วงจรการผลัดเซลล์ผิว (skin cell turnover) ของร่างกายมีระยะเวลา 16-21 วันในแต่ละช่วง การผลัดเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นบริเวณส่วนบนสุดของผิวหนังชั้นกำพร้า (epidermis) ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นนอกสุดของร่างกาย เราเรียกเซลล์ที่หลุดลอกนี้ว่า “ขี้ไคล” หรือชื่อในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สเตรตัม คลอเนียม” มีลักษณะซ้อนทับกัน 15-20 ชั้น และมีเคราตินเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้ผิว และทำให้ผิวยืดหยุ่น สามารถจัดเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ ชั้นผิวหนังจะหนาหรือบางจึงขึ้นอยู่กับชั้นของเคราตินนี้ด้วย เซลล์สเตรตัม คลอเนียม ซึ่งต่อไปเราจะเรียกในชื่อสามัญว่า “ขี้ไคล”นี้ จะยึดติดกันด้วย “คอร์นีโอเดสโมโซม” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเซลล์ไม่ให้หลุดออกจากกัน เมื่อผิวครบวงจรการผลัดเซลล์ผิว หรือได้รับความเสื่อมสภาพจากปัจจัยเร่งเร้าภายนอก อาทิ แสงแดด การอักเสบของผิว ควันบุหรี่ สารเคมี หรือมลพิษ ฯลฯ ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ช่วยในการทำลายสะพานเชื่อมเซลล์นี้ และส่งผลให้มีการหลุดลอกของเซลล์ในลำดับต่อไป ในปัจจุบันเราจะพบว่าสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษนั้น ส่งผลให้เซลล์มีการหลุดลอกช้าลง โดยผู้ที่มีสภาพผิวมันจะเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหานี้เป็นหลัก เนื่องจากน้ำมันบนผิวหน้าจะส่งผลให้เซลล์ผิวเหล่านี้เกาะกันแน่นจนเกินไป หรือแม้แต่อายุที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวช้าลงเช่นกันได้เช่นกัน โดยปัญหาที่เกิดจากการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลงจะเกิดผลเสียดังนี้ ใบหน้าหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ปรากฏจุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้สภาพรวมบนใบหน้าเหมือนคนสูงวัย เนื่องจากเซลล์ผิวที่หมดอายุแล้วตกค้างสะสมบนใบหน้า จึงทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ชะลอตัวลง การล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้เกิดสิ่งอุดตันแปลกปลอมบนผิว ร่วมกับน้ำมันที่ขับออกมาทางรูขุมขนเคลือบผิวหน้าไว้ […]
Category Archives: วิธีกระตุ้นคอลลาเจน
เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาผิวด่างดำ และหยาบกร้านโดยวิธีการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “การขัดขี้ไคล” นั่นเอง โดยปกติผิวหนังคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation) ทุก 2-3 สัปดาห์ และระยะเวลาผลัดเซลล์ผิวจะนานขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราเรียกว่าขี้ไคลนั้นคือ เซลล์ที่หมดอายุแล้วซึ่งอยู่บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด หรือหนังกำพร้า (Epidermis) มีความหนาประมาณ 1.5 – 4 มิลลิเมตร ซึ่งจะถูกเคลือบไว้โดย “ซีบรัม” (Zebrum) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ผิวให้ติดกัน และป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ มักจะพบได้มากในคนที่มีผิวหน้าที่จัดอยู่ในประเภท “ผิวมัน” (Oily skin) ในปัจจุบันเราจะพบว่า ร่างกายและใบหน้ามีความหมองคล้ำได้ง่าย เป็นเพราะมีปัจจัยเสริมอื่นมากระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วยิ่งขึ้น อาทิ แสงแดด มลภาวะที่ประกอบด้วย ฝุ่น ควันรถยนต์ ควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลโดยตรงกับอาการหน้าเป็นฝ้า มีจุดด่างดำ หรือริ้วรอยก่อนวัย วิธีการผลัดเซลล์ผิวที่นิยมทำกันในเวลานี้ การกำจัดเซลล์ผิวที่หมดอายุบริเวณผิวหนังของร่างกายสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นสครับ ขัดวนบริเวณตามจุดข้อพับ และลูบให้ทั่วทุกบริเวณของร่างกายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังจากนั้นควรตามด้วย moisturizer ที่มีสรรพคุณในการเติมน้ำให้ผิวเพื่อ ทดแทนการสูญเสียความชุ่มชื้นบริเวณผิวชั้นนอกไป อย่างไรก็ตามสำหรับผิวหน้า การกำจัดเซลล์ผิวชั้นนอก ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก […]
