มารู้จักส่วนผสมในการผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่าง สารคงความชุ่มชื้น รูปแบบต่างๆกันเถอะ

วันนี้ทาง PiOne จะมานำเสนอเกี่ยวกับการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งเพื่อนๆหลายๆคงอาจกังวลในเรื่องของความแห้งกร้านของผิว เราลองมาดูกันเลยว่า มีส่วนผสมอะไรบ้างที่สามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวของเราได้บ้าง ที่เราสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างเหมาะสม โดยวิธีการดูได้จากฉลากของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการดูแลผิวที่ตรงต่อความต้องการของเรามากยิ่งขึ้น

สารคงความชุ่มชื้นที่มีคุณสมบัติเก็บกัดน้ำในผิวเพื่อไม่ให้ระเหยไป

เซราไมด์ (Ceramind)

เป็นสารที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องของการคงความชุ่มชื้นให้ผิว มีโครงสร้างในการจับตัวรูปแบบประกบกัน จึงทำให้กักเก็บน้ำเอาไว้ใต้ชั้นผิวได้เป็นอย่างดี และยังสามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นเวลานาน

เซราไมด์เป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความชุ่มชื้นหใกับผิวได้ดีที่สุด ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีราคาที่สูงด้วยเช่นกัน

สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids)

เป็นการรวมตัวของสฟิงโกซายน์ (Sphingosine) กับกรดไขมันและหมู่ฟอสเฟต เป็นไขมันที่เป็นองค์ประกอบในเยื่อหุ้มอยู่ระหว่างเซลล์ เป็นสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเซราไมด์ สามารถซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย แต่ประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นน้อยกว่าเซราไมด์

เลซิทิน (Lecithin)

สารที่สกัดจากถั่วเหลือง ที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด มีโครงสร้างคล้ายกับแซนวิชจึงสามารถช่วยในการกักเก็บน้ำเอาไว้ได้ ลักษณะคล้ายกับเซราไมด์ แต่มีราคาที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพสำหรับการคงความชุ่มชื้นก็น้อยกว่าด้วยเช่นกัน

สารคงความชุ่มชื้นที่มีโครงในการกักเก็บน้ำให้กับผิวในปริมาณมาก

กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)

เป็นสารร่าวงกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง โดยจะถูกสร้างขึ้นที่ผิวช้นล่าง (Dermis) และ ผิวชั้นบน (Epidermis) โดยจะกระจายตัวอยู่ทั่วไปในบริเวณชั้นผิวดังกล่าว ลักษณะคล้ายกับเนื้อเจลอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ สามารถช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่เพิ่มความมันให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ไม่แห้งกร้าน และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย

ปัจจุบันเราสามารถที่จะผลิตกรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์ได้ จึงทำให้มีการเลือกใช้กรดเหล่านี้มาผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมาย เพราะมีราคาที่ถูกกว่า

อีลาสติน (Elastin)

มีโครงสร้างเป็นเส้นใยอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ มีลักษณะคล้ายกสับคอลลาเจนแต่มีความยืดหยุ่นที่มากกว่า ช่วยบำรุงให้ผิวมีประสิทธิภาพรักษาความชุ่มชื้นได้ นอกจากนั้นอิลาสตินยังเป็นตัวช่วยในการยัดจับเซลล์ผิวให้เรียงตัวกันอย่างเหมาะสม โดยที่อีลาสตินจะประกอบด้วยกรดอะมิโนที่สำคัญ คือ เดสโมซีน (Desmosine) และ ไอโซเดสโมซีน (Isodesmosine) ที่ช่วยทำให้ผิวยืดออกและหดกลับที่เดิม

คอลลาเจน (Collagen)

มีโครงสร้างเป็นเส้นใยอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ มีหน้าที่ช่วยคงความยืดหยุ่นของผิว นอกจากนั้นคอลลาเจนยังสามารถป้องกันการสูญเสียน้ำที่บริเวณชั้นผิว ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองบริเวณชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ป้องกันการเกิดริ้วรอย และ จุดด่างดำต่างๆ จึงทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้

สารที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับความชุ่มชื้นให้กับผิว

สารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factors: NMF)

สารคงความชุ่มชื้นตามธรรามชาติที่อยู่ในบริเวณผิวชั้นขี้ไคล หรือ ผิวชั้น Stratrum Corneum ซึ่งมีหลายชนิด เช่น Ammonium lactate, Hylauronic acid, Sodium PCA, Sorbitol และ Urea เป็นต้น โดยสารเหล่านี้นั้นอาจจะมีประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นให้กับผิวที่ไม่ได้ดีมากนัก แต่สามารถที่จะซึมลงสู่ผิวได้ดี ซึ่งมักจะใช้สารเหล่านี้เป็นส่วนของโทนเนอร์ (Tonner)

โพรพิลีนไกลคอล (Propylene glycol: PG), กลีเซอรีน (Glycerin), บูทิลีนไกลคอล (Butylene glycol)

เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกนำเอาไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายชนิด อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นก็ไม่สูงนัก โดยส่วมมากมักนิยมใช้สารเหล่านี้ผสมลงในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจำพวก ครีม หรือ เจล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *