<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีรักษาสิว &#8211; My CMS</title>
	<atom:link href="https://pione.co.th/ipl-solutions/acne/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://pione.co.th</link>
	<description>multi-purpose skin care solution</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Aug 2018 04:08:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.3</generator>

<image>
	<url>https://pione.co.th/wp-content/uploads/2017/02/cropped-LOGO_PIONE-32x32.png</url>
	<title>วิธีรักษาสิว &#8211; My CMS</title>
	<link>https://pione.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ชั้นผิวในแต่ละชั้นของร่างกาย และวิธีการดูแลรักษาผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 07:40:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10980</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราทุกคนคงเคยตั้งคำถามไว้ในใจว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้เป็นที่ประทับใจและจดจำต่อคู่สนทนา ไม่ว่าด้วยผลประโยชน์ธุรกิจทางการค้า หรือแม้กระทั่งบุคคลที่เรามีความรู้สึกพิเศษด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงต้องพัฒนาตนเองทั้งความรู้ และบุคลิกภาพ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความสะอาดและการดูแลผิวพรรณของร่างกาย หากเรามีผิวพรรณที่สดใส กระชับ ไร้จุดด่างดำหรือแผลจากการเป็นสิว ก็สามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เราได้อย่างมากเลยทีเดียว ในเมื่อผิวพรรณคือสิ่งแรกที่สามารถสร้างความประทับใจได้ ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจในการดูแลผิวพรรณเพื่อให้มีสุขภาพผิวที่ดี โดยในลำดับแรกเรามารู้กันก่อนดีกว่าว่า ชั้นผิวของเรานั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง การมีผิวพรรณที่ดีไม่ใช่แค่ทำความสะอาดผิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการดูแลสุขภาพของผิวให้ดีไปควบคู่กัน ผิวหนังของร่างกายมีความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ปกคลุมอวัยวะของร่างกาย ซึ่งผิวหนังของคนเราประกอบไปด้วย 2 ชั้นหลักๆคือ ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ โดยมีอีก 1 ชั้นที่เป็นกลไกเสริมความยืดหยุ่นและการปรับสภาพผิวให้สมดุล ได้แก่ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่ดังนี้ ชั้นหนังกำพร้า หรืออีพิเดอมีส (Epidermis) มีลักษณะบาง ประกอบไปด้วยเซลล์ที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆแบนราบ โดยที่เซลล์ชั้นในสุดจะอยู่ติดกับบริเวณชั้นหนังแท้ เซลล์ดังกล่าวจะมีการกำเนิดใหม่อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เซลล์มีการเลื่อนขึ้นชั้นบนสุดและหลุดลอกเป็นขี้ไคลไปในที่สุด (stratum corneum) โดยปกติเซลล์ชั้นผิวนี้จะยึดติดกันด้วย lipid barrier ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่ให้ผิวหนังลอกเป็นขุย หรือเสื่อมสภาพได้ง่าย ภายใต้หนังกำพร้ามีเซลล์ที่เราเรียกว่า เมลานีน (melanocyte) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เซลล์นี้จะแสดงออกถึงสีผิวของเรา ส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากสิ่งที่มากระทบเช่น มลภาวะ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/">ชั้นผิวในแต่ละชั้นของร่างกาย และวิธีการดูแลรักษาผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราทุกคนคงเคยตั้งคำถามไว้ในใจว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้เป็นที่ประทับใจและจดจำต่อคู่สนทนา ไม่ว่าด้วยผลประโยชน์ธุรกิจทางการค้า