<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีกระตุ้นคอลลาเจน &#8211; My CMS</title>
	<atom:link href="https://pione.co.th/ipl-solutions/collagen/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://pione.co.th</link>
	<description>multi-purpose skin care solution</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Mar 2018 04:58:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.3</generator>

<image>
	<url>https://pione.co.th/wp-content/uploads/2017/02/cropped-LOGO_PIONE-32x32.png</url>
	<title>วิธีกระตุ้นคอลลาเจน &#8211; My CMS</title>
	<link>https://pione.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กระบวนการผลัดเซลล์ผิว ตัวช่วยของร่างกายที่ทำให้ผิวสวยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Jun 2017 14:09:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=11772</guid>

					<description><![CDATA[<p>วงจรการผลัดเซลล์ผิว (skin cell turnover) ของร่างกายมีระยะเวลา 16-21 วันในแต่ละช่วง การผลัดเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นบริเวณส่วนบนสุดของผิวหนังชั้นกำพร้า (epidermis) ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นนอกสุดของร่างกาย เราเรียกเซลล์ที่หลุดลอกนี้ว่า “ขี้ไคล” หรือชื่อในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สเตรตัม คลอเนียม” มีลักษณะซ้อนทับกัน 15-20 ชั้น และมีเคราตินเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้ผิว และทำให้ผิวยืดหยุ่น สามารถจัดเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ ชั้นผิวหนังจะหนาหรือบางจึงขึ้นอยู่กับชั้นของเคราตินนี้ด้วย เซลล์สเตรตัม คลอเนียม ซึ่งต่อไปเราจะเรียกในชื่อสามัญว่า “ขี้ไคล”นี้ จะยึดติดกันด้วย “คอร์นีโอเดสโมโซม” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเซลล์ไม่ให้หลุดออกจากกัน เมื่อผิวครบวงจรการผลัดเซลล์ผิว หรือได้รับความเสื่อมสภาพจากปัจจัยเร่งเร้าภายนอก อาทิ แสงแดด การอักเสบของผิว ควันบุหรี่ สารเคมี หรือมลพิษ ฯลฯ ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ช่วยในการทำลายสะพานเชื่อมเซลล์นี้ และส่งผลให้มีการหลุดลอกของเซลล์ในลำดับต่อไป ในปัจจุบันเราจะพบว่าสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษนั้น ส่งผลให้เซลล์มีการหลุดลอกช้าลง โดยผู้ที่มีสภาพผิวมันจะเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหานี้เป็นหลัก เนื่องจากน้ำมันบนผิวหน้าจะส่งผลให้เซลล์ผิวเหล่านี้เกาะกันแน่นจนเกินไป หรือแม้แต่อายุที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวช้าลงเช่นกันได้เช่นกัน โดยปัญหาที่เกิดจากการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลงจะเกิดผลเสียดังนี้ ใบหน้าหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ปรากฏจุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้สภาพรวมบนใบหน้าเหมือนคนสูงวัย เนื่องจากเซลล์ผิวที่หมดอายุแล้วตกค้างสะสมบนใบหน้า จึงทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ชะลอตัวลง การล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้เกิดสิ่งอุดตันแปลกปลอมบนผิว ร่วมกับน้ำมันที่ขับออกมาทางรูขุมขนเคลือบผิวหน้าไว้ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/">กระบวนการผลัดเซลล์ผิว ตัวช่วยของร่างกายที่ทำให้ผิวสวยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วงจรการผลัดเซลล์ผิว (skin cell turnover) ของร่างกายมีระยะเวลา 16-21 วันในแต่ละช่วง การผลัดเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นบริเวณส่วนบนสุดของผิวหนังชั้นกำพร้า (epidermis) ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นนอกสุดของร่างกาย เราเรียกเซลล์ที่หลุดลอกนี้ว่า “ขี้ไคล” หรือชื่อในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สเตรตัม คลอเนียม” มีลักษณะซ้อนทับกัน 15-20 ชั้น และมีเคราตินเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้ผิว และทำให้ผิวยืดหยุ่น สามารถจัดเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้<br />
ชั้นผิวหนังจะหนาหรือบางจึงขึ้นอยู่กับชั้นของเคราตินนี้ด้วย เซลล์สเตรตัม คลอเนียม ซึ่งต่อไปเราจะเรียกในชื่อสามัญว่า “ขี้ไคล”นี้ จะยึดติดกันด้วย “คอร์นีโอเดสโมโซม” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเซลล์ไม่ให้หลุดออกจากกัน เมื่อผิวครบวงจรการผลัดเซลล์ผิว หรือได้รับความเสื่อมสภาพจากปัจจัยเร่งเร้าภายนอก อาทิ แสงแดด การอักเสบของผิว ควันบุหรี่ สารเคมี หรือมลพิษ ฯลฯ ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ช่วยในการทำลายสะพานเชื่อมเซลล์นี้ และส่งผลให้มีการหลุดลอกของเซลล์ในลำดับต่อไป ในปัจจุบันเราจะพบว่าสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษนั้น ส่งผลให้เซลล์มีการหลุดลอกช้าลง โดยผู้ที่มีสภาพผิวมันจะเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหานี้เป็นหลัก เนื่องจากน้ำมันบนผิวหน้าจะส่งผลให้เซลล์ผิวเหล่านี้เกาะกันแน่นจนเกินไป หรือแม้แต่อายุที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวช้าลงเช่นกันได้เช่นกัน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">โดยปัญหาที่เกิดจากการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลงจะเกิดผลเสียดังนี้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ใบหน้าหมองคล้ำ</h3>
<p>สีผิวไม่สม่ำเสมอ ปรากฏจุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้สภาพรวมบนใบหน้าเหมือนคนสูงวัย เนื่องจากเซลล์ผิวที่หมดอายุแล้วตกค้างสะสมบนใบหน้า จึงทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ชะลอตัวลง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การล้างหน้าไม่สะอาด</h3>
<p>ทำให้เกิดสิ่งอุดตันแปลกปลอมบนผิว ร่วมกับน้ำมันที่ขับออกมาทางรูขุมขนเคลือบผิวหน้าไว้ การผลัดเซลล์ผิวให้หลุดออกไปจึงทำได้ยาก ส่งผลให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างจากสิ่งอุดตันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากเหตุผลในข้อบน เมื่อรูขุนขนกว้างในบางครั้งอาจเกิดการอักเสบบริเวณรูขุมขนกลายเป็นปัญหา  ขนคุด หรือในกรณีที่สิ่งอุดตันนั้นมีแบคทีเรียร่วมด้วยก็อาจเป็นปัญหา “สิวอักเสบ” ขึ้นมาได้เช่นกัน สิ่งที่ตามมาคือเราจะสามารถสังเกตเห็น “สิวอุดตัน” ซึ่งมีลักษณะเป็นจุดดำ แข็ง และเมื่อกำจัดออกไม่ถูกวิธีก็อาจนำมาซึ่งปัญหา “หลุมสิว” อีกด้วย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ปัญหาผิวหน้าลอกจากการที่เซลล์ผิวผลัดเซลล์ผิวไม่สม่ำเสมอ</h3>
<p>ทำให้ผิวอาจเกิดภาวะแห้งกร้านจากสภาวะแวดล้อมภายนอก และหลุดลอกออกบางส่วน โดยการหลุดลอกนี้อาจนำมาซึ่งอาการแทรกซ้อน เช่น อาการคัน และเชื้อราได้ และการผลัดเซลล์ผิวที่ไม่สม่ำเสมอนี้เองทำให้การบำรุงผิวจะไม่สามารถทำได้ดีเท่าที่ควร เนื่องจาก ครีม/เซรั่มที่ทาลงบนผิวนั้นจะถูกยึดติดอยู่บริเวณผิวที่เสื่อมสภาพก่อน ไม่สามารถซึมได้ถึงผิวชั้นใน บางครั้งเราจึงสงสัยว่าครีมบำรุงผิวที่เราใช้นั้น จึงไม่สามารถแก้ปัญหา/ตอบโจทย์บนใบหน้าของเราได้เลย<br />
ในเมื่อการผลัดเซลล์ผิวหน้าของเราไม่สามารถรอได้อีกต่อไป ผู้เขียนจึงมี 2 วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวหน้า ให้ผิวหน้ากลับมากระจ่างใส เผยผิวที่แข็งแรง ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกาย และ ชะลอต้นเหตุของริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวจึงประกอบด้วย<br />
การผลัดเซลล์ผิวโดยใช้เครื่องมือทางการแพทย์ หรือ ใช้วิธีทางกายภาพ (Mechanical peeling) เริ่มตั้งแต่การขัดบริเวณ หน้า และลำตัวด้วย ใยบวบ หินขัดตัว ผ้าขนหนู การสคับผิวด้วย ผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติ เช่น น้ำตาล เกลือ กาแฟ อัลมอนด์ หรือวัสดุสังเคราะห์ ได้แก่ เม็ดสครับจากโพลีเอททีลีน ไปจนถึงการกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี อย่างไรก็การการสครับผิวนั้น เป็นวิธีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองค่อนข้างมากจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาสคับอาจมีเหลี่ยม มุม ที่บาดผิว หรือการผลัดเซลล์ผิวอาจเป็นไปโดยไม่สม่ำเสมอ<br />
ข้อควรระวัง: การขัดผิวหน้าไม่ควรทำเกิน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ สครับที่นำมาขัดบริเวณผิวหน้าควรละเอียดกว่า สครับสำหรับขัดผิวกาย งดการสครับผิวบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัดโดยตรงเป็นเวลา 1-2 วัน และทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ควรบำรุงผิวด้วยมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งเพื่อป้องกันผิวแห้งกร้านจากการสูญเสียน้ำใต้ผิวหน้า อย่างไรก็ตามระยะเวลาที่ใช้ในการขัดผิวไม่ควรเกิน 10-15 นาที เพราะอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองที่มากเกินไป</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การผลัดเซลล์ผิวโดยใช้สารเคมี (Chemical peeling)</h2>
<p>การผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีนี้จะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บบนผิวได้น้อยกว่า แต่ควรคำนึงถึงสารเคมีที่จะนำมาใช้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากหากมีอาการแพ้ต่อสารเคมีดังกล่าวก็อาจได้ผลในทางที่กลับกัน สารเคมีที่นิยมนำมาผลัดเซลล์ผิว หรือที่เราเรียกว่า &#8220;ลอกผิว” ซึ่งเป็นที่นิยมได้แก่ AHA (Alpha Hydroxy Acid) BHA (Beta Hydroxy Acid) และ TCA (Trichloroacetic Acid)<br />
&#8211; สาร  AHA โดยมากจะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ Malic acid, Citric acid, Lactic acid, Glycolic acid etc. กรด AHA ที่นิยมมากที่สุดคือ Glycolic acid เพราะมีขนาดโมเลกุลเล็ก สามารถซึมผ่านเข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้ ได้ง่าย จึงสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี<br />
&#8211; BHA มีฤทธิ์ให้เซลล์เคราตินที่แข็งกระด้าง ลอกหลุดได้เร็ว โดยผลข้างเคียงจะมีอาการระคายเคือง และผิวลอกเป็นขุยได้ง่าย นิยมนำมาใช้ในการลอกหูด หรือฝ้ากระ เป็นต้น สารที่นิยมได้แก่ กรดซาลิกไซลิก (salicylic acid) ที่ได้จากพริก<br />
&#8211; TCA นี้ใช้ได้ผลดีกับริ้วรอยและฝ้ากระที่ไม่มากเกินไป ประสิทธิภาพการรักษาจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ใช้ ในกรณีที่ใช้เพื่อแก้ปัญหาสิว นิยมใช้ความเข้มข้นไม่เกิน 20% แต่หากต้องการแก้ปัญหาหลุมสิว ควรใช้ความเข้มข้นที่ 50% จะช่วยทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด<br />
ตามที่กล่าวไปเบื้องต้นว่า ควรหลีกเลี่ยงวิธีการลอกผิวหน้า หรือผิวกาย เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น ซึ่งการใช้ chemical peeling สามารถตอบโจทย์บุคคลผู้มีปัญหาสิวนี้ได้นะคะ ในลำดับแรกควรตรวจสภาพผิวพื้นฐานเราก่อนว่าเป็นแบบใด ถ้าผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ผิวระคายเคืองง่าย ควรหลีกเลี่ยงสารกลุ่มนี้ไปเลยค่ะ แต่ถ้าผิวธรรมดา ผิวมันหรือ ผิวผสม ควรใช้ AHA ทาในบริเวณทั่วๆไป และตามด้วย BHA ทาเฉพาะจุดที่มีสิวอุดตัว สิวอักเสบ ทั้งนี้ควรสังเกตผิวหน้าของตนเองว่ามีอาการระคายเคือง ลอก แห้ง แดง หรือไม่ ถ้ามีอาการดังกล่าวควร ทาวันเว้นวัน หรือวันเว้นสองวัน หรือหยุดการใช้และพบแพทย์ผิวหนังเพื่อให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/">กระบวนการผลัดเซลล์ผิว ตัวช่วยของร่างกายที่ทำให้ผิวสวยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิวมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 05:06:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10956</guid>