ริ้วรอย คือสัญญาณแรกที่จะบ่งบอกถึงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจุดที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือริ้วรอยบนผิวบริเวณใบหน้าและรอบดวงตา รวมไปถึงริ้วรอยบริเวณแก้มและหน้าผาก โดยเฉพาะเวลาที่เราแสดงสีหน้าต่างๆ และก็จะยิ่งเป็นรอยชัดและลึกขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น โดยริ้วรอยหรือผิวที่หย่อนคล้อยเหล่านี้จะเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่ออายุ 25 ปี แต่บางคนสัญญาณของผิวที่เริ่มมีริ้วรอยและเสื่อมสภาพก็เริ่มก่อตัวขึ้นเร็วกว่ากำหนดหรือการมีริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย ในขณะที่บางคนสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยบนผิวหนังไว้ได้ และสาเหตุหลักที่มีผลทำให้ผิวเกิดการหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยก็คือ “คอลลาเจน” ในร่างกายของเรานั่นเอง คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายของเราสามารถผลิตได้เอง แต่กระบวนการผลิตจะลดลงไปตามอายุของแต่ละคนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะชะลอการลดลงของคอลลาเจนได้ คอลลาเจน (Collagen) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า กาว ซึ่งจริงๆแล้ว คอลลาเจน คือ โปรตีนสายยาวชนิดหนึ่งซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวหนัง ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่ว ๆ ไป และเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ที่คอยยึดเกาะ เซลล์ผิวหนัง เอ็น ข้อต่อ พังผืด และกล้ามเนื้อ ตลอดจนผนังหลอดเลือด ให้ติดแน่นสนิท มีผลทำให้ผิวหนังแลดูเต่งตึง เพราะคอลลาเจนทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ในร่างกายเข้าด้วยกัน โดยเซลล์ผิวหนังในร่างกายจะมี คอลลาเจน เหล่านี้ถึง 75% เป็นส่วนประกอบ โครงสร้างของคอลลาเจนที่มากมายในผิวนั้น จึงทำให้ผิวหนังมีแรงสปริงตัวและยืดหยุ่นได้ดีตามไปด้วย และมีส่วนสำคัญในการทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล เต่งตึง กระชับ ไม่เหี่ยวย่น ไม่มีริ้วรอย และ รอยตีนกา […]
เมื่อเราอายุมากขึ้นผิวพรรณของเราก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเนื่องการกระบวนการผลิตเซลล์ต่างๆที่ลดน้อยลง ซึ่งเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหย่อนคล้อยได้ชัดในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยเราจะสังเกตได้จาก ผิวที่บางลง และปริมาณของคอลลาเจนในชั้นผิวที่ลด ทำให้เกิดริ้วรอยและการหย่อนคล้อยของผิวได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่เหมาะสมกับผิวของเราก็เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผิวบางลงได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่รักษาชั้นผิวให้มีความหนา เพื่อที่จะช่วยในการรักษาปริมาณขอคอลลาเจนในชั้นผิวของเราได้อีกทางหนึ่ง การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดผิวหย่อนคล้อยได้เช่นกัน เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆบนผิวหน้ามักเกิดจาการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า ซึ่งเมื่อเรามีอายุที่มากขึ้นปริมาณคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวชั้นบนสุด (Stratum Corneum) ในบริเวณชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ที่เป็นที่อยู่ของ เซราไมด์ (Ceramide) และ สฟิงโกไลปิด (Sphingolipid) ก็จะลดลงไปตามช่วงอายุ จึงทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพที่ลดน้อยลง ทำให้เกิดเป็นกาดผิดหย่อนคล้อยและริ้วรอยได้ง่าย การถูบริเวณใบหน้า การขยี้ตา การขมวดคิ้ว การเอามือท้าวคาง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะอาจทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยบริเวณใบหน้าได้ง่าย หลายๆคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์เพื่อที่จะลดการยืดหดของกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า อย่างเช่น หลีกเลี่ยงการฉีกยิ้มเพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณมุมปากและบริเวณร่องแก้มได้ หรือการขมวดคิ้วเพราะจะทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยบริเวณหน้าผากได้ รวมถึงการร้องไห้ก็อาจทำให้เกิดริ้วรอบบิรเวณรอบดวงตาได้ด้วยเช่นกัน การรักษาผิวหย่อนคล้อยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ในปัจจุบันการรักษาอาการผิวหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นนั้นทำได้ค่อนข้างยากและจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษา ถึงแม้ว่าจะมีครีมบำรุงประเภท Anti Aging ออกมาให้เลือกใช้กันมากมาย แต่ก็ไม่สามารถสช่วยในการรักษาและป้องกันได้มาก เนื่องจากตัวของเนื้อครีมเหล่านี้สามารถที่จะแทรกตัวผ่านผิวชั้นนอกของเราได้อยาก จึงทำให้ไม่สามารถที่จะลงไปรักษาและพื้นฟูคอลลาเจนที่เป็นปัญหาบริเวณใต้ชั้นผิวได้ ซึ่งหากใครที่อยากจะมีผิวหน้าเต่งตึง ไม่เกิดการหย่อนคล้อยก็สามารถที่จะไปพึ่งการฉีดโบท็อกซ์ (Botox), ฉีดฟิลเลอร์ (Filler), ร้อยไหม (Thread lifting), การรักษาเลเซอร์ […]
อีกหนึ่งปัญหาที่เป็นเรื่องที่พูดถึงกสันอย่างมากก็คือปัญหารูขุมขนกว้างที่เป็นอีกหนึ่งตัวการของการทำให้เกิดสิวขึ้นบริเวณใบหน้าได้ง่าย ซึ่งนอกจากที่จะเป็นสิวแล้วรูขุมขนกว้างยังสามารถที่จะมองเห็นเป็นจุดดำๆบนผิวหน้าได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งหลายๆคนก็คงกำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้ เพราะนอกที่จะทำให้ผิวหน้าไม่สวยแล้วยังส่งผลเรื่องของความมั่นใจ และยังทำให้การแต่งหน้าทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะเครื่องสำอางต่างๆที่เราใช้จะเข้าไปอุดตันรูขุมขนที่กว้างได้ง่าย ซึ่งก็จะทำให้กลายเป็นต้นเหตุของการสิวอุดตันได้อีกต่างหาก รูขมขนกว้างมักจะเกิดในบริเวณ T-zone เป็นหลัก หรือก็คือ บริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว จมูก แก้ม และ คาง เพราะเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก สาเหตุของการเกิดรูขุมขนกว้าง การเกิดรูขุมขนกว้างนั้นโดยปกติจะพบบ่อยในผู้ที่มีผิวมัน น้ำมันส่วนเกินที่ถูกผลิตขึ้นมาเหล่านี้ส่วนมากจะถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งจะเกิดในผู้ที่มีฮอร์โมนเพศชายในปริมาณมากเกินไปในช่วงวัยรุ่น เมื่อต่อมไขมันเหล่านี้มีการผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณที่มาก ร่างกายของเราก็ต้องรับมือกับจำนวนน้ำมันที่ถูกผลิตออกมาเหล่านี้โดยการทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น เพื่อที่จะทำการขจัดน้ำมันเหล่านี้ออกไปจากผิว ปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างขึ้นได้ การรักษาสิวที่ผิดวิธี การใช้เครื่องมือในการรักษาสิวที่ผิดวิธีหรือการใช้มือในการบีบสิวนั้นอาจทำให้เกิดเป็นรอยแผลลึกขึ้นมาในบริเวณผิวได้ รวมถึงการใช้เครื่องมือต่างๆมาเป็นตัวช่วยกับการกำจัดสิวหัวขาว หรือ การบีบสิวที่กำลังอักเสบ วิธีเหล่านี้จะทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นและเกิดเป็นรอยหลุมลึกบริเวณชั้นผิวได้ การทำความสะอาดผิวไม่เพียงพอ การรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลผิวประจำวัน นอกจากจะล้างเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกต่างๆ น้ำมันบนผิว และ เซลล์ที่ผ่านกระบวนการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายออกไปแล้ว การทำความสะอาดผิวยังสามารถช่วยในการควบคุมการหลั่งน้ำมันได้อีกด้วย เพื่อที่จะช่วยไม่ให้รูขุมขนสะสมน้ำมันมากจนทำให้รูขุมขนขยายและเปิดกว้างออก การใช้เครื่องสำอางไม่เหมาะกับผิว โลชั่น ครีมบำรุง และ เครื่องสำอางบางประเภท มีน้ำมันมากเกินไปจะทำให้ผิวมันมากขึ้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอางที่ผสมน้ำมันเยอะจนเกินไป นอกจากนั้นเครื่องสำอางบางประเภทมีส่วนผสมของสารที่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งเกิดการหย่อนคล้อย และเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหารูขุมขนกว้างได้ด้วยเช่นกัน พันธุกรรม การมีรูขุมขนกว้างนั้นสามารถที่จะเกิดจากพันธุกรรมได้ด้วยเช่นกัน เราจะสังเกตได้ว่าหากใครมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่มีรูขุมขนกว้าง ก็มีโอกาสที่จะมีปัญหารูขุมขนกว้างได้สูง […]