หรือแม้กระทั่งบุคคลที่เรามีความรู้สึกพิเศษด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงต้องพัฒนาตนเองทั้งความรู้ และบุคลิกภาพ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความสะอาดและการดูแลผิวพรรณของร่างกาย หากเรามีผิวพรรณที่สดใส กระชับ ไร้จุดด่างดำหรือแผลจากการเป็นสิว ก็สามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เราได้อย่างมากเลยทีเดียว ในเมื่อผิวพรรณคือสิ่งแรกที่สามารถสร้างความประทับใจได้ ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจในการดูแลผิวพรรณเพื่อให้มีสุขภาพผิวที่ดี โดยในลำดับแรกเรามารู้กันก่อนดีกว่าว่า ชั้นผิวของเรานั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง</p>
<blockquote><p>การมีผิวพรรณที่ดีไม่ใช่แค่ทำความสะอาดผิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการดูแลสุขภาพของผิวให้ดีไปควบคู่กัน</p></blockquote>
<p>ผิวหนังของร่างกายมีความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ปกคลุมอวัยวะของร่างกาย ซึ่งผิวหนังของคนเราประกอบไปด้วย 2 ชั้นหลักๆคือ ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ โดยมีอีก 1 ชั้นที่เป็นกลไกเสริมความยืดหยุ่นและการปรับสภาพผิวให้สมดุล ได้แก่ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่ดังนี้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ชั้นหนังกำพร้า หรืออีพิเดอมีส (Epidermis)</h2>
<p>มีลักษณะบาง ประกอบไปด้วยเซลล์ที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆแบนราบ โดยที่เซลล์ชั้นในสุดจะอยู่ติดกับบริเวณชั้นหนังแท้ เซลล์ดังกล่าวจะมีการกำเนิดใหม่อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เซลล์มีการเลื่อนขึ้นชั้นบนสุดและหลุดลอกเป็นขี้ไคลไปในที่สุด (stratum corneum) โดยปกติเซลล์ชั้นผิวนี้จะยึดติดกันด้วย lipid barrier ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่ให้ผิวหนังลอกเป็นขุย หรือเสื่อมสภาพได้ง่าย ภายใต้หนังกำพร้ามีเซลล์ที่เราเรียกว่า เมลานีน (melanocyte) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เซลล์นี้จะแสดงออกถึงสีผิวของเรา ส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากสิ่งที่มากระทบเช่น มลภาวะ แสงแดด หรือแบคทีเรียที่มีทำร้ายผิว ผิวจะเกิดจุดด่างดำได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามผิวหนังชั้นนี้เป็นทางผ่านของเหงื่อ เส้นขน และไขมัน จึงเป็นด่านหน้าในการเผชิญกับสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และนำมาซึ่งรอยแผลเป็นที่ไม่พึงปรารถนาของเราได้ง่ายเช่นกัน</p>
<blockquote><p>แสงแดดที่มีรังยูวีเป็นอันตรายต่อผิวอย่างมาก ดังนั้นเราจึงควรหลีกกเลี่ยงการสัมผัสกับรังสียูวีโดยตรงเป็นเวลานานๆ</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">การแก้ไขจุดบกพร่องบริเวณผิวชั้นหนังกำพร้า</h3>
<p>สามารถใช้การมาร์คหน้า เพื่อให้ความชุ่มชื้นด้วยส่วนประกอบเช่น ว่างหางจระเข้ หรืออีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งมีสารต้านแบคทีเรียควบคู่ไปด้วย สามารถใช้ควบคู่กับวิตามินซี ในการเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า หากผิวหน้าได้รับผลกระทบจนมีจุดด่างดำที่ลบเลือนยาก ก็สามารถใช้ เลเซอร์ชนิดต่างๆ อาทิ IPL (Intense Pulse Light) ที่มีความยาวช่วงคลื่น 500-1200 nm) สามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมของสภาพผิว เลเซอร์ชนิดนี้สามารถแก้ปัญหาจุดด่างดำ เนื่องจากไปกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวของชั้นผิวหนังกำพร้าได้ไวขึ้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ผิวชั้นหนังแท้ หรือชั้นเดอมิส (Dermis)</h2>