					<description><![CDATA[<p>เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาผิวด่างดำ และหยาบกร้านโดยวิธีการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “การขัดขี้ไคล” นั่นเอง โดยปกติผิวหนังคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation) ทุก 2-3 สัปดาห์ และระยะเวลาผลัดเซลล์ผิวจะนานขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราเรียกว่าขี้ไคลนั้นคือ เซลล์ที่หมดอายุแล้วซึ่งอยู่บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด หรือหนังกำพร้า (Epidermis) มีความหนาประมาณ 1.5 – 4 มิลลิเมตร ซึ่งจะถูกเคลือบไว้โดย “ซีบรัม” (Zebrum) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ผิวให้ติดกัน และป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ มักจะพบได้มากในคนที่มีผิวหน้าที่จัดอยู่ในประเภท “ผิวมัน” (Oily skin) ในปัจจุบันเราจะพบว่า ร่างกายและใบหน้ามีความหมองคล้ำได้ง่าย เป็นเพราะมีปัจจัยเสริมอื่นมากระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วยิ่งขึ้น อาทิ แสงแดด มลภาวะที่ประกอบด้วย ฝุ่น ควันรถยนต์ ควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลโดยตรงกับอาการหน้าเป็นฝ้า มีจุดด่างดำ หรือริ้วรอยก่อนวัย วิธีการผลัดเซลล์ผิวที่นิยมทำกันในเวลานี้ การกำจัดเซลล์ผิวที่หมดอายุบริเวณผิวหนังของร่างกายสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นสครับ ขัดวนบริเวณตามจุดข้อพับ และลูบให้ทั่วทุกบริเวณของร่างกายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังจากนั้นควรตามด้วย moisturizer ที่มีสรรพคุณในการเติมน้ำให้ผิวเพื่อ ทดแทนการสูญเสียความชุ่มชื้นบริเวณผิวชั้นนอกไป อย่างไรก็ตามสำหรับผิวหน้า การกำจัดเซลล์ผิวชั้นนอก ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/">การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิวมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาผิวด่างดำ และหยาบกร้านโดยวิธีการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “การขัดขี้ไคล” นั่นเอง โดยปกติผิวหนังคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation) ทุก 2-3 สัปดาห์ และระยะเวลาผลัดเซลล์ผิวจะนานขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราเรียกว่าขี้ไคลนั้นคือ เซลล์ที่หมดอายุแล้วซึ่งอยู่บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด หรือหนังกำพร้า (Epidermis) มีความหนาประมาณ 1.5 – 4 มิลลิเมตร ซึ่งจะถูกเคลือบไว้โดย “ซีบรัม” (Zebrum) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ผิวให้ติดกัน และป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ มักจะพบได้มากในคนที่มีผิวหน้าที่จัดอยู่ในประเภท “ผิวมัน” (Oily skin) ในปัจจุบันเราจะพบว่า ร่างกายและใบหน้ามีความหมองคล้ำได้ง่าย เป็นเพราะมีปัจจัยเสริมอื่นมากระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วยิ่งขึ้น อาทิ แสงแดด มลภาวะที่ประกอบด้วย ฝุ่น ควันรถยนต์ ควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลโดยตรงกับอาการหน้าเป็นฝ้า มีจุดด่างดำ หรือริ้วรอยก่อนวัย</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการผลัดเซลล์ผิวที่นิยมทำกันในเวลานี้</h2>
<p>การกำจัดเซลล์ผิวที่หมดอายุบริเวณผิวหนังของร่างกายสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นสครับ ขัดวนบริเวณตามจุดข้อพับ และลูบให้ทั่วทุกบริเวณของร่างกายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังจากนั้นควรตามด้วย moisturizer ที่มีสรรพคุณในการเติมน้ำให้ผิวเพื่อ ทดแทนการสูญเสียความชุ่มชื้นบริเวณผิวชั้นนอกไป อย่างไรก็ตามสำหรับผิวหน้า การกำจัดเซลล์ผิวชั้นนอก ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากเป็นผิวที่บอบบาง และมีผิวหนังที่ไวต่อสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย เช่น ดวงตา และริมฝีปาก ซึ่งหลายๆคนอาจจะเรียกวิธีเหล่านี้ว่า &#8220;การลอกหน้า (Peeling)&#8221; โดยเราสามารถที่จะใช้กรดผลไม้และวิธีการลอกหน้าในรูปแบบต่างๆเข้ามาเป็นตัวช่วยในการผลัดเซลล์ผิวของเรา</p>
<blockquote><p>โดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเรานั้นจะมีการผลัดเซลล์ผิวที่หมดอายุในทุกๆ 2-3 สัปดาห์ เพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพไป</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">การผลัดเซลล์ผิวของร่างกาย</h2>
<p>เซลล์ผิวหนังที่หมดอายุจะอยู่บริเวณชั้นนอกสุดของชั้นหนังกำพร้า โดยเราเรียกส่วนนี้ว่า &#8220;ชั้นสเตรตัม ครอเนียม (Stratum Corneum)&#8221; มีส่วนประกอบของ &#8220;เซลล์คีราติโนไซต์ (Keratinocytes)&#8221; ทำหน้าที่ผลิต &#8220;เคราติน (Keratin)&#8221; เพื่อเสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งป้องกันความชุ่มชื้นจากการสูญเสียคอลลาเจนออกจากชั้นผิว เมื่อเซลล์ผิวหมดอายุความสามารถในการยึดเกาะจะน้อยลงจากการสูญเสียน้ำทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผิว จนเซลล์ผิวหลุดลอกออก<br />
อย่างไรก็ตาม หากผิวของเราได้รับมลภาวะสะสมเป็นเวลานาน และไม่ได้มีการกำจัดออก หรือดูแลอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดริ้วรอยตามมาได้ ริ้วรอยดังกล่าวจะอยู่ลึกบริเวณ “ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis)” ซึ่งประกอบไปด้วย หลอดเลือดขนาดเล็ก รากขน เส้นใยคอลลาเจน อีลาสติน ฯลฯ ดังนั้นหากเราต้องการรักษาอาการหน้าหมองคล้ำ ร่วมกับการมีริ้วรอยแล้วนั้น ควรปรึกษาสถานเสริมความงามหรือโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การกำจัดเซลล์ผิวที่หมดอายุแล้วบริเวณผิวหน้านิยมทำใน 2 รูปแบบ</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">Physical peeling</h3>
<p>เป็นการผลัดผิวโดยการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ และกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากวิธีดังกล่าวจะส่งผลกระทบลึงลงไปยังชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อประโยชน์ที่ครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาริ้วรอยอีกด้วย โดยวิธีที่เป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากได้แก่ “การทำ Dermabrasion” คือการกรอผิวหนังชั้นแท้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ การกรอดังกล่าวส่งผลให้ผิวหนังมีการถลอก เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหนัง และเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ วิธีดังกล่าวผิวจะสร้างขึ้นใหม่ภายใน 7 วัน และควรหลีกเลี่ยงแสงแดดเนื่องจากเป็นช่วงที่ผิวอ่อนแอจากการฟื้นฟูผิวชั้นนอก ทั้งนี้เราสามารถเลือกครีมที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่เพื่อเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง อาทิ Vitamin E, Aloe vera, allium cepa หรือทาน vitamin C วันละ 2,000 มิลลิกรัม เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และควรหลีกเลี่ยงครีมบำรุงที่มีกรดผลไม้ เช่น AHA ในขณะที่ผิวหน้าบาง อย่างไรก็ตามเรายังมีการกรอผิวหน้าที่ไม่ลงลึกในระดับชั้นผิวแท้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเล็กน้อย ได้แก่ &#8220;การกรอหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion)&#8221; คือการกรอผิวชั้นนอกออกแค่บางส่วนด้วยเครื่องมือพ่น เกร็ดอลูมิเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์ 100% โดยผ่านการฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง เกร็ดดังกล่าวมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายจึงไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่าย การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณีนี้ จะช่วยลดรอยหมองคล้ำ ลดสิวอุดตัน และริ้วรอยเบื้องต้นได้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">Chemical peeling</h3>
<p>เป็นการผลัดเซลล์ผิวหน้าโดยการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุด อย่างไรก็ตามต้องกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถควบคุมวงของบาดแผล และปริมาณ/ความเข้มข้นของสารเคมีที่ใช้ได้ การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีนี้สามารถแบ่งเป็น 3 ระดับได้แก่</p>
<h4 style="font-size: 90%;">การผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกสุด</h4>
<p>ซึ่งก็คือขี้ไคล ลดการอุดตันของสิวเสี้ยน หรือน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้า นิยมใช้การผลัดเซลล์ผิวด้วย TCA (Trichloroacetic Acid) ที่ความเข้มข้น 10-20% ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากใช้ได้ผลดีกับริ้วรอยและฝ้ากระที่ไม่มากเกินไป</p>
<h4 style="font-size: 90%;">การผลัดเซลล์ผิวชั้นหนังแท้ช่วงบน (Upper dermis)</h4>
<p>ที่ระดับความลึกนี้ จะมีผลต่อโครงสร้างของเม็ดสีผิว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากรังสี UV ทำให้เกิดริ้วรอย ขี้แมลงวัน (Lentigines) รวมไปถึงโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังระยะเบื้องต้น นิยมใช้ กลุ่มสารเคมีจำพวก BHA (Beta hydroxyl acid) ความเข้มข้นไม่เกิน 3% และ AHA(Alpha hydroxyl acid) ซึ่งสภาวะความเป็นกรด (pH &lt; 7) และต้องมีความเข้มข้นมากกว่า 10% ขึ้นไปสารที่มีฤทธิ์เร่งผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้รอยสิวดูจางลง และมีฤทธิ์สลายสิวอุดตันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การลอกผิวด้วยสารเคมีทั้ง 2 ชนิดนี้อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองและผิวลอกเป็นขุยได้ หากเกิดอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนความเข้มข้นของยา หรือชะลอการใช้ยา</p>
<h4 style="font-size: 90%;">การผลัดเซลล์ผิวชั้นลึก</h4>
<p>นิยมใช้ CO2 laser resurfacing เนื่องจากปัญหาผิวเริ่มมีอาการรุนแรงจากการได้รับรังสี UV มากเกิน เกิดริ้วรอยบนใบหน้า หรือร่องแก้มลึก ผิวดูแก่ก่อนวัยอันเนื่องมาจากคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย</p>
<blockquote><p>การผลัดเซลล์ผิวโดยการเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติสามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่ก็ควรที่จะทำอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้</p></blockquote>
<p>บางคนอาจสงสัยว่าเราสามารถผลัดเซลล์ผิวหน้าด้วยตนเองได้ไหม คำตอบคือได้ค่ะ เราสามารถใช้วิธีทางธรรมชาติเข้ามาช่วย อาทิ การ สครับหน้า ด้วยผลไม้ที่มีกรดวิตามิน ได้แก่ มะขาม แอปเปิ้ล ผลไม้ตระกูลส้ม ฯลฯ และการพอกหน้าด้วยผัก ผลไม้ที่ให้ความชุ่มชื้น เช่น แตงกวา และมะเขือเทศ วิธีเหล่านี้ไม่มีอันตราย แต่อาจพบปัญหาระคายเคืองได้บ้าง ทั้งนี้ผู้เขียนขอย้ำว่าการลอกหน้าที่ดีที่สุดควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากเราสามารถเห็นได้จากข่าวถึงกรณีการที่มีผู้ที่ลอกหน้า แล้วส่งผลกระทบให้หัวใจหยุดเต้น โดยได้รับสาร Phenol ที่มากเกินไป หรือบางกรณีที่นำน้ำแข็งแห้งมาช่วยในการทำลายชั้นผิวหน้าให้มีระดับลึกลงไปอีกด้วย เราจึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจเลือกรับบริการ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/">การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิวมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสูญเสียคอลลาเจนใต้ชั้นผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-collagen-production-decrease/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-collagen-production-decrease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2017 06:15:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10002</guid>

					<description><![CDATA[<p>ริ้วรอย คือสัญญาณแรกที่จะบ่งบอกถึงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจุดที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือริ้วรอยบนผิวบริเวณใบหน้าและรอบดวงตา รวมไปถึงริ้วรอยบริเวณแก้มและหน้าผาก โดยเฉพาะเวลาที่เราแสดงสีหน้าต่างๆ และก็จะยิ่งเป็นรอยชัดและลึกขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น โดยริ้วรอยหรือผิวที่หย่อนคล้อยเหล่านี้จะเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่ออายุ 25 ปี แต่บางคนสัญญาณของผิวที่เริ่มมีริ้วรอยและเสื่อมสภาพก็เริ่มก่อตัวขึ้นเร็วกว่ากำหนดหรือการมีริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย ในขณะที่บางคนสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยบนผิวหนังไว้ได้ และสาเหตุหลักที่มีผลทำให้ผิวเกิดการหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยก็คือ “คอลลาเจน” ในร่างกายของเรานั่นเอง คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายของเราสามารถผลิตได้เอง แต่กระบวนการผลิตจะลดลงไปตามอายุของแต่ละคนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะชะลอการลดลงของคอลลาเจนได้ คอลลาเจน (Collagen) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า กาว ซึ่งจริงๆแล้ว คอลลาเจน คือ โปรตีนสายยาวชนิดหนึ่งซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวหนัง ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่ว ๆ ไป และเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ที่คอยยึดเกาะ เซลล์ผิวหนัง เอ็น ข้อต่อ พังผืด และกล้ามเนื้อ ตลอดจนผนังหลอดเลือด ให้ติดแน่นสนิท มีผลทำให้ผิวหนังแลดูเต่งตึง เพราะคอลลาเจนทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ในร่างกายเข้าด้วยกัน โดยเซลล์ผิวหนังในร่างกายจะมี คอลลาเจน เหล่านี้ถึง 75% เป็นส่วนประกอบ โครงสร้างของคอลลาเจนที่มากมายในผิวนั้น จึงทำให้ผิวหนังมีแรงสปริงตัวและยืดหยุ่นได้ดีตามไปด้วย และมีส่วนสำคัญในการทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล เต่งตึง กระชับ ไม่เหี่ยวย่น ไม่มีริ้วรอย และ รอยตีนกา [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-collagen-production-decrease/">ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสูญเสียคอลลาเจนใต้ชั้นผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ริ้วรอย คือสัญญาณแรกที่จะบ่งบอกถึงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจุดที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือริ้วรอยบนผิวบริเวณใบหน้าและรอบดวงตา รวมไปถึงริ้วรอยบริเวณแก้มและหน้าผาก โดยเฉพาะเวลาที่เราแสดงสีหน้าต่างๆ และก็จะยิ่งเป็นรอยชัดและลึกขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น โดยริ้วรอยหรือผิวที่หย่อนคล้อยเหล่านี้จะเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่ออายุ 25 ปี แต่บางคนสัญญาณของผิวที่เริ่มมีริ้วรอยและเสื่อมสภาพก็เริ่มก่อตัวขึ้นเร็วกว่ากำหนดหรือการมีริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย ในขณะที่บางคนสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยบนผิวหนังไว้ได้ และสาเหตุหลักที่มีผลทำให้ผิวเกิดการหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยก็คือ “คอลลาเจน” ในร่างกายของเรานั่นเอง</p>