วันนี้ทาง PiOne จะมานำเสนอเกี่ยวกับการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งเพื่อนๆหลายๆคงอาจกังวลในเรื่องของความแห้งกร้านของผิว เราลองมาดูกันเลยว่า มีส่วนผสมอะไรบ้างที่สามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวของเราได้บ้าง ที่เราสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างเหมาะสม โดยวิธีการดูได้จากฉลากของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการดูแลผิวที่ตรงต่อความต้องการของเรามากยิ่งขึ้น สารคงความชุ่มชื้นที่มีคุณสมบัติเก็บกัดน้ำในผิวเพื่อไม่ให้ระเหยไป เซราไมด์ (Ceramind) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องของการคงความชุ่มชื้นให้ผิว มีโครงสร้างในการจับตัวรูปแบบประกบกัน จึงทำให้กักเก็บน้ำเอาไว้ใต้ชั้นผิวได้เป็นอย่างดี และยังสามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นเวลานาน เซราไมด์เป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความชุ่มชื้นหใกับผิวได้ดีที่สุด ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีราคาที่สูงด้วยเช่นกัน สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) เป็นการรวมตัวของสฟิงโกซายน์ (Sphingosine) กับกรดไขมันและหมู่ฟอสเฟต เป็นไขมันที่เป็นองค์ประกอบในเยื่อหุ้มอยู่ระหว่างเซลล์ เป็นสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเซราไมด์ สามารถซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย แต่ประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นน้อยกว่าเซราไมด์ เลซิทิน (Lecithin) สารที่สกัดจากถั่วเหลือง ที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด มีโครงสร้างคล้ายกับแซนวิชจึงสามารถช่วยในการกักเก็บน้ำเอาไว้ได้ ลักษณะคล้ายกับเซราไมด์ แต่มีราคาที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพสำหรับการคงความชุ่มชื้นก็น้อยกว่าด้วยเช่นกัน สารคงความชุ่มชื้นที่มีโครงในการกักเก็บน้ำให้กับผิวในปริมาณมาก กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) เป็นสารร่าวงกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง โดยจะถูกสร้างขึ้นที่ผิวช้นล่าง (Dermis) และ ผิวชั้นบน (Epidermis) โดยจะกระจายตัวอยู่ทั่วไปในบริเวณชั้นผิวดังกล่าว ลักษณะคล้ายกับเนื้อเจลอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ สามารถช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่เพิ่มความมันให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ไม่แห้งกร้าน และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย ปัจจุบันเราสามารถที่จะผลิตกรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์ได้ จึงทำให้มีการเลือกใช้กรดเหล่านี้มาผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมาย […]
หลายๆคนอาจจะมีความคิดที่ว่า ถ้าเราเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแล้วจะสามารถช่วยทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาแล้วหายไปได้ ซึ่งนั่นก็เป็นความเข้าใจผิดที่อาจจะทำให้เราต้องเสียเงินในการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะผิวที่เกิดริ้วรอยไม่สามารถที่จะคืนตัวกลับมาเมื่อได้รับความชุ่มชื้น (สามารถช่วยให้ริ้วรอยลดลงได้ แต่เห็นผลน้อยมาก) แต่การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวในรูปแบบนี้ สามารถที่จะช่วยให้ผิวไม่แห้งกร้านและเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมาบนผิวได้ง่าย การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวไม่ใช่เพื่อรักษาริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่เป็นการช่วยป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยให้กับผิว สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนผิว ริ้วรอยนั้นเกิดขึ้นจากคอลลาเจนในชั้นหนังแท้เสื่อมสภาพหรือถูกทำลาย เนื่องจากคอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับตาข่ายที่คอยทำหน้าที่รักษาความยืดหยุ่นของผิวในชั้นหนังแท้ เมื่อคอลลาเจนเหล่านี้หมดไปทำให้การยึดจับระหว่างเนื้อเยื่อหมดไป ก่อให้เกิดการหย่อนคล้อยในบริเวณนั้นๆ และเกิดเป็นริ้วรอยที่สามารถมองเห็นได้ขึ้นมาบนชั้นผิว โดยทั่วไปแล้วคอลลาเจนในชั้นผิวนั้นจะลดลงไปตามวัยของคน คอลลาเจนที่รับประทานและในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสามารถช่วยทดแทนได้ไหม? คอลลาเจนในรูปแบบของอาหารเสริม เราสามารถรับประทานเข้าไปภายในร่างกายของเราได้ แต่คอลลาเจนที่มีอยู่ในอาหารเสริมเหล่านี้จะถูกย่อยสลายเป็นอะมิโนในร่างกาย และไม่สามารถคงสภาพให้เหมือนกับคอลลาเจนตามธรรมชาติภายในชั้นผิวได้ คอลลาเจนในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเหล่านี้จะมีสารช่วยคงความชุ่มชื้นผสมอยู่ แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว คอลลาเจนเหล่านี้ไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังของคนเราได้ด้วยการทา ซึ่งคอลลาเจนที่ผสมอยู่ในครีมต่างๆจะอยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้า(ผิวชั้นนอกสุด)เท่านั้น ซึ่งทำให้สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าชั้นนอกได้ แต่ไม่สามารถที่ลงไปช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้ ปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวลดลงอย่างรวดเร็ว แสงยูวี (UV light) – เราควรที่จะหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีแดดจัดๆ โดยเฉพาะช่วง 10.00 – 16.00 น. รวมถึงการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA ที่เหมาะสบกับกิจกรรมของเรา สุขภาพ – เมื่อสุขภาพร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้นกันต่ำ จะทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายของเราทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ ความเครียด – ร่างกายของเราจะผลิตสารคอร์ติซอลออกมาเมื่อเวลาที่เราเกิดความเครียด ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดนี้จะไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวของเราได้ ซึ่งความเครียดอาจจะส่งผลมาจากพฤติกรรมส่วนตัวของเรา เช่น […]
IPL Home use นวัตกรรมใหม่แห่งการดูแลผิวด้วยตัวเองที่บ้าน ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้ใช้หลายคนให้การยอมรับ และเลือกใช้เป็นเครื่องมือดูแลผิวประจำบ้าน
นวัตกรรมแห่งแสง IPL ช่วยทำให้หน้าเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติได้จริงหรือ เป็นคำถามที่สาว ๆ หลายคนคงเคยถามกับตัวเองมาบ้างแล้วเมื่อได้ยินคำว่า IPL คงคิดถึงการทำเลเซอร์ ที่ช่วยทำให้หน้าใสได้ จะจริงเท็จแค่ไหน จะพิจารณาจากหัวข้อต่อไปนี้ นิยามของคำว่าหน้าใส หน้าขาวใส หรือหน้าเนียนใส ใครสวยกว่ากัน หน้าใส ใครก็มีได้ เพราะหน้าใสคือเรื่องของความสะอาดหมดจด ด้วยการดูแลเรื่องความสะอาด ทำให้หน้าดูสะอาดใส จึงไม่จำเป็นว่าหน้าเราจะต้องมีผิวขาวถึงจะหน้าใสได้ หรือต้องมีผิวเนียนแล้วถึงจะหน้าใสได้ ดังนั้น เมื่อมีหน้าขาวแล้ว เหลือแค่ดูแลเรื่องความสะอาด ก็จะมีหน้าขาวใส กับอีกแบบหนึ่งคือหน้าเนียน เนียนจากความที่มีผิวระเอียด รูขุมขนเล็ก ผิวเรียบเสมอกัน ไม่มีร่องริ้วรอย ดูมีคอลลาเจน (collagen) และที่สำคัญผิวหน้าสะอาดคือปราศจากสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium Acnes หรือ P. Acnes ก็จะช่วยให้ไม่เป็นสิวไปด้วย ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะมีหน้าขาวใส หรือหน้าเนียนใสจึงขึ้นอยู่กับความสะอาดด้วย และแค่ขาวอย่างเดียวก็คงไม่พอเช่นกัน คงต้องเนียนด้วยถึงจะดูสวยและสุขภาพดี ปัญหาผิว ปัญหาสิว กวนใจอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าจะดูแลเรื่องความสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกแล้ว แต่สำหรับบางคนมีความมันบนใบหน้าค่อนข้างมาก เพราะร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศมากเกินไป โดยจะพบในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง ความมันบนใบหน้านี้ส่งผลให้รูขุมขนขยายตัวเพื่อขับความมันออกมาทางผิวหน้า ระหว่างนี้สิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย P. Acnes […]
- 1
- 2