<p>อยู่ถัดจากชั้นหนังกำพร้าลึกลงมา แต่มีความหนามากกว่าชั้นหนังกำพร้า ประกอบไปด้วยคอลลาเจน (collagen) และอีลาสติน (Elastin) ทำหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว และสร้างความยืดหยุดให้ผิว โดยมีสารที่ช่วยตรึงผิวที่เรียกว่า Hyaluronic acid ช่วยในการเก็บรักษาความชุ่มชื้นและ สร้างสมดุลในปริมาตรของผิว อย่างไรก็ตาม คอลลาเจน และอีลาสตินนี้จะลดลงตามอายุของเราที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าและร่างกายของเราปรากฏริ้วรอยเป็นเส้นๆ และการหย่อนคล้ายของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ชั้นดังกล่าวยังประกอบไปด้วยหลอดเลือดฝอย เส้นประสาท ต่อเหงื่อ ต่อมน้ำเหลือง รูรากขน ปัญหารอยแผลเป็นนูน และการอักเสบของผิว แม้กระทั่งหลุมสิว จึงเกิดจากการบาดเจ็บบริเวณชั้นผิวนี้เป็นหลัก การบาดเจ็บโดยมากจะเริ่มจากการอักเสบของรูขุมขน นำมาซึ่งปัญหาสิว และเซลล์ผิวโดยรอบโดนทำลาย ผิวหนังชั้นนี้ต้องทำการซ่อมแซมตัวเอง ในกรณีที่ผิวไม่สามารถซ่อมแซมได้สมบูรณ์จะเกิดปัญหาหลุมสิวตามมา หรือการซ่อมแซมนั้นเกิดในระดับที่มากเกิดไปก็นำมาซึ่งปัญหาแผลเป็นนูนได้เช่นกัน</p>
<blockquote><p>ริ้วรอยต่างๆที่เกิดขึ้นบนชั้นหนังแท้สามารถที่จะทำให้ลดเลือนลงไปได้โดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวชั้นหนังแท้</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">ปัญหาของผิวชั้นหนังแท้สามารถแก้ได้ด้วยหลายวิธี</h3>
<p>ผิวขฃชั้นหนังแท้ค่อนข้างใช้เวลาในการรักษานาน โดยต้องทำอย่างต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว อาทิ การใช้เลเซอร์ หรือการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอย เพื่อให้เกิดจำนวนเส้นใยคอลลาเจนล้อมรอบที่มากขึ้น การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ การฉีดฟิลเลอร์ซึ่งมีส่วนประกอบของ hyaluronic acid ช่วยเติมเต็มชั้นผิว เสริมสร้างอีลาสติน ก็ล้วนมีช่วยช่วยในการยกกระชับใบหน้า เติมเต็มร่องลึก และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนทั้งสิ้น</p>
<blockquote><p>ครีมและเซรั่มมีอนุภาคที่ใหญ่จึงทำให้สามารถซึมผ่านชั้นหนังกำพรัาได้ยาก ดังนั้นการรักษาด้วยคลื่นแสงจึงเป็นวิธีการรักษาที่สามารถลงลึกได้ถึงผิวชึ้นหนังแท้</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis)</h2>
<p>อยู่ชั้นลึกสุดใต้ผิวหนัง ประกอบไปด้วยโปรตีนคอลลาเจน ไขมัน และหลอดเลือดต่างๆ โดยหน้าที่หลักของชั้นผิวนี้จะมีเพื่อรับแรงกระแทกจากภายนอกที่มีต่ออวัยวะภายใน เสริมสร้างความกระชับของชั้นผิว หากชั้นผิวนี้มีปริมาณไขมันลดลงจะส่งผลให้เกิดผิวแตกลาย และหย่อนคล้ายได้ง่าย<br />
อย่างไรก็ตามวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาผิวพรรณของเราให้ดีอยู่เสมอคือ การรักษาความสะอาดของร่างกาย ทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ อาทิ อาหารที่มีวิตามินเอ เช่น ตับสัตว์ เนย นม ไข่แดง ผักผลไม้ที่มีสีส้มแดง มะเขือเทศ มะละกอ รวมทั้งพืชใบเขียว ดื่มน้ำมากๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่แห้ง หรือลอกเป็นขุย ทำให้เล็บและเส้นผมไม่หลุดร่วงง่าย หลีกเลี่ยงการเกิดฝ้ากระ จุดด่างดำ โดยลดการเผชิญแดดจัด และใช้เครื่องสำอางที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ทั้งนี้สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และเพื่อเสริมสร้างการทำงานของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวของเราให้ดียิ่งขึ้น</p>
<blockquote><p>นอกจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การทำ IPL ก็ยังสามารถที่จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพที่ดีขึ้นและรักษาปัญหาผิวต่างๆได้ด้วยเช่นกัน</p></blockquote>