<blockquote><p>คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายของเราสามารถผลิตได้เอง แต่กระบวนการผลิตจะลดลงไปตามอายุของแต่ละคนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะชะลอการลดลงของคอลลาเจนได้</p></blockquote>
<p>คอลลาเจน (Collagen) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า กาว ซึ่งจริงๆแล้ว คอลลาเจน คือ โปรตีนสายยาวชนิดหนึ่งซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวหนัง ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่ว ๆ ไป และเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ที่คอยยึดเกาะ เซลล์ผิวหนัง เอ็น ข้อต่อ พังผืด และกล้ามเนื้อ ตลอดจนผนังหลอดเลือด ให้ติดแน่นสนิท มีผลทำให้ผิวหนังแลดูเต่งตึง เพราะคอลลาเจนทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ในร่างกายเข้าด้วยกัน โดยเซลล์ผิวหนังในร่างกายจะมี คอลลาเจน เหล่านี้ถึง 75% เป็นส่วนประกอบ โครงสร้างของคอลลาเจนที่มากมายในผิวนั้น จึงทำให้ผิวหนังมีแรงสปริงตัวและยืดหยุ่นได้ดีตามไปด้วย และมีส่วนสำคัญในการทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล เต่งตึง กระชับ ไม่เหี่ยวย่น ไม่มีริ้วรอย และ รอยตีนกา อีกทั้งยังช่วยเติมเต็มผิวที่หย่อนคล้อย หย่อนยานให้กลับมาเรียบตึง นอกจากนี้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังสามารถช่วยแก้ปัญหา ผิวที่ถูกความร้อน หรือ รังสียูวีเผาไหม้จนกลายเป็นผิวเสีย ขาดความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง หรือความสมบูรณ์ของคอลลาเจนเสื่อมลง ริ้วรอยย่อมเกิดขึ้น แต่เกิดช้าๆ ทีละน้อย เริ่มจากรอยเล็กๆ บางๆ และเมื่อร่างกายลดระดับความสามารถในการสังเคราะห์คอลลาเจนลงไปเรื่อยๆ ริ้วรอยเหล่านั้นก็จะปรากฎเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน<br />
นอกจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการสูญสียคอลลาเจนใต้ชั้นผิวก็คือแสงแดด โดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดที่จะกระตุ้นให้ผิวสร้างอนุมูลอิสระ (Free Radical) และทำลายคอลลาเจนในชั้นของผิวหนังบนร่างกายให้เกิดการเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ รังสี UVA ที่จะส่งผลโดยตรงกับคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดการหย่อนคล้อย ไม่ตึงกระชับ และเกิดให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมไปถึงฝุ่น ควัน หรือมลภาวะต่างๆ ที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน สภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษเหล่านี้เมื่อสะสมนานๆไปสามารถทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวได้ อีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลต่อการสูญเสียคอลลาเจนใต้ชั้นผิวก็คือ ความเครียด เมื่อร่างกายเกิดความเครียดจะผลิตสารคอร์ติซอลออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่จะไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา ซึ่งพฤติกรรมที่มีผลทำให้สารคอร์ติซอลหลั่ง ยกตัวอย่างเช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ วิถีชีวิตที่เร่งรีบ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นตัวการสำคัญในการทำลายคอลลาเจนในร่างกาย</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีในการดูแลและป้องกันรักษาการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนสามารถทำได้โดย</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ</h3>
<p>เนื่องจากแสงแดดที่เต็มไปด้วย UVA จะเป็นตัวกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาในร่างกายของเรา ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้จะทำให้กระบวนการสร้างคคอลลาเจนในร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การเลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมต่อสภาพผิว</h3>
<p>โดยใช้ครีมกันแดดทุกวันถึงแม้จะไม่ได้ออกจากบ้านก็ตาม เพราะรังสีจากแสงแดดนั้นสามารถทะลุผ่านและเล็ดลอดเข้ามาได้ โดยครีมกันแดดที่ใช้ควรค่า SPF 50+ PA++++ ขึ้นไป เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UVA, UVB ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การเลือกใช้ครีมและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว</h3>
<p>ครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดหรือบำรุงฟื้นฟูสภาพผิวก็ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพผิวและมีคุณภาพได้รับการรับรองตามมาตรฐาน โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเน้นการบำรุงและเติมความชุ่มชื้นให้ผิว</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ป้องกันตัวเองจากมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ</h3>
<p>การหลีกเลี่ยงมลภาวะ ฝุ่น ควัน หรือสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ไม่ว่าจะเป็นท้องถนนที่รถสัญจรมากมาย บริเวณก่อสร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง และอาจทำได้ด้วยการนำพาตัวเองไปสูดอากาศบริสุทธิ์ตามแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หรือสวนสาธารณะที่มีต้นไม้ใหญ่ เพื่อเพิ่มออกซิเจนและโอโซนให้กับร่างกาย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">หลีกเลี่ยงความเครียด</h3>
<p>ความเครียดก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่กระตุ้นในร่างกายของเราสร้างสารอนุมูลอิสระขึ้นมา ดังนั้นเราจึงควรที่จะต้องทำให้ตัวเรามีสุขภาพจิตที่ดี เพื่อช่วยให้ผิวมีสุขภาพที่แข็งแรง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ</h3>
<p>การออกกำลังกายทำให้เลือดสามารถที่จะสูบฉีดเข้าไปเลี้ยงระบบต่างๆภายในร่างกายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังส่งผลทำให้การลำเลียงสารอาหารไปบำรุงผิวผ่านทางหลอดเลือดดีขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งก็จะช่วยทำให้การผลัดเซลล์ผิวและการสร้างเซลล์ผิวใหม่เป็นไปตามกลไกของร่างกาย<br />
นอกจากนี้ปัจจัยที่สำคัญในการชะลอการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนก็คือ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายโดยรับประทานอาหารที่มีวิตามิน เกลือแร่ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งอาหารที่มีงานวิจัยว่ามีส่วนช่วยเพิ่มคอลลาเจนและอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระมีอยู่มากมาย เช่น หอยนางรม เมล็ดข้าวสาลี สาหร่ายทะเล เห็ดทุกชนิด เนื้อสัตว์ เนื้อปลา กระดูกอ่อน ถั่วเหลือง ชีส ผักใบเขียว ผลไม้สีแดง ลูกพรุน กรดไขมันโอเมก้า แตงกวา มะกอกเขียว มะกอกดำ ดาร์คชอคโกแลต ชาขาว หัวบุก ถั่วเหลือง แตงกวา คื่นช่าย มะกอก ส้มโอ แก้วมังกร แอปเปิล โดยที่ส่วนใหญ่แล้ว คอลลาเจนที่พบในพืชผัก ผลไม้ จะมีปริมาณน้อยกว่าที่พบในเนื้อสัตว์ และนอกจากอาหารที่ควรรับประทานแล้ว เราควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และ รสจัด อีกด้วย และในปัจจุบันการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนที่สกัดจากแหล่งธรรมชาติก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในวงการความสวยความงาม ซึ่งผู้บริโภคควรศึกษาและคำนึงถึงผลที่ได้รับ มาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยในการบริโภค</p>
<blockquote><p>การรักษาด้วยการทำ IPL สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ทำร้ายผิว ทำได้อย่างต่อเนื่อง ผิวสุขภาพดี มั่นใจได้ทุกวัน</p></blockquote>
<p>อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังมีวิธีสำหรับการกระตุ้นคอลลาเจนที่ได้ผลดีให้ผู้ที่ใส่ใจต่อสุขภาพเลือกใช้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การลอกผิว (Chemical peeling), ร้อยไหม (Thread Lifting) และ เลเซอร์หน้าใส (Laser Therapy) เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้ไม่ได้เป็นการดูแลผิวโดยตรง เพราะเป็นการทำลายร้ายผิวเพื่อที่จะให้ผิวสร้างเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไปขึ้นมาใหม่ ซึ่งนอกจากค่าใช้จ่ายในการทำแต่ละครั้งจะสูงแล้วยังสร้างความเจ็บปวดให้ผู้ทำอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เราจึงนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถดูแลผิวไปพร้อมกับการรักษาคอลลาเจนใต้ชั้นผิวไปพร้อมกันอย่าง การทำ IPL ด้วยพลังงานแสงที่มี Xtensive Flash และให้ค่าพลังงานเทียบเท่ากับคลินิก สามารถรักษา สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, ฝ้า, กระ, จุดด่างดำ และ กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ด้วยขนาดของเครื่องที่เล็กเหมาะกับการพกพาของ PiOne ทำให้ผู้ใช้สามารถที่ดูแลผิวได้เองที่บ้านอย่างปลอดภัย พร้อมกับระบบการใช้งานที่ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถดูแลผิวได้สะดวกสบายแม้จะอยู่ที่บ้าน จึงทำให้ IPL ได้รับความยอมรับจากผู้ใช้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น IPL ของ PiOne ยังเป็นแบรนด์เดียวที่มีผลงานวิจัยทางการแพทย์รับรองในประเทศไทยอีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-collagen-production-decrease/">ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสูญเสียคอลลาเจนใต้ชั้นผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-collagen-production-decrease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผิวหย่อนคล้อยสามารถป้องกันได้ด้วยการเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้กับผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/solve-your-sagging-skin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/solve-your-sagging-skin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Jun 2017 06:28:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9926</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราอายุมากขึ้นผิวพรรณของเราก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเนื่องการกระบวนการผลิตเซลล์ต่างๆที่ลดน้อยลง ซึ่งเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหย่อนคล้อยได้ชัดในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยเราจะสังเกตได้จาก ผิวที่บางลง และปริมาณของคอลลาเจนในชั้นผิวที่ลด ทำให้เกิดริ้วรอยและการหย่อนคล้อยของผิวได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่เหมาะสมกับผิวของเราก็เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผิวบางลงได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่รักษาชั้นผิวให้มีความหนา เพื่อที่จะช่วยในการรักษาปริมาณขอคอลลาเจนในชั้นผิวของเราได้อีกทางหนึ่ง การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดผิวหย่อนคล้อยได้เช่นกัน เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆบนผิวหน้ามักเกิดจาการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า ซึ่งเมื่อเรามีอายุที่มากขึ้นปริมาณคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวชั้นบนสุด (Stratum Corneum) ในบริเวณชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ที่เป็นที่อยู่ของ เซราไมด์ (Ceramide) และ สฟิงโกไลปิด (Sphingolipid) ก็จะลดลงไปตามช่วงอายุ จึงทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพที่ลดน้อยลง ทำให้เกิดเป็นกาดผิดหย่อนคล้อยและริ้วรอยได้ง่าย การถูบริเวณใบหน้า การขยี้ตา การขมวดคิ้ว การเอามือท้าวคาง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะอาจทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยบริเวณใบหน้าได้ง่าย หลายๆคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์เพื่อที่จะลดการยืดหดของกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า อย่างเช่น หลีกเลี่ยงการฉีกยิ้มเพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณมุมปากและบริเวณร่องแก้มได้ หรือการขมวดคิ้วเพราะจะทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยบริเวณหน้าผากได้ รวมถึงการร้องไห้ก็อาจทำให้เกิดริ้วรอบบิรเวณรอบดวงตาได้ด้วยเช่นกัน การรักษาผิวหย่อนคล้อยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ในปัจจุบันการรักษาอาการผิวหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นนั้นทำได้ค่อนข้างยากและจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษา ถึงแม้ว่าจะมีครีมบำรุงประเภท Anti Aging ออกมาให้เลือกใช้กันมากมาย แต่ก็ไม่สามารถสช่วยในการรักษาและป้องกันได้มาก เนื่องจากตัวของเนื้อครีมเหล่านี้สามารถที่จะแทรกตัวผ่านผิวชั้นนอกของเราได้อยาก จึงทำให้ไม่สามารถที่จะลงไปรักษาและพื้นฟูคอลลาเจนที่เป็นปัญหาบริเวณใต้ชั้นผิวได้ ซึ่งหากใครที่อยากจะมีผิวหน้าเต่งตึง ไม่เกิดการหย่อนคล้อยก็สามารถที่จะไปพึ่งการฉีดโบท็อกซ์ (Botox), ฉีดฟิลเลอร์ (Filler), ร้อยไหม (Thread lifting), การรักษาเลเซอร์ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/solve-your-sagging-skin/">ผิวหย่อนคล้อยสามารถป้องกันได้ด้วยการเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้กับผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเราอายุมากขึ้นผิวพรรณของเราก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเนื่องการกระบวนการผลิตเซลล์ต่างๆที่ลดน้อยลง ซึ่งเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหย่อนคล้อยได้ชัดในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยเราจะสังเกตได้จาก ผิวที่บางลง และปริมาณของคอลลาเจนในชั้นผิวที่ลด ทำให้เกิดริ้วรอยและการหย่อนคล้อยของผิวได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่เหมาะสมกับผิวของเราก็เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผิวบางลงได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่รักษาชั้นผิวให้มีความหนา เพื่อที่จะช่วยในการรักษาปริมาณขอคอลลาเจนในชั้นผิวของเราได้อีกทางหนึ่ง<br />
การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดผิวหย่อนคล้อยได้เช่นกัน เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆบนผิวหน้ามักเกิดจาการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า ซึ่งเมื่อเรามีอายุที่มากขึ้นปริมาณคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวชั้นบนสุด (Stratum Corneum) ในบริเวณชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ที่เป็นที่อยู่ของ เซราไมด์ (Ceramide) และ สฟิงโกไลปิด (Sphingolipid) ก็จะลดลงไปตามช่วงอายุ จึงทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพที่ลดน้อยลง ทำให้เกิดเป็นกาดผิดหย่อนคล้อยและริ้วรอยได้ง่าย</p>
<blockquote><p>การถูบริเวณใบหน้า การขยี้ตา การขมวดคิ้ว การเอามือท้าวคาง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะอาจทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยบริเวณใบหน้าได้ง่าย</p></blockquote>
<p>หลายๆคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์เพื่อที่จะลดการยืดหดของกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า อย่างเช่น หลีกเลี่ยงการฉีกยิ้มเพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณมุมปากและบริเวณร่องแก้มได้ หรือการขมวดคิ้วเพราะจะทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยบริเวณหน้าผากได้ รวมถึงการร้องไห้ก็อาจทำให้เกิดริ้วรอบบิรเวณรอบดวงตาได้ด้วยเช่นกัน</p>
<h2 style="font-size: 110%;">การรักษาผิวหย่อนคล้อยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน</h2>
<p>ในปัจจุบันการรักษาอาการผิวหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นนั้นทำได้ค่อนข้างยากและจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษา ถึงแม้ว่าจะมีครีมบำรุงประเภท Anti Aging ออกมาให้เลือกใช้กันมากมาย แต่ก็ไม่สามารถสช่วยในการรักษาและป้องกันได้มาก เนื่องจากตัวของเนื้อครีมเหล่านี้สามารถที่จะแทรกตัวผ่านผิวชั้นนอกของเราได้อยาก จึงทำให้ไม่สามารถที่จะลงไปรักษาและพื้นฟูคอลลาเจนที่เป็นปัญหาบริเวณใต้ชั้นผิวได้ ซึ่งหากใครที่อยากจะมีผิวหน้าเต่งตึง ไม่เกิดการหย่อนคล้อยก็สามารถที่จะไปพึ่งการฉีดโบท็อกซ์ (Botox), ฉีดฟิลเลอร์ (Filler), ร้อยไหม (Thread lifting), การรักษาเลเซอร์ (Laser Treatment) หรือการทำ IPL เข้ามาเป็นตัวช่วยที่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว</p>
<blockquote><p>การฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่การทำ IPL สามารถที่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวคงความยืดหยุ่นตัวได้ดีขึ้น และช่วยลดการเกิดผิวหย่อนคล้อยกับเรื่องของริ้วรอยได้</p></blockquote>
<p>ผิวหย่อนคล้อย ฝ้า-กระ และริ้วรอย เป็นอาการของผิวที่มีสุขภาพผิวไม่แข็งแรง ดังนั้นการป้องกันแบบเนิ่นๆจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนส่วนมากมักนิยมที่ใช้กันในเวลานี้ เพราะหากว่าเราปล่อยให้เกิดริ้วรอยต่างๆของมาบนผิวแล้ว การรักษานั้นจะต้องใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง</p>
<h2 style="font-size: 110%;">วิธีลดการเกิดริ้วรอยและการหย่อนคล้อยของผิวที่เราสามารถทำได้เอง</h2>
<p>&#8211; ขณะนอนหลับควรจะนอนหงาย การที่หน้าถูกกดทับในเวลานอนสามารถทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้มได้<br />
&#8211; หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดยูวีโดยตรง ควรที่จะใช้ครีมกันแดดหากต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง<br />
&#8211; หลีกเลี่ยงการนอนดึก เพราะเวลานอนเป็นช่วงที่ระบบภายในร่างกายซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกาย รวมไปถึงช่วยในกระบวนการผลัดเซลล์ผิว<br />
&#8211; หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่จะทำให้ผิวแก่ก่อนวันอันควรได้<br />
&#8211; พยายามออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น<br />
&#8211; เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ เพราะอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ที่จำเป็นต่อการผลิตคอลลาเจนของร่างกาย<br />
&#8211; ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/solve-your-sagging-skin/">ผิวหย่อนคล้อยสามารถป้องกันได้ด้วยการเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้กับผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/solve-your-sagging-skin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญหารูขมขนกว้างสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-shrink-your-pores/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-shrink-your-pores/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2017 07:51:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9914</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหนึ่งปัญหาที่เป็นเรื่องที่พูดถึงกสันอย่างมากก็คือปัญหารูขุมขนกว้างที่เป็นอีกหนึ่งตัวการของการทำให้เกิดสิวขึ้นบริเวณใบหน้าได้ง่าย ซึ่งนอกจากที่จะเป็นสิวแล้วรูขุมขนกว้างยังสามารถที่จะมองเห็นเป็นจุดดำๆบนผิวหน้าได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งหลายๆคนก็คงกำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้ เพราะนอกที่จะทำให้ผิวหน้าไม่สวยแล้วยังส่งผลเรื่องของความมั่นใจ และยังทำให้การแต่งหน้าทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะเครื่องสำอางต่างๆที่เราใช้จะเข้าไปอุดตันรูขุมขนที่กว้างได้ง่าย ซึ่งก็จะทำให้กลายเป็นต้นเหตุของการสิวอุดตันได้อีกต่างหาก รูขมขนกว้างมักจะเกิดในบริเวณ T-zone เป็นหลัก หรือก็คือ บริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว จมูก แก้ม และ คาง เพราะเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก สาเหตุของการเกิดรูขุมขนกว้าง การเกิดรูขุมขนกว้างนั้นโดยปกติจะพบบ่อยในผู้ที่มีผิวมัน น้ำมันส่วนเกินที่ถูกผลิตขึ้นมาเหล่านี้ส่วนมากจะถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งจะเกิดในผู้ที่มีฮอร์โมนเพศชายในปริมาณมากเกินไปในช่วงวัยรุ่น เมื่อต่อมไขมันเหล่านี้มีการผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณที่มาก ร่างกายของเราก็ต้องรับมือกับจำนวนน้ำมันที่ถูกผลิตออกมาเหล่านี้โดยการทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น เพื่อที่จะทำการขจัดน้ำมันเหล่านี้ออกไปจากผิว ปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างขึ้นได้ การรักษาสิวที่ผิดวิธี การใช้เครื่องมือในการรักษาสิวที่ผิดวิธีหรือการใช้มือในการบีบสิวนั้นอาจทำให้เกิดเป็นรอยแผลลึกขึ้นมาในบริเวณผิวได้ รวมถึงการใช้เครื่องมือต่างๆมาเป็นตัวช่วยกับการกำจัดสิวหัวขาว หรือ การบีบสิวที่กำลังอักเสบ วิธีเหล่านี้จะทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นและเกิดเป็นรอยหลุมลึกบริเวณชั้นผิวได้ การทำความสะอาดผิวไม่เพียงพอ การรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลผิวประจำวัน นอกจากจะล้างเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกต่างๆ น้ำมันบนผิว และ เซลล์ที่ผ่านกระบวนการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายออกไปแล้ว การทำความสะอาดผิวยังสามารถช่วยในการควบคุมการหลั่งน้ำมันได้อีกด้วย เพื่อที่จะช่วยไม่ให้รูขุมขนสะสมน้ำมันมากจนทำให้รูขุมขนขยายและเปิดกว้างออก การใช้เครื่องสำอางไม่เหมาะกับผิว โลชั่น ครีมบำรุง และ เครื่องสำอางบางประเภท มีน้ำมันมากเกินไปจะทำให้ผิวมันมากขึ้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอางที่ผสมน้ำมันเยอะจนเกินไป นอกจากนั้นเครื่องสำอางบางประเภทมีส่วนผสมของสารที่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งเกิดการหย่อนคล้อย และเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหารูขุมขนกว้างได้ด้วยเช่นกัน พันธุกรรม การมีรูขุมขนกว้างนั้นสามารถที่จะเกิดจากพันธุกรรมได้ด้วยเช่นกัน เราจะสังเกตได้ว่าหากใครมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่มีรูขุมขนกว้าง ก็มีโอกาสที่จะมีปัญหารูขุมขนกว้างได้สูง [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-shrink-your-pores/">ปัญหารูขมขนกว้างสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อีกหนึ่งปัญหาที่เป็นเรื่องที่พูดถึงกสันอย่างมากก็คือปัญหารูขุมขนกว้างที่เป็นอีกหนึ่งตัวการของการทำให้เกิดสิวขึ้นบริเวณใบหน้าได้ง่าย ซึ่งนอกจากที่จะเป็นสิวแล้วรูขุมขนกว้างยังสามารถที่จะมองเห็นเป็นจุดดำๆบนผิวหน้าได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งหลายๆคนก็คงกำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้ เพราะนอกที่จะทำให้ผิวหน้าไม่สวยแล้วยังส่งผลเรื่องของความมั่นใจ และยังทำให้การแต่งหน้าทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะเครื่องสำอางต่างๆที่เราใช้จะเข้าไปอุดตันรูขุมขนที่กว้างได้ง่าย ซึ่งก็จะทำให้กลายเป็นต้นเหตุของการสิวอุดตันได้อีกต่างหาก</p>
<blockquote><p>รูขมขนกว้างมักจะเกิดในบริเวณ T-zone เป็นหลัก หรือก็คือ บริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว จมูก แก้ม และ คาง เพราะเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">สาเหตุของการเกิดรูขุมขนกว้าง</h2>
<p>การเกิดรูขุมขนกว้างนั้นโดยปกติจะพบบ่อยในผู้ที่มีผิวมัน น้ำมันส่วนเกินที่ถูกผลิตขึ้นมาเหล่านี้ส่วนมากจะถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งจะเกิดในผู้ที่มีฮอร์โมนเพศชายในปริมาณมากเกินไปในช่วงวัยรุ่น เมื่อต่อมไขมันเหล่านี้มีการผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณที่มาก ร่างกายของเราก็ต้องรับมือกับจำนวนน้ำมันที่ถูกผลิตออกมาเหล่านี้โดยการทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น เพื่อที่จะทำการขจัดน้ำมันเหล่านี้ออกไปจากผิว</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างขึ้นได้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">การรักษาสิวที่ผิดวิธี</h3>
<p>การใช้เครื่องมือในการรักษาสิวที่ผิดวิธีหรือการใช้มือในการบีบสิวนั้นอาจทำให้เกิดเป็นรอยแผลลึกขึ้นมาในบริเวณผิวได้ รวมถึงการใช้เครื่องมือต่างๆมาเป็นตัวช่วยกับการกำจัดสิวหัวขาว หรือ การบีบสิวที่กำลังอักเสบ วิธีเหล่านี้จะทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นและเกิดเป็นรอยหลุมลึกบริเวณชั้นผิวได้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำความสะอาดผิวไม่เพียงพอ</h3>
<p>การรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลผิวประจำวัน นอกจากจะล้างเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกต่างๆ น้ำมันบนผิว และ เซลล์ที่ผ่านกระบวนการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายออกไปแล้ว การทำความสะอาดผิวยังสามารถช่วยในการควบคุมการหลั่งน้ำมันได้อีกด้วย เพื่อที่จะช่วยไม่ให้รูขุมขนสะสมน้ำมันมากจนทำให้รูขุมขนขยายและเปิดกว้างออก</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การใช้เครื่องสำอางไม่เหมาะกับผิว</h3>
<p>โลชั่น ครีมบำรุง และ เครื่องสำอางบางประเภท มีน้ำมันมากเกินไปจะทำให้ผิวมันมากขึ้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอางที่ผสมน้ำมันเยอะจนเกินไป นอกจากนั้นเครื่องสำอางบางประเภทมีส่วนผสมของสารที่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งเกิดการหย่อนคล้อย และเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหารูขุมขนกว้างได้ด้วยเช่นกัน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">พันธุกรรม</h3>
