ปัจจุบันการออกกำลังถือเป็นกิจวัตรของสาวๆหลายๆคนที่รักสุขภาพอยากมีหุ่นสวย มีผิวสุขภาพดีเพราะการดูแลตัวเองที่ดี สามารถสร้างเสริมบุคลิกเพิ่มความมั่นใจให้กับสาวๆแถมยังมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย แต่สาวๆมักจะมีข้อกำจัดหรือข้ออ้างในการไม่อยากออกไปออกกำลังกายเพราะไม่มั่นใจในสุขภาพผิวและรูปร่างของตัวเองไม่กล้าเผยผิวหน้าสด เนื่องจากไม่ควรแต่งหน้าเวลาออกกำลังกาย เมื่อเหงื่อออกรูขุมขนจะขยายทำให้เกิดการอุดตันจากเครื่องสำอางหรือสิ่งสกปรกได้ อีกทั้งยังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือช็อปปิ้งมาทั้งวันเลยไม่มีเวลา แต่ถึงยังไงการดูแลสุขภาพและผิวให้ดีถือเป็นสิ่งที่สาวๆหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันจึงมีวิธีการดูแลตัวเองพร้อมกับนวัตกรรมที่สะดวกและใช้เวลาน้อย ทำให้สาวๆสามารถสร้างความมั่นใจกล้าที่จะเผยผิวสวยได้โดยที่ไม่ต้องปกปิดอีกต่อไป การออกกำลังกายเพื่อหุ่นเป๊ะ วิ่ง การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆใช้เวลาประมาณวันละ 30 นาที แต่ได้ประโยชน์มากมาย ช่วยในการลดน้ำหนักทำให้ปอดมีการทำงานที่ดี เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลดความเคลียดซึ่งเป็นปัญหาที่ทำร้ายทั้งด้านสุขภาพและอารมณ์ แอโรบิค เป็นการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนต่าง ๆของร่างกายเน้นกล้ามเนื้อ ในการเคลื่อนไหวต่อเนื่องตามจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมให้เกิดเป็นพลังงาน สามารถเปิดเพลงเต้นตามจังหวะได้ง่ายๆที่บ้าน การแอโรบิคใช้เวลาเพียงครั้งละ 15-60 นาที ก็ได้ประโยชน์ในการบริหารปอด หัวใจ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดน้ำหนักได้ดีเลยทีด้วย โยคะ โยคะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ไหล่ หลัง และสะโพก ซึ่งมักจะเป็นบริเวณที่เกิดการปวดเนื่องจากสาเหตุการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยฝึกการหายใจหรือเรียกว่าปราณยามะจะช่วยได้ดีในคนที่เป็นภูมิแพ้ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งด้านจิตใจและอารมณ์ ว่ายน้ำ การว่ายน้ำช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักเผาพลาญไขมันได้ดี เป็นการช่วยให้ระบบการหายใจและการให้เวียนของเลือดมีการสูบฉีดที่ดี ในคนที่เป็นโรคข้อเสื่อมหรือข้ออักแสบแนะนำให้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ เพราะจะช่วยลดการรับน้ำหนักขณะว่ายน้ำเป็นการลดการอักแสบของข้อต่อ ฟิตเนส การเข้าฟิตเนสเป็นเทรนด์การออกำลังกายที่ทำให้สาวๆสามารถอวดหุ่นสวย เพราะเป็นการออกกำลังที่สามารถสร้างบุคลิกให้มั่นใจ กำหนดเวลาได้ สะดวก มีวิธีการออกกำลังกายให้เลือกหลากหลาย และยังมีแพคเกจให้เลือกอีกมากกมาย เช่น การควบคุมลดน้ำหนัก สปา […]
Category Archives: เคล็ดลับการดูแลผิว
หลังผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ผู้หญิงอย่างเราต้องกลายมาเป็นคุณแม่ สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือความสุขและความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ในชีวิต ที่ได้ทำหน้าดูแลครอบครัวที่เรารัก คุณแม่หลายๆ คนยอมเสียสละตัวเอง ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการเลี้ยงดูลูกน้อย ดูแลสามี และหมกมุ่นอยู่กับการทำงานบ้าน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ แต่ความจริงอันโหดร้ายที่คุณแม่คนเก่งต้องเจอ ซึ่งบางครั้งคนที่ไม่ได้อยู่ในจุดนี้อาจจะไม่มีทางเข้าใจ มันคือความเหนื่อยล้า ความเครียด และความสุขที่ค่อยๆ ลดลงทุกครั้งเมื่อมองตัวเองผ่านในกระจก เพราะรูปร่างและผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องด้วยเวลาทั้งหมดของเราถูกใช้เพื่อการดูแลคนที่เรารักจนแทบไม่เหลือเวลาสำหรับการดูแลตัวเองและด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน ทำให้ต้องพบกับปัญหาผิวต่างๆที่ตามมาอีกมากมาย ปัญหาที่คุณแม่คนเก่งต้องเจอ รูปร่างที่ขยายขึ้น ร่างกายของคุณแม่ที่ไม่ได้รับการดูแลหรือไม่ออกกำกายเลย จะเก็บสะสมไขมันไว้ตามส่วนต่างๆ บนร่างกาย เช่นบริเวณ ต้นแขน ต้นขา สะโพก และหน้าท้อง หรือทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย ผิวเหี่ยวย่น สภาพผิวไม่แข็งแข็งแรง เหี่ยวย่นและไม่เต่งตึง เป็นผลมาจากการที่ผิวขาดสารอาหาร ก็คือ Hyaluronic acid ที่ร่างกายสร้างขึ้น ซึ่งสารตัวนี้จะเป็นตัวประสานระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ โปรตีนคอลลาเจน และอีลาสติน เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเต่งตึง ปราศจากริ้วรอย และดูเรียบเนียน ผิวหมองคล้ำ ผิวหมองคล้ำเกิดจากการสร้างเม็ดสี (Melanin) ภายในร่างกายที่มากเกินไป ซึ่งการสร้างเม็ดสีนั้นอาศัยเอนไซม์ Tyrosinaseเข้ามาเป็นตัวช่วย และหากไม่มีการยับยั้ง Tyrosinase สีผิวก็จะเข้มขึ้นเรื่อยๆ […]
ด้วยความจริงที่ว่าสุขภาพ และความงามของร่างกายมักสวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ความว่องไวที่ลดลง การเจ็บป่วยง่าย หรือแม้กระทั่งสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลงตามลำดับ วันนี้เราจึงต้องมาทำความรู้จักกับสารตัวหนึ่งในร่างกายซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ได้แก่ “ไฮยาลูโรนิค แอซิด” (Hyaluronic acid : HA) หรือ สารไฮยารูรอน กรดนี้เป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำไขข้อ หล่อเลี้ยงข้อต่อ น้ำเลี้ยงลูกตา น้ำหล่อลื่นบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งลดการเสียดสีของอวัยวะและเซลล์อีกด้วย ในทางความงาม ไฮยาลูโรนิค แอซิด จะถูกกล่าวถึงด้วยคุณสมบัติเป็นตัวประสานความเชื่อมต่อระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ (dermis) โปรตีนคอลลาเจน และอีลาสติน เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เต่งตึง ปราศจากริ้วรอย และดูเรียบเนียน นอกจากนี้ ไฮยาลูโรนิค แอซิด ยังมีคุณสมบัติทางความงามโดยอ้อมคือ เป็นตัวช่วยในการนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง และยังสามารถช่วยในการขับของเสียออกจากเซลล์ได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว ความเป็นมาของกรดไฮยาลูโรนิค อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของสารตัวนี้จนเมื่ออายุได้ล่วงเลยเข้าถึงวัย 30 ขึ้นไป เมื่อเราพบริ้วรอยที่ปรากฏชัดขึ้น หรือสมรรถภาพของร่างกายไม่ดีเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะร่างกายของเราอยู่ในช่วงสังเคราะห์สารดังกล่าวลดลงนั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จึงได้คิดค้น “กรดไฮยารูโรนิคสังเคราะห์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทน ไฮยาลูโรนิค แอซิด […]
วงจรการผลัดเซลล์ผิว (skin cell turnover) ของร่างกายมีระยะเวลา 16-21 วันในแต่ละช่วง การผลัดเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นบริเวณส่วนบนสุดของผิวหนังชั้นกำพร้า (epidermis) ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นนอกสุดของร่างกาย เราเรียกเซลล์ที่หลุดลอกนี้ว่า “ขี้ไคล” หรือชื่อในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สเตรตัม คลอเนียม” มีลักษณะซ้อนทับกัน 15-20 ชั้น และมีเคราตินเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้ผิว และทำให้ผิวยืดหยุ่น สามารถจัดเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ ชั้นผิวหนังจะหนาหรือบางจึงขึ้นอยู่กับชั้นของเคราตินนี้ด้วย เซลล์สเตรตัม คลอเนียม ซึ่งต่อไปเราจะเรียกในชื่อสามัญว่า “ขี้ไคล”นี้ จะยึดติดกันด้วย “คอร์นีโอเดสโมโซม” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเซลล์ไม่ให้หลุดออกจากกัน เมื่อผิวครบวงจรการผลัดเซลล์ผิว หรือได้รับความเสื่อมสภาพจากปัจจัยเร่งเร้าภายนอก อาทิ แสงแดด การอักเสบของผิว ควันบุหรี่ สารเคมี หรือมลพิษ ฯลฯ ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ช่วยในการทำลายสะพานเชื่อมเซลล์นี้ และส่งผลให้มีการหลุดลอกของเซลล์ในลำดับต่อไป ในปัจจุบันเราจะพบว่าสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษนั้น ส่งผลให้เซลล์มีการหลุดลอกช้าลง โดยผู้ที่มีสภาพผิวมันจะเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหานี้เป็นหลัก เนื่องจากน้ำมันบนผิวหน้าจะส่งผลให้เซลล์ผิวเหล่านี้เกาะกันแน่นจนเกินไป หรือแม้แต่อายุที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวช้าลงเช่นกันได้เช่นกัน โดยปัญหาที่เกิดจากการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลงจะเกิดผลเสียดังนี้ ใบหน้าหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ปรากฏจุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้สภาพรวมบนใบหน้าเหมือนคนสูงวัย เนื่องจากเซลล์ผิวที่หมดอายุแล้วตกค้างสะสมบนใบหน้า จึงทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ชะลอตัวลง การล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้เกิดสิ่งอุดตันแปลกปลอมบนผิว ร่วมกับน้ำมันที่ขับออกมาทางรูขุมขนเคลือบผิวหน้าไว้ […]
ในปัจจุบันเครื่องสำอางจำพวก ครีม หรือ เซรั่ม ที่มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิวกำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ในขณะนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากความร้อนจากแสงแดด และมลพิษจากฝุ่นควัน และลักษณะการดำเนินชีวิตที่ส่งผลให้ผิวหนังของเราสูญเสียความชุ่มชื้น และโดนทำลายอย่างต่อเนื่องจนผิวอยู่ในสภาพขาดการฟื้นฟูได้ทันท่วงที ซึ่งอาจแสดงปัญหาในรูปของริ้วรอย หรือความหย่อนคล้อยบริเวณผิวหนัง ความชุ่มชื้นจึงมีความสำคัญกับผิวหนังของเราอย่างมาก เป็นปัจจัยหลักขององค์ประกอบที่สมบูรณ์ของเซลล์ ส่งผลถึงความยืดหยุ่นของผิวหนัง ทั้งนี้ความชุ่มชื้นภายใต้ผิวหนังของเราสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกายซึ่งแทรกซึมเป็นส่วนประกอบของทุกชั้นผิวหนังของเรา นอกจากทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื้นแล้ว ยังทำหน้าที่ลดแรงกระแทกจากภายนอกที่จะทำอันตรายต่อเซลล์และอวัยวะภายในอีกด้วย ผิวขาดความชุ่มชื้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนชั้นผิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แหล่งไขมันที่จำเป็นในร่างกายของเรา มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ แต่ยังมีไขมันบางชนิดที่สามารถละลายน้ำได้เล็กน้อย เช่น ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) ที่อยู่บริเวณชั้นผิวหนังกำพร้าที่เรียกว่า สตราตัม คอร์เนียม (Stratum corneum) มาจากการบริโภคไขมันจาก พืชและสัตว์ อาทิ เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารประเภทถั่ว เมล็ดนุ่น และพืชน้ำมัน เช่น ปาล์ม มะพร้าว และมะกอก เป็นต้น สฟิงโกลิพิด เกิดจาการรวมตัวของสารต่างๆดังนี้ – สฟิงโกซีน (sphingosine) หรือไดไฮโดรสฟิงโกซีน (dihydrosphin-gosine) […]
โดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันดีว่า สีผิวของคนเราจะมีความแตกต่างกันตามเชื้อชาติ ภูมิประเทศที่เราอาศัยอยู่ และสภาวะแวดล้อมรอบตัวเรา แล้วอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น ในครั้งนี้เราจะมาอธิบายและทำความเข้าใจกันค่ะ โดยปกติในผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ของคนเราจะพบเซลล์ “เมลาโนไซด์” (Melanocyte) มีลักษณะเป็นเซลล์รูปร่างแบน วงรี และมีแขนงที่เหมือนแขนขายึดจับกันอยู่ หน้าที่ของเซลล์นี้จะสร้างถุงเม็ดสี “เมลานิน” (Melanosome) โดยอาศัยเอนไซม์ “ไทโรสิเนส” (Tyrosinese) เข้ามาช่วยให้เกิดการสร้างถุงเม็ดสีได้สมบูรณ์ขึ้น เซลล์เมลาโนไซด์จะแทรกอยู่ระหว่าง “เซลล์เคอราติโนไซด์” (Keratinocyte) ที่ทำหน้าที่ผลิตสารเคราติน สร้างความแข็งแรงแก่ เส้นผม ขนและเล็บ ด้วยความที่ เซลล์เมลาโนไซด์ และเซลล์เคอราติโนไซด์อยู่ใกล้กันนี้เอง ส่งผลให้เส้นผม ขน เยื่อบุตา ของเราเป็นอีกจุดหนึ่งที่แสดงออกถึงความแตกต่างของสีได้อย่างชัดเจน ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินดังกล่าว มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถใช้วิเคราะห์ในการแยกเชื้อชาติได้ ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดได้แก่ ยูเมลาโนโซม (Eumelanosome) มีขนาดใหญ่ (0.5-0.8 ไมโครเมตร) รูปร่างเป็นวงรี ถุงหุ้มดังกล่าวจะกระจายตัวอยู่อย่างเดี่ยวๆ มีการสลายตัวที่ช้า และที่สำคัญคือผลิต “รงควัตถุสีดำ และสีน้ำตาล” อย่างไรก็ตามหากปริมาณของเมลานินมีมากจะผลิตสีที่เข้ม หรือหากปริมาณเมลานินมีน้อยจะแสดงผลในสีที่อ่อนลง อาทิ […]
เราทุกคนคงเคยตั้งคำถามไว้ในใจว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้เป็นที่ประทับใจและจดจำต่อคู่สนทนา ไม่ว่าด้วยผลประโยชน์ธุรกิจทางการค้า หรือแม้กระทั่งบุคคลที่เรามีความรู้สึกพิเศษด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงต้องพัฒนาตนเองทั้งความรู้ และบุคลิกภาพ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความสะอาดและการดูแลผิวพรรณของร่างกาย หากเรามีผิวพรรณที่สดใส กระชับ ไร้จุดด่างดำหรือแผลจากการเป็นสิว ก็สามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เราได้อย่างมากเลยทีเดียว ในเมื่อผิวพรรณคือสิ่งแรกที่สามารถสร้างความประทับใจได้ ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจในการดูแลผิวพรรณเพื่อให้มีสุขภาพผิวที่ดี โดยในลำดับแรกเรามารู้กันก่อนดีกว่าว่า ชั้นผิวของเรานั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง การมีผิวพรรณที่ดีไม่ใช่แค่ทำความสะอาดผิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการดูแลสุขภาพของผิวให้ดีไปควบคู่กัน ผิวหนังของร่างกายมีความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ปกคลุมอวัยวะของร่างกาย ซึ่งผิวหนังของคนเราประกอบไปด้วย 2 ชั้นหลักๆคือ ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ โดยมีอีก 1 ชั้นที่เป็นกลไกเสริมความยืดหยุ่นและการปรับสภาพผิวให้สมดุล ได้แก่ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่ดังนี้ ชั้นหนังกำพร้า หรืออีพิเดอมีส (Epidermis) มีลักษณะบาง ประกอบไปด้วยเซลล์ที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆแบนราบ โดยที่เซลล์ชั้นในสุดจะอยู่ติดกับบริเวณชั้นหนังแท้ เซลล์ดังกล่าวจะมีการกำเนิดใหม่อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เซลล์มีการเลื่อนขึ้นชั้นบนสุดและหลุดลอกเป็นขี้ไคลไปในที่สุด (stratum corneum) โดยปกติเซลล์ชั้นผิวนี้จะยึดติดกันด้วย lipid barrier ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่ให้ผิวหนังลอกเป็นขุย หรือเสื่อมสภาพได้ง่าย ภายใต้หนังกำพร้ามีเซลล์ที่เราเรียกว่า เมลานีน (melanocyte) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เซลล์นี้จะแสดงออกถึงสีผิวของเรา ส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากสิ่งที่มากระทบเช่น มลภาวะ […]
เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาผิวด่างดำ และหยาบกร้านโดยวิธีการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “การขัดขี้ไคล” นั่นเอง โดยปกติผิวหนังคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation) ทุก 2-3 สัปดาห์ และระยะเวลาผลัดเซลล์ผิวจะนานขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราเรียกว่าขี้ไคลนั้นคือ เซลล์ที่หมดอายุแล้วซึ่งอยู่บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด หรือหนังกำพร้า (Epidermis) มีความหนาประมาณ 1.5 – 4 มิลลิเมตร ซึ่งจะถูกเคลือบไว้โดย “ซีบรัม” (Zebrum) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ผิวให้ติดกัน และป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ มักจะพบได้มากในคนที่มีผิวหน้าที่จัดอยู่ในประเภท “ผิวมัน” (Oily skin) ในปัจจุบันเราจะพบว่า ร่างกายและใบหน้ามีความหมองคล้ำได้ง่าย เป็นเพราะมีปัจจัยเสริมอื่นมากระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วยิ่งขึ้น อาทิ แสงแดด มลภาวะที่ประกอบด้วย ฝุ่น ควันรถยนต์ ควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลโดยตรงกับอาการหน้าเป็นฝ้า มีจุดด่างดำ หรือริ้วรอยก่อนวัย วิธีการผลัดเซลล์ผิวที่นิยมทำกันในเวลานี้ การกำจัดเซลล์ผิวที่หมดอายุบริเวณผิวหนังของร่างกายสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นสครับ ขัดวนบริเวณตามจุดข้อพับ และลูบให้ทั่วทุกบริเวณของร่างกายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังจากนั้นควรตามด้วย moisturizer ที่มีสรรพคุณในการเติมน้ำให้ผิวเพื่อ ทดแทนการสูญเสียความชุ่มชื้นบริเวณผิวชั้นนอกไป อย่างไรก็ตามสำหรับผิวหน้า การกำจัดเซลล์ผิวชั้นนอก ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก […]
เครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีมากมาย อาทิ แอลกอฮอล์ หรือน้ำหอม อาจมีทั้งที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเราหรือบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวของเราได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) ซึ่งพบเพียง 20% ของกลุ่มคนที่ได้รับความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีเป็นส่วนประกอบในการบำรุงผิว คนที่จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวจะผ่านการทำ patch test บริเวณผิวหนังของร่างกายมาแล้วทั้งสิ้น เพราะกลุ่มคนดังกล่าวจะมีอาการแพ้อย่างรุนแรงแม้ได้รับสารที่ตนเองแพ้ในปริมาณนิดเดียว โดยอาการแพ้นั้นจะเกิดขึ้นลงไปถึงผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) มีอาการบวมแดง อักเสบ แสบร้อน ต้องใช้ยาแก้อักเสบ หรือลดอาการบวมตามแพทย์สั่งเท่านั้น และไม่เฉพาะแต่บริเวณใบหน้าเท่านั้น หากสัมผัสสารที่แพ้บริเวณ แขน หรือขาก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นกลุ่มคนผู้มีผิวแพ้ง่ายควรปรึกษาแพทย์และรับคำแนะนำการหลีกเสี่ยงสารที่ตนเองแพ้อย่างใส่ใจโดยการอ่านส่วนผสม (Ingredient) ให้แน่ใจก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง เพราะอาจรุนแรงถึงขั้นเสียโฉมกันเลยทีเดียว สารเคมี และ น้ำหอมประเภทต่างๆ อาจะเป้นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่ายได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูส่วนประกอบก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผิวแพ้ง่ายและผิวระคายเคืองมีสาเหตุเกิดจากอะไร หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางท่านอาจคิดว่าเราไม่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) จึงสามารถเลือกใช้เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวอย่างไรก็ได้ เพราะนอกจากเราจะมีกลุ่มผู้มีแพ้ง่ายแล้ว เรายังมีกลุ่มผู้มีผิวระคายเคืองง่าย (Sensitive skin) ซึ่งพบมากถึง 80% ของกลุ่มคนที่มีความผิดปกติเลย คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะไวต่อสิ่งรบกวนเป็นพิเศษ ผู้ที่มีพื้นฐานผิวที่แข็งแรงสมบูรณ์ จะลดโอกาสเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวแห้ง […]









