาบริเวณใต้ชั้นผิวได้ ซึ่งหากใครที่อยากจะมีผิวหน้าเต่งตึง ไม่เกิดการหย่อนคล้อยก็สามารถที่จะไปพึ่งการฉีดโบท็อกซ์ (Botox), ฉีดฟิลเลอร์ (Filler), ร้อยไหม (Thread lifting), การรักษาเลเซอร์ […]
อีกหนึ่งปัญหาที่เป็นเรื่องที่พูดถึงกสันอย่างมากก็คือปัญหารูขุมขนกว้างที่เป็นอีกหนึ่งตัวการของการทำให้เกิดสิวขึ้นบริเวณใบหน้าได้ง่าย ซึ่งนอกจากที่จะเป็นสิวแล้วรูขุมขนกว้างยังสามารถที่จะมองเห็นเป็นจุดดำๆบนผิวหน้าได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งหลายๆคนก็คงกำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้ เพราะนอกที่จะทำให้ผิวหน้าไม่สวยแล้วยังส่งผลเรื่องของความมั่นใจ และยังทำให้การแต่งหน้าทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะเครื่องสำอางต่างๆที่เราใช้จะเข้าไปอุดตันรูขุมขนที่กว้างได้ง่าย ซึ่งก็จะทำให้กลายเป็นต้นเหตุของการสิวอุดตันได้อีกต่างหาก รูขมขนกว้างมักจะเกิดในบริเวณ T-zone เป็นหลัก หรือก็คือ บริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว จมูก แก้ม และ คาง เพราะเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก สาเหตุของการเกิดรูขุมขนกว้าง การเกิดรูขุมขนกว้างนั้นโดยปกติจะพบบ่อยในผู้ที่มีผิวมัน น้ำมันส่วนเกินที่ถูกผลิตขึ้นมาเหล่านี้ส่วนมากจะถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งจะเกิดในผู้ที่มีฮอร์โมนเพศชายในปริมาณมากเกินไปในช่วงวัยรุ่น เมื่อต่อมไขมันเหล่านี้มีการผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณที่มาก ร่างกายของเราก็ต้องรับมือกับจำนวนน้ำมันที่ถูกผลิตออกมาเหล่านี้โดยการทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น เพื่อที่จะทำการขจัดน้ำมันเหล่านี้ออกไปจากผิว ปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างขึ้นได้ การรักษาสิวที่ผิดวิธี การใช้เครื่องมือในการรักษาสิวที่ผิดวิธีหรือการใช้มือในการบีบสิวนั้นอาจทำให้เกิดเป็นรอยแผลลึกขึ้นมาในบริเวณผิวได้ รวมถึงการใช้เครื่องมือต่างๆมาเป็นตัวช่วยกับการกำจัดสิวหัวขาว หรือ การบีบสิวที่กำลังอักเสบ วิธีเหล่านี้จะทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นและเกิดเป็นรอยหลุมลึกบริเวณชั้นผิวได้ การทำความสะอาดผิวไม่เพียงพอ การรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลผิวประจำวัน นอกจากจะล้างเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกต่างๆ น้ำมันบนผิว และ เซลล์ที่ผ่านกระบวนการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายออกไปแล้ว การทำความสะอาดผิวยังสามารถช่วยในการควบคุมการหลั่งน้ำมันได้อีกด้วย เพื่อที่จะช่วยไม่ให้รูขุมขนสะสมน้ำมันมากจนทำให้รูขุมขนขยายและเปิดกว้างออก การใช้เครื่องสำอางไม่เหมาะกับผิว โลชั่น ครีมบำรุง และ เครื่องสำอางบางประเภท มีน้ำมันมากเกินไปจะทำให้ผิวมันมากขึ้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอางที่ผสมน้ำมันเยอะจนเกินไป นอกจากนั้นเครื่องสำอางบางประเภทมีส่วนผสมของสารที่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งเกิดการหย่อนคล้อย และเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหารูขุมขนกว้างได้ด้วยเช่นกัน พันธุกรรม การมีรูขุมขนกว้างนั้นสามารถที่จะเกิดจากพันธุกรรมได้ด้วยเช่นกัน เราจะสังเกตได้ว่าหากใครมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่มีรูขุมขนกว้าง ก็มีโอกาสที่จะมีปัญหารูขุมขนกว้างได้สูง […]
ไม่ว่าจะเป็น รอยดำ รอยแดง หรือ รอยแผลเป็นจากสิว ก็นับว่าเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ที่หลายๆคนอยากจะรักษาให้หมดไปจากใบหน้า เพราะนอกจากที่จะทำให้ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการรักษาที่นานอีกด้วย รวมถึงยังต้องคอยใช้เวลาสำหรับการแต่งหน้าเพื่อปกปิดปัญหาเหล่านี้ด้วย คอนซีลเลอร์ ให้แต่ละวัน โดยวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการจัดการกับปัญหารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นจากสิวนี้กันเลย รอยดำและรอยแผลเป็นจากสิวเกิดจากอะไร รอยดำและรอยแผลเป็นจากสิวเกิดขึ้นจากการรักษาตัวของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากการเป็นสิว ซึ่งเนื้อเยื่อเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ก็ถูกการอักเสบของสิวเข้ามาทำให้บริเวณดังกล่าวมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ซึ่งบางครั้งรอยเหล่านี้ก็อาจที่จะเกิดได้จากการที่เราพยายามบีบสิวที่จะส่งผลให้ผิวบริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายจนกลายเป็นแผลเป็นจากสิวในที่สุด ซึ่งในบางครั้งเราอาจสังเกตได้ว่าทำไมรอยแต่ละรอยนั้นมีสีที่คล้ำที่ไม่เสมอกัน ปัจจัยที่ทำให้รอยแผลเหล่านี้เปลี่ยนเป็นสีคล้ำนั่นก็คือ แสงแดด (Ultraviolet) โดยเราอาจปล่อยให้แสงแดดนั้นสัมผัสกับใบหน้าโดยตรงโดยที่ไม่ป้องกัน ซึ่งรอยดำและรอยแผลเป็นที่ไม่ลึกมากสามารถที่จะจางหายไปได้เอง แต่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว การบีบสิวที่รุนแรงและไม่ถูกวิธีเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดรอยดำและรอยแผลเป็นจากสิว ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ รอยแดงจากสิวเกิดจากอะไร รอยแดงเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังหลังจากการอักเสบของสิว ดังนั้นร่างกายจึงต้องนำเอาสารอาหารต่างๆเข้ามาซ่อมแซมผ่านทางหลอดเหลือ แต่เมื่อใบบริเวณดังนกล่าวนั้นไม่มีเส้นเลือดทำให้ร่างกายจึงจำเป็นต้องสร้างเส้นเลือดฝอยขึ้น เพื่อให้สามารถที่จะลำเลียงสารอาหารต่างๆเข้ามายังช่วยที่เกิดการอักเสบได้ แต่เมื่อสิวหายไปเส้นเลือดที่ร่างกายได้สร้างขึ้นมานั้นยังคงอยู่ ทำให้เกิดเป็นรอยแดงในชั้นผิวของเรา ซึ่งการปล่อยทิ้งเอาไว้เพื่อให้รอยแดงเหล่านี้หายไปเองนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะร่างกายของเราไม่มีระบบการทำลายเส้นเลือดเหล่านี้โดยธรรมชาติ แต่อาจที่จะช่วยทำให้รอยแดงเหล่านี้จางลงไปได้เท่านั้น วิธีการแก้ปัญหาและรักษารอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็นจากสิว ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดจุดด่างดำจากรอยแผลสิวได้เป็นอย่างดี โดย วิตามิน เอ (Retinol) ที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้สามารถที่จะช่วยผลัดเซลล์เคราติน (Keratin) ในชั้นผิวให้หลุดออกและเสริมสร้างเซลล์ผิวชั้นที่ลึกทำให้รอยต่างๆค่อยๆจางลง หรือสำหรับผู้ที่ผิวบอบบางก็สามารถเลือกใช้ อนุพันธ์ของวิตามินเอ (Retinoid) ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า Retinol […]