<p>การมีรูขุมขนกว้างนั้นสามารถที่จะเกิดจากพันธุกรรมได้ด้วยเช่นกัน เราจะสังเกตได้ว่าหากใครมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่มีรูขุมขนกว้าง ก็มีโอกาสที่จะมีปัญหารูขุมขนกว้างได้สูง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อายุ</h3>
<p>การที่เรามีอายุมากขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดทรูขุมขนกว้างได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากอายุที่มากขึ้นจะส่งผลทำให้เซลล์ผิวเกิดความหย่อนยานขึ้นตามวัย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ว่า ผู้มีอายุมากจะมีปัญหาในเรื่องของรูขุมขนกว้าง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">สภาพแวดล้อม</h3>
<p>สิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวเราก็เป็นสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้างได้ ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่นควัน สภาพอากาศ ความเครียด มลภาวะต่างๆ เป็นต้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">แสงแดด</h3>
<p>การที่เราปล่อยให้ผิวสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลานาน โดยไม่ได้ทาครีมป้องกันจะทำให้ คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ที่อยู่ในชั้นผิวถูกทำลายได้ง่าย ส่งผลทำให้ผิวหน้ามีความหนาและหยาบกร้านมากยิ่งขึ้น รวมถึงรูขุมขนที่อยู่บนผิวหน้าก็จะได้รับผลกระทบและเกิดการขยายตัวกว้างขึ้นได้ด้วยเช่นกัน</p>
<blockquote><p>โอกาสการเกิดปัญหารูขุมขนกว้างสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูแลสุขภาพผิวให้ดี ทำให้รูขุมขนกระชับ และคงความอ่อนเยาว์ให้กับผิวสวย</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีกระชับรูขุมขนที่ได้ผลในปัจจุบัน</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">การล้างหน้าให้สะอาด</h3>
<p>การใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อทำความสะอาดผิวหน้าก็สามารถที่จะช่วยทำให้รูขุมบนใบหน้าเล็กกระชับลงได้ และยังสามารถป้องกันสิ่งสกปรกที่จะลงไปอุดตันภายในรูขุมขนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามเราควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ และ เพรอกไซด์ เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณรูขุมขนได้ง่าย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม</h3>
<p>เราาสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในแต่ละวัน เพื่อเป็นตัวช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดีและรูขุมชนกระชับได้ โดยการ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, พยายามออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์, หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และ พยายามอย่าทำให้เกิดความเครียด</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทาครีมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ (Chemical Peeling)</h3>
<p>การใช้กรดผลไม้จำพวก Alpha hydroxy acid (AHA) และ Poly hydroxy acid (PHA) เข้ามาช่วยในการรักษาโดยการทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งการผลัดเซลล์ผิวนจะช่วยทำให้รูขุขมขนกระชับขึ้นได้ และยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวของเราให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำไอออนโตโฟเรซิส (Iontophoresis)</h3>
<p>เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าที่มีค่าพลังงานต่ำเปิดรูขุมขนเพื่อให้สามารถผลักวิตามินเข้าสู่ชั้นผิวได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยสาารที่นิยมใช้ในการผลักเข้าสู่ชั้นผิว จะเป็น กลุ่มวิตามินเอ (Retinoids) และ <a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/wrinkle/hyaluronic-acid/" target="_blank" rel="noopener noreferrer" ><u>กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)</u></a> ซึ่งสารเหล่านี้สามารถที่จะช่วยในเรื่องของการกระชับรูขุมขน และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยให้กับผิวได้อย่างดี</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำ IPL (Intense Pulse Light)</h3>
<p>ซึ่งจะเน้นในเรื่องของการรักษารอยเหี่ยวย่น (Rejuvenation) โดยใช้แสงที่มีความยาวของคลื่นที่เหมาะสมต่อการดูแลรักษาผิวยิงเข้าไปเพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชั้นภายในชั้นผิว ทำให้สามารถริ้วรอยบนผิวได้ รวมถึงยังสามารถช่วยทำให้ขุมขนมีขนาดเล็กลงและกระชับขึ้น ช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน และดูกระจ่างใสขึ้น ซึ่งการทำ IPL นั้นจะต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะทำให้สุขภาพดีของผู้ที่ทำ IPL นั้นมีสุขภาพดีอยู่เสมอ</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำเลเซอร์กระชับรูขุมขน</h3>
<p>เป็นการรักษาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเวลานี้ เพราะสามารถที่จะให้ผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว การทำแต่ละครั้งจะรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่ยิงเพราะการทำเลเซอร์จะทำให้เกิดรอยแผลขึ้นบนบริเวณชั้นผิว อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดของเลเซอร์ทำให้ไม่สามารถที่รักษาผิวได้อย่างครอบคลุม จึงจำเป็นจะต้องรักษาไปทีละเรื่องเท่านั้น การส่งพลังงานความร้อนของเลเซอร์เข้าไปทำลายเซลล์ผิวเพื่อการรักษาในบริเวณที่ต้องการนั้น จะต้องมีการพักผิวที่นาน และไม่สามารถที่จะทำอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนั้นการทำเลเซอร์ในทุกรูปแบบจะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-shrink-your-pores/">ปัญหารูขมขนกว้างสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-shrink-your-pores/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มารู้จักส่วนผสมในการผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่าง สารคงความชุ่มชื้น รูปแบบต่างๆกันเถอะ</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/moisturizing-agent-for-skincare/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/moisturizing-agent-for-skincare/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 May 2017 04:34:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9887</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันนี้ทาง PiOne จะมานำเสนอเกี่ยวกับการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งเพื่อนๆหลายๆคงอาจกังวลในเรื่องของความแห้งกร้านของผิว เราลองมาดูกันเลยว่า มีส่วนผสมอะไรบ้างที่สามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวของเราได้บ้าง ที่เราสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างเหมาะสม โดยวิธีการดูได้จากฉลากของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการดูแลผิวที่ตรงต่อความต้องการของเรามากยิ่งขึ้น สารคงความชุ่มชื้นที่มีคุณสมบัติเก็บกัดน้ำในผิวเพื่อไม่ให้ระเหยไป เซราไมด์ (Ceramind) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องของการคงความชุ่มชื้นให้ผิว มีโครงสร้างในการจับตัวรูปแบบประกบกัน จึงทำให้กักเก็บน้ำเอาไว้ใต้ชั้นผิวได้เป็นอย่างดี และยังสามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นเวลานาน เซราไมด์เป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความชุ่มชื้นหใกับผิวได้ดีที่สุด ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีราคาที่สูงด้วยเช่นกัน สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) เป็นการรวมตัวของสฟิงโกซายน์ (Sphingosine) กับกรดไขมันและหมู่ฟอสเฟต เป็นไขมันที่เป็นองค์ประกอบในเยื่อหุ้มอยู่ระหว่างเซลล์ เป็นสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเซราไมด์ สามารถซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย แต่ประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นน้อยกว่าเซราไมด์ เลซิทิน (Lecithin) สารที่สกัดจากถั่วเหลือง ที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด มีโครงสร้างคล้ายกับแซนวิชจึงสามารถช่วยในการกักเก็บน้ำเอาไว้ได้ ลักษณะคล้ายกับเซราไมด์ แต่มีราคาที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพสำหรับการคงความชุ่มชื้นก็น้อยกว่าด้วยเช่นกัน สารคงความชุ่มชื้นที่มีโครงในการกักเก็บน้ำให้กับผิวในปริมาณมาก กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) เป็นสารร่าวงกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง โดยจะถูกสร้างขึ้นที่ผิวช้นล่าง (Dermis) และ ผิวชั้นบน (Epidermis) โดยจะกระจายตัวอยู่ทั่วไปในบริเวณชั้นผิวดังกล่าว ลักษณะคล้ายกับเนื้อเจลอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ สามารถช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่เพิ่มความมันให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ไม่แห้งกร้าน และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย ปัจจุบันเราสามารถที่จะผลิตกรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์ได้ จึงทำให้มีการเลือกใช้กรดเหล่านี้มาผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมาย [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/moisturizing-agent-for-skincare/">มารู้จักส่วนผสมในการผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่าง สารคงความชุ่มชื้น รูปแบบต่างๆกันเถอะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ทาง PiOne จะมานำเสนอเกี่ยวกับการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งเพื่อนๆหลายๆคงอาจกังวลในเรื่องของความแห้งกร้านของผิว เราลองมาดูกันเลยว่า มีส่วนผสมอะไรบ้างที่สามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวของเราได้บ้าง ที่เราสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างเหมาะสม โดยวิธีการดูได้จากฉลากของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการดูแลผิวที่ตรงต่อความต้องการของเรามากยิ่งขึ้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สารคงความชุ่มชื้นที่มีคุณสมบัติเก็บกัดน้ำในผิวเพื่อไม่ให้ระเหยไป</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">เซราไมด์ (Ceramind)</h3>
<p>เป็นสารที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องของการคงความชุ่มชื้นให้ผิว มีโครงสร้างในการจับตัวรูปแบบประกบกัน จึงทำให้กักเก็บน้ำเอาไว้ใต้ชั้นผิวได้เป็นอย่างดี และยังสามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นเวลานาน</p>
<blockquote><p>เซราไมด์เป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความชุ่มชื้นหใกับผิวได้ดีที่สุด ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีราคาที่สูงด้วยเช่นกัน</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;"><a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/wrinkle/sphingolipids/" target="_blank" rel="noopener noreferrer" ><u>สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids)</u></a></h3>
<p>เป็นการรวมตัวของสฟิงโกซายน์ (Sphingosine) กับกรดไขมันและหมู่ฟอสเฟต เป็นไขมันที่เป็นองค์ประกอบในเยื่อหุ้มอยู่ระหว่างเซลล์  เป็นสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเซราไมด์ สามารถซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย แต่ประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นน้อยกว่าเซราไมด์</p>
<h3 style="font-size: 110%;">เลซิทิน (Lecithin)</h3>
<p>สารที่สกัดจากถั่วเหลือง ที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด มีโครงสร้างคล้ายกับแซนวิชจึงสามารถช่วยในการกักเก็บน้ำเอาไว้ได้ ลักษณะคล้ายกับเซราไมด์ แต่มีราคาที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพสำหรับการคงความชุ่มชื้นก็น้อยกว่าด้วยเช่นกัน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สารคงความชุ่มชื้นที่มีโครงในการกักเก็บน้ำให้กับผิวในปริมาณมาก</h2>
<h3 style="font-size: 110%;"><a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/wrinkle/hyaluronic-acid/" target="_blank" rel="noopener noreferrer" ><u>กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)</u></a></h3>
<p>เป็นสารร่าวงกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง โดยจะถูกสร้างขึ้นที่ผิวช้นล่าง (Dermis) และ ผิวชั้นบน (Epidermis) โดยจะกระจายตัวอยู่ทั่วไปในบริเวณชั้นผิวดังกล่าว ลักษณะคล้ายกับเนื้อเจลอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ สามารถช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่เพิ่มความมันให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ไม่แห้งกร้าน และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย</p>
<blockquote><p>ปัจจุบันเราสามารถที่จะผลิตกรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์ได้ จึงทำให้มีการเลือกใช้กรดเหล่านี้มาผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมาย เพราะมีราคาที่ถูกกว่า</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">อีลาสติน (Elastin)</h3>
<p>มีโครงสร้างเป็นเส้นใยอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ มีลักษณะคล้ายกสับคอลลาเจนแต่มีความยืดหยุ่นที่มากกว่า ช่วยบำรุงให้ผิวมีประสิทธิภาพรักษาความชุ่มชื้นได้ นอกจากนั้นอิลาสตินยังเป็นตัวช่วยในการยัดจับเซลล์ผิวให้เรียงตัวกันอย่างเหมาะสม โดยที่อีลาสตินจะประกอบด้วยกรดอะมิโนที่สำคัญ คือ เดสโมซีน (Desmosine) และ ไอโซเดสโมซีน (Isodesmosine) ที่ช่วยทำให้ผิวยืดออกและหดกลับที่เดิม</p>
<h3 style="font-size: 110%;">คอลลาเจน (Collagen)</h3>
<p>มีโครงสร้างเป็นเส้นใยอยู่ในบริเวณชั้นหนังแท้ มีหน้าที่ช่วยคงความยืดหยุ่นของผิว  นอกจากนั้นคอลลาเจนยังสามารถป้องกันการสูญเสียน้ำที่บริเวณชั้นผิว ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองบริเวณชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ป้องกันการเกิดริ้วรอย และ จุดด่างดำต่างๆ จึงทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สารที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับความชุ่มชื้นให้กับผิว</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">สารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factors: NMF)</h3>
<p>สารคงความชุ่มชื้นตามธรรามชาติที่อยู่ในบริเวณผิวชั้นขี้ไคล หรือ ผิวชั้น Stratrum Corneum ซึ่งมีหลายชนิด เช่น Ammonium lactate, Hylauronic acid, Sodium PCA, Sorbitol และ Urea เป็นต้น โดยสารเหล่านี้นั้นอาจจะมีประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นให้กับผิวที่ไม่ได้ดีมากนัก แต่สามารถที่จะซึมลงสู่ผิวได้ดี ซึ่งมักจะใช้สารเหล่านี้เป็นส่วนของโทนเนอร์ (Tonner)</p>
<h3 style="font-size: 110%;">โพรพิลีนไกลคอล (Propylene glycol: PG), กลีเซอรีน (Glycerin), บูทิลีนไกลคอล (Butylene glycol)</h3>
<p>เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกนำเอาไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายชนิด อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นก็ไม่สูงนัก โดยส่วมมากมักนิยมใช้สารเหล่านี้ผสมลงในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจำพวก ครีม หรือ เจล </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/moisturizing-agent-for-skincare/">มารู้จักส่วนผสมในการผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่าง สารคงความชุ่มชื้น รูปแบบต่างๆกันเถอะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/moisturizing-agent-for-skincare/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ไม่ได้ช่วยให้ริ้วรอยหายไป</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-moisture-cannot-help-reducing-wirnkle/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-moisture-cannot-help-reducing-wirnkle/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 May 2017 10:29:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9669</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายๆคนอาจจะมีความคิดที่ว่า ถ้าเราเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแล้วจะสามารถช่วยทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาแล้วหายไปได้ ซึ่งนั่นก็เป็นความเข้าใจผิดที่อาจจะทำให้เราต้องเสียเงินในการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะผิวที่เกิดริ้วรอยไม่สามารถที่จะคืนตัวกลับมาเมื่อได้รับความชุ่มชื้น (สามารถช่วยให้ริ้วรอยลดลงได้ แต่เห็นผลน้อยมาก) แต่การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวในรูปแบบนี้ สามารถที่จะช่วยให้ผิวไม่แห้งกร้านและเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมาบนผิวได้ง่าย การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวไม่ใช่เพื่อรักษาริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่เป็นการช่วยป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยให้กับผิว สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนผิว ริ้วรอยนั้นเกิดขึ้นจากคอลลาเจนในชั้นหนังแท้เสื่อมสภาพหรือถูกทำลาย เนื่องจากคอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับตาข่ายที่คอยทำหน้าที่รักษาความยืดหยุ่นของผิวในชั้นหนังแท้ เมื่อคอลลาเจนเหล่านี้หมดไปทำให้การยึดจับระหว่างเนื้อเยื่อหมดไป ก่อให้เกิดการหย่อนคล้อยในบริเวณนั้นๆ และเกิดเป็นริ้วรอยที่สามารถมองเห็นได้ขึ้นมาบนชั้นผิว โดยทั่วไปแล้วคอลลาเจนในชั้นผิวนั้นจะลดลงไปตามวัยของคน คอลลาเจนที่รับประทานและในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสามารถช่วยทดแทนได้ไหม? คอลลาเจนในรูปแบบของอาหารเสริม เราสามารถรับประทานเข้าไปภายในร่างกายของเราได้ แต่คอลลาเจนที่มีอยู่ในอาหารเสริมเหล่านี้จะถูกย่อยสลายเป็นอะมิโนในร่างกาย และไม่สามารถคงสภาพให้เหมือนกับคอลลาเจนตามธรรมชาติภายในชั้นผิวได้ คอลลาเจนในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเหล่านี้จะมีสารช่วยคงความชุ่มชื้นผสมอยู่ แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว คอลลาเจนเหล่านี้ไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังของคนเราได้ด้วยการทา ซึ่งคอลลาเจนที่ผสมอยู่ในครีมต่างๆจะอยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้า(ผิวชั้นนอกสุด)เท่านั้น ซึ่งทำให้สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าชั้นนอกได้ แต่ไม่สามารถที่ลงไปช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้ ปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวลดลงอย่างรวดเร็ว แสงยูวี (UV light) &#8211; เราควรที่จะหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีแดดจัดๆ โดยเฉพาะช่วง 10.00 &#8211; 16.00 น. รวมถึงการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA ที่เหมาะสบกับกิจกรรมของเรา สุขภาพ &#8211; เมื่อสุขภาพร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้นกันต่ำ จะทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายของเราทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ ความเครียด &#8211; ร่างกายของเราจะผลิตสารคอร์ติซอลออกมาเมื่อเวลาที่เราเกิดความเครียด ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดนี้จะไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวของเราได้ ซึ่งความเครียดอาจจะส่งผลมาจากพฤติกรรมส่วนตัวของเรา เช่น [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-moisture-cannot-help-reducing-wirnkle/">เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ไม่ได้ช่วยให้ริ้วรอยหายไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายๆคนอาจจะมีความคิดที่ว่า ถ้าเราเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแล้วจะสามารถช่วยทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาแล้วหายไปได้ ซึ่งนั่นก็เป็นความเข้าใจผิดที่อาจจะทำให้เราต้องเสียเงินในการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะผิวที่เกิดริ้วรอยไม่สามารถที่จะคืนตัวกลับมาเมื่อได้รับความชุ่มชื้น (สามารถช่วยให้ริ้วรอยลดลงได้ แต่เห็นผลน้อยมาก) แต่การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวในรูปแบบนี้ สามารถที่จะช่วยให้ผิวไม่แห้งกร้านและเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมาบนผิวได้ง่าย</p>
<blockquote><p>การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวไม่ใช่เพื่อรักษาริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่เป็นการช่วยป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยให้กับผิว</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนผิว</h2>
<p>ริ้วรอยนั้นเกิดขึ้นจากคอลลาเจนในชั้นหนังแท้เสื่อมสภาพหรือถูกทำลาย เนื่องจากคอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับตาข่ายที่คอยทำหน้าที่รักษาความยืดหยุ่นของผิวในชั้นหนังแท้ เมื่อคอลลาเจนเหล่านี้หมดไปทำให้การยึดจับระหว่างเนื้อเยื่อหมดไป ก่อให้เกิดการหย่อนคล้อยในบริเวณนั้นๆ และเกิดเป็นริ้วรอยที่สามารถมองเห็นได้ขึ้นมาบนชั้นผิว โดยทั่วไปแล้วคอลลาเจนในชั้นผิวนั้นจะลดลงไปตามวัยของคน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">คอลลาเจนที่รับประทานและในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสามารถช่วยทดแทนได้ไหม?</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">คอลลาเจนในรูปแบบของอาหารเสริม</h3>
<p>เราสามารถรับประทานเข้าไปภายในร่างกายของเราได้ แต่คอลลาเจนที่มีอยู่ในอาหารเสริมเหล่านี้จะถูกย่อยสลายเป็นอะมิโนในร่างกาย และไม่สามารถคงสภาพให้เหมือนกับคอลลาเจนตามธรรมชาติภายในชั้นผิวได้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">คอลลาเจนในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว</h3>
<p>ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเหล่านี้จะมีสารช่วยคงความชุ่มชื้นผสมอยู่ แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว คอลลาเจนเหล่านี้ไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังของคนเราได้ด้วยการทา ซึ่งคอลลาเจนที่ผสมอยู่ในครีมต่างๆจะอยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้า(ผิวชั้นนอกสุด)เท่านั้น ซึ่งทำให้สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าชั้นนอกได้ แต่ไม่สามารถที่ลงไปช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลให้คอลลาเจนใต้ชั้นผิวลดลงอย่างรวดเร็ว</h2>
<p><strong>แสงยูวี (UV light)</strong> &#8211; เราควรที่จะหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีแดดจัดๆ โดยเฉพาะช่วง 10.00 &#8211; 16.00 น. รวมถึงการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA ที่เหมาะสบกับกิจกรรมของเรา<br />
<strong>สุขภาพ</strong> &#8211; เมื่อสุขภาพร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้นกันต่ำ จะทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายของเราทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ<br />
<strong>ความเครียด</strong> &#8211; ร่างกายของเราจะผลิตสารคอร์ติซอลออกมาเมื่อเวลาที่เราเกิดความเครียด ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดนี้จะไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวของเราได้ ซึ่งความเครียดอาจจะส่งผลมาจากพฤติกรรมส่วนตัวของเรา เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ สูบบุหรี่ หรือ ดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวการที่สำคัญในการทำลายคอลลาเจนในชั้นผิว<br />
<strong>มลภาวะต่างๆ</strong> &#8211; ฝุ่น และ ควัน ตามท้องถนน เป็นมลภาวะที่สามารถทำลายผิวของเราได้<br />
<strong>ช่วงอายุ</strong> &#8211; คอลลาเจนในร่างกายของเราจะเริ่มลดลงตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป<br />
<strong>โภชนาการ</strong> &#8211; การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สามารถช่วยในการดูแลคอลลาจนในชั้นผิวของเราได้</p>
<blockquote><p>คอลลาเจนใต้ชั้นผิวไม่สามารถสร้างได้จากการรับประทานอาหารเสริมหรือการใช้ครีมบำรุง ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูแลรักษาคอลลาเจนที่อยู่ใต้ชั้นผิวให้ดีที่สุด</p></blockquote>
<p>ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีความงามที่สามารถช่วยกระตุ้นทำให้ร่างกายของเราสามารถที่จะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปได้ ซึ่งเราสามารถดูแลผิวสวยไปควบคู่กับการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวไปพร้อมกัน ด้วยการทำ IPL ที่สามารถลงลึกได้ถึงชั้นผิว โดยที่ไม่เป็นการทำร้ายผิว ทำให้สามารถดูแลรักษาริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้ ด้วยการเข้าไปเพิ่มระดับของชั้นคอลลาเจนที่อยู่ใต้ชั้นผิวของเรา ทำให้ริ้วรอยค่อยๆลดเลือนหายไป พร้อมกับปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ได้อีกครั้ง รวมถึงเครื่อง IPL ของ PiOne ยังมีแสง Xtensive Flash ที่สามารถดูแลครอบคลุมปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น ริ้วรอย, จุดด่างดำ ฝ้า-กระ, สิว, กำจัดขน, รอยดำ และ รอยแดงจากสิว ที่สามารถทำได้เองที่บ้าน ในรูปแบบของ IPL Home use ด้วยฟังก์ชั่นและระบบการใช้งานที่ง่ายและปลอดภัย จึงทำให้ เครื่อง IPL ของ PiOne เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากมีผิวสุขภาพที่ดีตั้งแต่ชั้นผิว คุ้มค่ากว่าไปทำที่คลิกนิก ใช้ได้กับผิวบอบบาง ไม่เกิดการระคายเคือง และ ไม่จำเป็นต้องพักผิวหลังทำเสร็จ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-moisture-cannot-help-reducing-wirnkle/">เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ไม่ได้ช่วยให้ริ้วรอยหายไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-moisture-cannot-help-reducing-wirnkle/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิวช่วยให้ผิวเรียบเนียนได้ดียิ่งขึ้น</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/increase-collagen-for-beautiful-skin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/increase-collagen-for-beautiful-skin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 May 2017 09:27:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9323</guid>

					<description><![CDATA[<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/increase-collagen-for-beautiful-skin/">การเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิวช่วยให้ผิวเรียบเนียนได้ดียิ่งขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="row"  id="row-965749428">
<div class="col small-12 large-12"  ><div class="col-inner"  >
<p style="font-family: verdana;">วิธีการชะลอการเกิดริ้วรอยบนชั้นผิว (Anti aging) นั้นสามารถที่จะจัดการได้โดยการป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนรูปร่างของคอลลาเจน (Collagen) หรือ &#8220;การเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิว&#8221; ซึ่งเราสามารถที่จะทำได้ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมทีสามารถช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายของเราได้ อย่างเช่น การเลือกใช้เรตินหรือการลอกหน้าเพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไป เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายของเรานั้นทำการสร้างคอลลาเจนได้อีกทางหนึ่ง</p>
<blockquote><p>&#8221; คอลลาเจนในชั้นผิวมีสามารถช่วยทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นจางลงได้ จึงทำให้ในปัจจุบันมีการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว &#8220;</p></blockquote>
<p style="font-family: verdana;">ซึ่งในปัจจุบันนั้นก็มีนวัตกรรมความงามในรูปแบบต่างๆที่สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวของเราได้เช่นกัน อย่าง เครื่อง IPL ที่ใช้คลื่นแสงที่อ่อนโยนและไม่ทำร้ายผิว สามารถลงลึกไปกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวได้โดยที่ไม่ต้องทำร้ายผิว</p>
<h2 style="font-size: 150%;">วิธีการเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิวของเรา</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">เลือกใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี (Ascorbic acid)</h3>
<p style="font-family: verdana;">วิตามินซีมีส่วนช่วยในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่สามารถช่วยในเรื่องของการเกิดริ้วรอยและทำให้ผิวเรียบเนียนได้ดียิ่งขึ้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การลากหน้าผลัดเซลล์ผิว</h3>
<p style="font-family: verdana;">สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งเป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าบนชั้นผิวหนังของเราเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำไอออนโตฟอรีซิส (Iontophoresis)</h3>
<p style="font-family: verdana;">เป็นการใช้ประจุไฟฟ้าเป็นเปิดรูขมขนเพื่อให้วิตามินสามารถเข้าสู่ผิวของได้ ซึ่งต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ตลอด และควรหลีกเลี่ยงแสงแดดหลังทำไอออนโตฟอรีซิส</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำ IPL</h3>
<p style="font-family: verdana;">สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เป็นการใช้คลื่นแสงลงไปรักษาและฟื้นฟูสภาพผิว พร้อมกับการกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งข้อดีคือสามารถทำได้เองที่บ้านด้วยการใช้ IPL Home use ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการทำ IPL ที่คลินิก</p>
<blockquote><p>&#8221; IPL Home use ที่มี Xtensive Flash สามารถช่วยลงลึกไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิว โดยที่ไม่ทำร้ายผิว ด้วยคุณภาพของแสงที่เทียบเท่ากับการทำ IPL ที่คลินิก แต่ไม่จำเป็นต้องพักผิว จึงดูแลผิวให้สวยได้อย่างต่อเนื่อง &#8220;</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">การรับประทานคอลลาเจนและการนวดหน้าได้ผลจริงไหม?</h2>
<p style="font-family: verdana;">หลายๆคนมีความเข้าใจว่า การเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิวในร่างกายของเรานั้นคือการรับประทานคอลลาเจนทีมีผสมอยู่ในเครื่องดื่มต่างๆที่ได้รับความนิยมในเวลานี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คอลลาเจนที่เราดื่มเข้าไปกับคอลลาเจนที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมาเป็นคนละตัวกัน จึงทำให้เราเกิดความเข้าใจผิดที่ว่าถ้ารับประทานคอลลาเจนเข้าไปนั้นสามารถช่วยเพิ่มจำนวนของคอลลาเจนในชั้นผิวของเราได้</p>
<p style="font-family: verdana;">ส่วนในเรื่องของการนวดหน้านั้นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราต้องควรระวังเป้นอย่างมาก เนื่องจากคอลลาเจนที่สูญเสียความยุ่นยืนไปแล้วนั้นถูกแรงกดทับและดึงรั้งจากการนวดหน้า ก็มีโอกาสที่จะส่งผลทำให้เกิดริ้วรอยบนผิวที่ลึกกว่าเดิมก็เป็นได้ แต่ถ้าหากต้องการนวดบริเวณผิวหน้าก็ควรที่จะทำอย่างอ่อนโยนและไม่ทำให้เกิดการดึงรั้งบนผิวของเรา</p>
<p style="font-family: verdana;">นอกจากนั้นการปรับสุขลักษณะของเราก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยทำให้การเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิวดียิ่งขึ้นและยังช่วยให้คอลลาเจนภายในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, การพักผ่อนให้เพียงพอ, การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์, การมีสุขภาพจิตที่ดี และการบำรุงผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ</p>
</div></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/increase-collagen-for-beautiful-skin/">การเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิวช่วยให้ผิวเรียบเนียนได้ดียิ่งขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/increase-collagen-for-beautiful-skin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>IPL Home use กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-increase-collagen/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-increase-collagen/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Apr 2017 02:45:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=8817</guid>

					<description><![CDATA[<p>IPL Home use นวัตกรรมใหม่แห่งการดูแลผิวด้วยตัวเองที่บ้าน ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้ใช้หลายคนให้การยอมรับ และเลือกใช้เป็นเครื่องมือดูแลผิวประจำบ้าน คอลลาเจน (collagen) สามารถเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลาและปัจจัยจากภายนอก จึงจำเป็นต้องเสริมกันอยู่เสมอ วิธีกระตุ้นคอลลาเจนด้วยนวัตกรรม IPL หลักการของ IPL (Intense Pulse Light) จะปล่อยแสงที่มีความยาวในช่วงคลื่น 420 – 1200 นาโนเมตร ที่สามารถลงลึกเข้าไปยังใต้ชั้นผิว (dermis) ในบริเวณที่เป็นที่อยู่ของคอลลาเจน ซึ่งความยาวของแสงในช่วงคลื่น 420 – 1200 นาโนเมตรนี้ จะทำให้เซลล์ (cell) ถูกทำลาย ส่งผลให้ร่างกายกระตุ้นคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซมในส่วนนี้ และนี่เองจึงเป็นหลักการที่ทำให้ผิวของเรามีคอลลาเจนมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมเพิ่มคอลลาเจนอีกต่อไป การกินอาหารเสริมเพิ่มคอลลาเจน เป็นการเพิ่มภาระให้กับตับ ทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น และนอกจากนี้ ที่มาของการได้มาซึ่งอาหารเสริมเพิ่มคอลลาเจน ยังเป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เช่น คอลลาเจนจากกระดูกอ่อนปลาฉลาม เป็นต้น การเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิว สามารถใช้วิธีกระตุ้นด้วยแสง IPL ได้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งได้ผลที่ดีกว่าการกินอาหารเสริมเพิ่มคอลลาเจนอีกด้วย โดยปกติแล้วการทำ IPL จะเป็นการช่วยฟื้นฟู [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-increase-collagen/">IPL Home use กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>IPL Home use นวัตกรรมใหม่แห่งการดูแลผิวด้วยตัวเองที่บ้าน ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้ใช้หลายคนให้การยอมรับ และเลือกใช้เป็นเครื่องมือดูแลผิวประจำบ้าน<span id="more-8817"></span></p>
<h2 style="font-size: 140%;">คอลลาเจน (collagen) สามารถเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลาและปัจจัยจากภายนอก จึงจำเป็นต้องเสริมกันอยู่เสมอ</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">วิธีกระตุ้นคอลลาเจนด้วยนวัตกรรม IPL</h3>
<p>หลักการของ IPL (Intense Pulse Light) จะปล่อยแสงที่มีความยาวในช่วงคลื่น 420 – 1200 นาโนเมตร ที่สามารถลงลึกเข้าไปยังใต้ชั้นผิว (dermis) ในบริเวณที่เป็นที่อยู่ของคอลลาเจน ซึ่งความยาวของแสงในช่วงคลื่น 420 – 1200 นาโนเมตรนี้ จะทำให้เซลล์ (cell) ถูกทำลาย ส่งผลให้ร่างกายกระตุ้นคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซมในส่วนนี้ และนี่เองจึงเป็นหลักการที่ทำให้ผิวของเรามีคอลลาเจนมากขึ้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมเพิ่มคอลลาเจนอีกต่อไป</h3>
<p>การกินอาหารเสริมเพิ่มคอลลาเจน เป็นการเพิ่มภาระให้กับตับ ทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น และนอกจากนี้ ที่มาของการได้มาซึ่งอาหารเสริมเพิ่มคอลลาเจน ยังเป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เช่น คอลลาเจนจากกระดูกอ่อนปลาฉลาม เป็นต้น<br />
การเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิว สามารถใช้วิธีกระตุ้นด้วยแสง IPL ได้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งได้ผลที่ดีกว่าการกินอาหารเสริมเพิ่มคอลลาเจนอีกด้วย<br />
โดยปกติแล้วการทำ<a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/must-have/cartridge-effectiveness/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u> IPL จะเป็นการช่วยฟื้นฟู และแก้ปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม </u></a>ไม่ว่าจะเป็นการลดเลือนริ้วรอย ลดเลือนจุดด่างดำ รักษาสิว รอยแดงจากสิว ฝ้า กระ ช่วยให้รูขุมขนเล็กลง และกำจัดขนถาวรได้ในทุกครั้งที่ทำ ดังนั้นผิวหน้าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ หากทำ IPL อย่างสมํ่าเสมอ</p>
<h2 style="font-size: 140%;">Just! IPL Home use</h2>
<p>เหตุผลที่ต้องเป็น IPL Home use ก็เพื่อให้ทำ IPL ส่วนตัวได้เองที่บ้านได้อย่างสะดวก และทำได้บ่อย หรือทำได้สมํ่าเสมอมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปทำที่คลินิกอีกต่อไป<br />
อีกทั้ง IPL Home use ยังออกแบบ โดยคำนึงถึง<a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/must-have/safety/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>ความปลอดภัย</u></a>ของผู้ใช้งานเป็นหลัก ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจะน้อยกว่าที่คลินิก ดังนั้นผู้ทำจะไม่ค่อยรู้สึกเจ็บขณะที่ทำ หลังทำเสร็จผิวหน้าไม่บางลง หน้าไม่แดง และสามารถแต่งหน้าออกแดดได้ในวันนั้นเลย นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกันกับคนในครอบครัวได้ เป็นกิจกรรมร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว หรือจะทำกับเพื่อน ๆ ก็ได้เช่นกัน จะเห็นว่าเครื่องเดียวช่วยให้สวยได้ครอบคลุมและสวยได้หลายคน นับว่าคุ้มกว่าการไปทำ IPL ที่คลินิกเป็นไหน ๆ</p>
<div id="fb-root"></div>
<p><script>(function(d, s, id) {  var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0];  if (d.getElementById(id)) return;  js = d.createElement(s); js.id = id;  js.src = 'https://connect.facebook.net/th_TH/sdk.js#xfbml=1&version=v2.12';  fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, 'script', 'facebook-jssdk'));</script></p>
<div class="fb-video" data-href="https://www.facebook.com/PioneOfficial/videos/1058654904221762/" data-width="1020">
<blockquote cite="https://www.facebook.com/PioneOfficial/videos/1058654904221762/" class="fb-xfbml-parse-ignore"><p><a href="https://www.facebook.com/PioneOfficial/videos/1058654904221762/"></a></p>
<p>เพียง cartridge เดียว จัดการครอบคลุมทุกปัญหาบนผิวหน้าไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยบนผิวหน้า รวมถึงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนประสิทธิภาพของ X-tensive FlashTM  จาก Skin care Cartridgeจะกระจายแสงทุกค่าความยาวคลื่น ลงลึกถึงใต้ชั้นผิวเพียงยิงแค่ครั้งเดียว ก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงสามารถเป็นเจ้าของ PiOne, นวัตกรรมแสง IPL ส่วนตัวของคุณได้แล้ววันนี้คลิก bit.ly/PiOneOffcialCALL CENTER 02-621-8989, 091-006-1809LINE ID : 026218989#PiOne #homeuse #IPL</p>
<p>โพสต์โดย <a href="https://www.facebook.com/PioneOfficial/">PiOne</a> บน 9 กรกฎาคม 2016</p></blockquote>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-increase-collagen/">IPL Home use กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-increase-collagen/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หน้าเรียบ เนียน ใส มีคอลลาเจน ด้วยนวัตกรรมแสงแห่งความงาม IPL</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-laser-enhance-collagen/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-laser-enhance-collagen/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Mar 2017 06:33:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<category><![CDATA[ipl หน้าใส]]></category>
		<category><![CDATA[คอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าเนียนใส]]></category>
		<category><![CDATA[เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เลเซอร์หน้าใส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=6532</guid>

					<description><![CDATA[<p>นวัตกรรมแห่งแสง IPL ช่วยทำให้หน้าเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติได้จริงหรือ เป็นคำถามที่สาว ๆ หลายคนคงเคยถามกับตัวเองมาบ้างแล้วเมื่อได้ยินคำว่า IPL คงคิดถึงการทำเลเซอร์ ที่ช่วยทำให้หน้าใสได้ จะจริงเท็จแค่ไหน จะพิจารณาจากหัวข้อต่อไปนี้ นิยามของคำว่าหน้าใส หน้าขาวใส หรือหน้าเนียนใส ใครสวยกว่ากัน หน้าใส ใครก็มีได้ เพราะหน้าใสคือเรื่องของความสะอาดหมดจด ด้วยการดูแลเรื่องความสะอาด ทำให้หน้าดูสะอาดใส จึงไม่จำเป็นว่าหน้าเราจะต้องมีผิวขาวถึงจะหน้าใสได้ หรือต้องมีผิวเนียนแล้วถึงจะหน้าใสได้ ดังนั้น เมื่อมีหน้าขาวแล้ว เหลือแค่ดูแลเรื่องความสะอาด ก็จะมีหน้าขาวใส กับอีกแบบหนึ่งคือหน้าเนียน เนียนจากความที่มีผิวระเอียด รูขุมขนเล็ก ผิวเรียบเสมอกัน ไม่มีร่องริ้วรอย ดูมีคอลลาเจน (collagen) และที่สำคัญผิวหน้าสะอาดคือปราศจากสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium Acnes หรือ P. Acnes ก็จะช่วยให้ไม่เป็นสิวไปด้วย ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะมีหน้าขาวใส หรือหน้าเนียนใสจึงขึ้นอยู่กับความสะอาดด้วย และแค่ขาวอย่างเดียวก็คงไม่พอเช่นกัน คงต้องเนียนด้วยถึงจะดูสวยและสุขภาพดี ปัญหาผิว ปัญหาสิว กวนใจอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าจะดูแลเรื่องความสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกแล้ว แต่สำหรับบางคนมีความมันบนใบหน้าค่อนข้างมาก เพราะร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศมากเกินไป โดยจะพบในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง ความมันบนใบหน้านี้ส่งผลให้รูขุมขนขยายตัวเพื่อขับความมันออกมาทางผิวหน้า ระหว่างนี้สิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย P. Acnes [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-laser-enhance-collagen/">หน้าเรียบ เนียน ใส มีคอลลาเจน ด้วยนวัตกรรมแสงแห่งความงาม IPL</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นวัตกรรมแห่งแสง IPL ช่วยทำให้หน้าเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติได้จริงหรือ เป็นคำถามที่สาว ๆ หลายคนคงเคยถามกับตัวเองมาบ้างแล้วเมื่อได้ยินคำว่า IPL คงคิดถึงการทำเลเซอร์ ที่ช่วยทำให้หน้าใสได้ จะจริงเท็จแค่ไหน จะพิจารณาจากหัวข้อต่อไปนี้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">นิยามของคำว่าหน้าใส</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">หน้าขาวใส หรือหน้าเนียนใส ใครสวยกว่ากัน</h3>
<p>หน้าใส ใครก็มีได้ เพราะหน้าใสคือเรื่องของความสะอาดหมดจด ด้วยการดูแลเรื่องความสะอาด ทำให้หน้าดูสะอาดใส จึงไม่จำเป็นว่าหน้าเราจะต้องมีผิวขาวถึงจะหน้าใสได้ หรือต้องมีผิวเนียนแล้วถึงจะหน้าใสได้ ดังนั้น เมื่อมีหน้าขาวแล้ว เหลือแค่ดูแลเรื่องความสะอาด ก็จะมีหน้าขาวใส กับอีกแบบหนึ่งคือหน้าเนียน เนียนจากความที่มีผิวระเอียด รูขุมขนเล็ก ผิวเรียบเสมอกัน ไม่มีร่องริ้วรอย ดูมีคอลลาเจน (collagen) และที่สำคัญผิวหน้าสะอาดคือปราศจากสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium Acnes หรือ P. Acnes ก็จะช่วยให้ไม่เป็นสิวไปด้วย ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะมีหน้าขาวใส หรือหน้าเนียนใสจึงขึ้นอยู่กับความสะอาดด้วย และแค่ขาวอย่างเดียวก็คงไม่พอเช่นกัน คงต้องเนียนด้วยถึงจะดูสวยและสุขภาพดี</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ปัญหาผิว ปัญหาสิว กวนใจอยู่เป็นประจำ</h3>
<p>ถึงแม้ว่าจะดูแลเรื่องความสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกแล้ว แต่สำหรับบางคนมีความมันบนใบหน้าค่อนข้างมาก เพราะร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศมากเกินไป โดยจะพบในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง ความมันบนใบหน้านี้ส่งผลให้รูขุมขนขยายตัวเพื่อขับความมันออกมาทางผิวหน้า ระหว่างนี้สิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย P. Acnes จะรวมตัวกันจึงทำให้เป็นสิวได้ คนที่ผิวหน้ามันก็จะทำให้คุมเรื่องปัญหาสิวยากขึ้น เกิดเป็นสิวดำอุดตันที่รูขุมขนได้ ยิ่งต้องดูแลผิวหน้ามากเป็นพิเศษ เมื่อความมันจัดการยาก อีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถทำได้ไม่ยากคือการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย P. Acnes และหลีกเลี่ยงมลภาวะหรือสิ่งสกปรกได้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อยากหน้าใสยาวนาน นวัตกรรมแสงแห่งความงามช่วยได้</h3>
<p>ด้วยนวัตกรรมแสงเลเซอร์ และ IPL ช่วยทำให้หน้าใส และมีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย P. Acnes ตัวการที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวอักเสบ อีกทั้งยังทำให้ร่างกายกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ขึ้นมาซ่อมแซมเซลล์ในส่วนที่ดูดซับแสงและถูกทำลายไป เมื่อมีคอลลาเจนมากขึ้นผิวก็จะแน่นขึ้น กระชับขึ้น รูขุมขนเล็กลง หน้าจึงดูเนียนใส ถึงแม้อายุจะเริ่มมากขึ้นแล้วก็ตาม</p>
<h2 style="font-size: 140%;">คอลลาเจนกระตุ้นได้ด้วยมือเรา</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">คอลลาเจนเป็นองค์ประกอบสำคัญในร่างกายของคนเรา</h3>
<p>โดย Collagen Peptides ช่วยให้ร่างกายของคนเราเสริมสร้างความสมบูรณ์แข็งแรง ได้ดังต่อไปนี้ คือ<br />
&#8211; ช่วยลดอาการปวดข้อ ข้อเสื่อม (Reduces Joint Pains and Degeneration)<br />
&#8211; ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะ ลำไส้ (Helps Heal Leaky Gut)<br />
&#8211; ช่วยในเรื่องระบบสมดุลร่างกาย ในการเผาผลาญ (Boosts Metabolism, Muscle Mass and Energy Output)<br />
&#8211; ช่วยดูแลตับ (Improves Liver Health)<br />
&#8211; ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (Protects Cardiovascular Health)<br />
&#8211; ช่วยให้เล็บ ผม และฟันแข็งแรง (Strengthens Nails, Hair and Teeth)<br />
&#8211; ช่วยฟื้นฟูและบำรุงสุขภาพผิวและเส้นผม (Improves Health of Skin and Hair)<br />
ในแง่ของความสวยความงาม เมื่อคอลลาเจนเข้าไปบำรุงผิวและเส้นผมแล้ว จะทำให้เราดูสวย และดูสุขภาพดีมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ถือได้ว่าคอลลาเจนเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี ยิ่งมีมากยิ่งดีนั่นเอง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ธรรมชาติของผิว ความลับที่ถูกเปิดโปง</h3>
<p>ชั้นผิวของคนเราประกอบไปด้วยชั้นผิว 3 ชั้น ได้แก่ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) ชั้นหนังแท้ (dermis) และชั้นไขมัน (subcutis) คอลลาเจนจะอยู่ใต้ชั้นผิวของคนเราบริเวณชั้นหนังแท้ ซึ่งจะสร้างขึ้นตลอดเวลาเพื่อซ่อมแซมเซลล์ที่ตายไป แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนจะทำงานลดลง จึงเป็นสาเหตุให้ผิวของเราดูไม่กระชับ และมีร่องริ้วรอยเกิดขึ้นได้ แต่หากเข้าใจกลไกการสร้างคอลลาเจนให้ผิวแล้ว เราก็จะมีผิวดีมีคอลลาเจนได้นานขึ้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อยากมีคอลลาเจนไม่ต้องกินกระดูกอ่อนปลาทะเลน้ำลึก</h3>
<p>เพราะคอลลาเจนเรากระตุ้นการทำงานได้ด้วยเครื่อง IPL (Intense Pulse Light) ซึ่งไม่ต้องไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์ โดยเทคโนโลยีของเครื่อง IPL จะปล่อยแสงที่มีความถี่ในช่วงคลื่น 420 – 1200 นาโนเมตร สามารถลงลึกเข้าไปยังชั้นผิวในบริเวณที่มีคอลลาเจน ซึ่งความถี่ของแสงในระดับจำเพาะนี้จะทำให้เซลล์ถูกทำลาย ส่งผลให้ร่างกายกระตุ้นคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซมในส่วนนี้ และนี่เองจึงเป็นหลักการง่าย ๆ ที่ทำให้ผิวของเรามีคอลลาเจนต่อไปได้อีกนาน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">นวัตกรรมใหม่ของความงามที่นิยมมากในขณะนี้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ทำเลเซอร์หน้าใส หรือจะสู้ทำ ipl หน้าใส</h3>
<p>อีกหนึ่งนวัตกรรมแสงแห่งความงามคือการทำทรีตเมนต์เลเซอร์ (treatment Laser) หน้าใสที่คลินิกโดยใช้แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเท่านั้นเป็นผู้ทำให้ คนทั่วไปไม่สามารถทำเองได้ เพราะเลเซอร์มีความเข้มข้นแสงสูง และค่อนข้างร้อนเมื่อมาสัมผัสผิว และเป็นอันตรายต่อดวงตาของคนเรา จึงไม่ปลอดภัยสำหรับให้คนทั่วไปทำเอง และผลของผู้ที่ผ่านการทำเลเซอร์ถึงแม้ว่าจะรักษาสิว ฝ้า กระ หายไปแล้ว หลังจากนี้ผิวหน้าของเขาจะบางลง จนกลายเป็นผู้แพ้แสง ไวต่อแสงยูวี จึงต้องดูแลรักษากันเป็นพิเศษ จนบางทีไม่กล้าออกไปเที่ยวที่ไหนเลย ซึ่งแตกต่างจากการทำทรีตเมนต์ IPL (treatment IPL) ที่ปัจจุบันนี้พัฒนาเครื่องมือ IPL ให้คนทั่วไปสามารถทำเองได้แล้วที่บ้าน มีความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่ากับการไปทำที่คลินิก เป็นเสมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องหนึ่งที่มีอยู่ที่บ้านของทุกคนได้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">เทคโนโลยีแห่งแสง IPL ทางเลือกใหม่ของคนกลัวเลเซอร์</h3>
<p>นวัตกรรมแสงแห่งความงาม PiOne Personal Esthetic IPL คือเครื่องทำ IPL ส่วนตัวที่สามารถทำเองได้แล้วที่บ้านอย่างปลอดภัย เพื่อช่วยจัดการปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นการลดเลือนริ้วรอย ลดเลือนจุดด่างดำ รักษาสิว รอยแดงจากสิว ฝ้า กระ ช่วยให้รูขุมขนเล็กลง กำจัดขนถาวรได้ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน กระชับมากขึ้น ดูสวยขึ้น หลังทำเสร็จก็ไม่เจ็บหน้า ผิวหน้าไม่บาง ไม่แดง สามารถออกแดดได้หลังจากทำเสร็จ 24 ชั่วโมง และสามารถใช้งานร่วมกันกับคนในครอบครัวได้ เครื่องเดียวช่วยให้สวยได้หลายคน แถมยังคุ้มกว่าการไปซื้อคอร์สทำที่คลินิกเป็นสิบเท่า</p>
<div id="fb-root"></div>
<p><script>(function(d, s, id) {  var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0];  if (d.getElementById(id)) return;  js = d.createElement(s); js.id = id;  js.src = 'https://connect.facebook.net/th_TH/sdk.js#xfbml=1&version=v2.12';  fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, 'script', 'facebook-jssdk'));</script></p>
<div class="fb-video" data-href="https://www.facebook.com/PioneOfficial/videos/1058654904221762/" data-width="1020">
<blockquote cite="https://www.facebook.com/PioneOfficial/videos/1058654904221762/" class="fb-xfbml-parse-ignore"><p><a href="https://www.facebook.com/PioneOfficial/videos/1058654904221762/"></a></p>
<p>เพียง cartridge เดียว จัดการครอบคลุมทุกปัญหาบนผิวหน้าไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยบนผิวหน้า รวมถึงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนประสิทธิภาพของ X-tensive FlashTM  จาก Skin care Cartridgeจะกระจายแสงทุกค่าความยาวคลื่น ลงลึกถึงใต้ชั้นผิวเพียงยิงแค่ครั้งเดียว ก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงสามารถเป็นเจ้าของ PiOne, นวัตกรรมแสง IPL ส่วนตัวของคุณได้แล้ววันนี้คลิก bit.ly/PiOneOffcialCALL CENTER 02-621-8989, 091-006-1809LINE ID : 026218989#PiOne #homeuse #IPL</p>
<p>โพสต์โดย <a href="https://www.facebook.com/PioneOfficial/">PiOne</a> บน 9 กรกฎาคม 2016</p></blockquote>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-laser-enhance-collagen/">หน้าเรียบ เนียน ใส มีคอลลาเจน ด้วยนวัตกรรมแสงแห่งความงาม IPL</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/ipl-laser-enhance-collagen/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