<p>นอกจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การทำ IPL ก็สามารถที่จะช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน โดยเครื่อง IPL Home use ของ PiOne ที่มีแสง Xtensive Flash สามารถที่จะดูแลปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, หมองคล้ำ, ฝ้า, กระ หรือจะเป็นการกระตุ้นคอลลาเจน ก็สามารถที่จะทำได้ทั้งหมด โดยที่ไม่ทำร้ายผิว เพราะได้เลือกใช้คลื่นแสงในช่วงที่เหมาะสมต่อการรักษาปัญหาผิว จึงทำให้สามารถที่จะดูแลผิวไปพร้อมกับการรักษาปัญหาผิวไปได้พร้อมๆกัน ซึ่งก็จะช่วยทำให้การทำ IPL ไม่ต้องยิงซ้ำเฉพาะจุดเพื่อรักษาตามปัญหา และยังช่วยให้ไม่เกิดอาการผิวไหม้ได้ง่ายๆอีกด้วย รวมถึงการทำ IPL Home use ของทาง PiOne ที่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่บ้าน จึงมีระบบการใช้งานที่ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยค่าพลังงานที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ถึง 7 ระดับ และยังมีระบบ Triple Shots ที่สามารถช่วยลดการระคายเคืองของผิวได้ จึงทำให้ผู้ที่มีผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่ายก็สามารถที่จะใช้งานเครื่อง IPL ของทาง PiOne ได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/">ชั้นผิวในแต่ละชั้นของร่างกาย และวิธีการดูแลรักษาผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลผิวสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 03:46:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10942</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีมากมาย อาทิ แอลกอฮอล์ หรือน้ำหอม อาจมีทั้งที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเราหรือบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวของเราได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) ซึ่งพบเพียง 20% ของกลุ่มคนที่ได้รับความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีเป็นส่วนประกอบในการบำรุงผิว คนที่จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวจะผ่านการทำ patch test บริเวณผิวหนังของร่างกายมาแล้วทั้งสิ้น เพราะกลุ่มคนดังกล่าวจะมีอาการแพ้อย่างรุนแรงแม้ได้รับสารที่ตนเองแพ้ในปริมาณนิดเดียว โดยอาการแพ้นั้นจะเกิดขึ้นลงไปถึงผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) มีอาการบวมแดง อักเสบ แสบร้อน ต้องใช้ยาแก้อักเสบ หรือลดอาการบวมตามแพทย์สั่งเท่านั้น และไม่เฉพาะแต่บริเวณใบหน้าเท่านั้น หากสัมผัสสารที่แพ้บริเวณ แขน หรือขาก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นกลุ่มคนผู้มีผิวแพ้ง่ายควรปรึกษาแพทย์และรับคำแนะนำการหลีกเสี่ยงสารที่ตนเองแพ้อย่างใส่ใจโดยการอ่านส่วนผสม (Ingredient) ให้แน่ใจก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง เพราะอาจรุนแรงถึงขั้นเสียโฉมกันเลยทีเดียว สารเคมี และ น้ำหอมประเภทต่างๆ อาจะเป้นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่ายได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูส่วนประกอบก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผิวแพ้ง่ายและผิวระคายเคืองมีสาเหตุเกิดจากอะไร หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางท่านอาจคิดว่าเราไม่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) จึงสามารถเลือกใช้เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวอย่างไรก็ได้ เพราะนอกจากเราจะมีกลุ่มผู้มีแพ้ง่ายแล้ว เรายังมีกลุ่มผู้มีผิวระคายเคืองง่าย (Sensitive skin) ซึ่งพบมากถึง 80% ของกลุ่มคนที่มีความผิดปกติเลย คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะไวต่อสิ่งรบกวนเป็นพิเศษ ผู้ที่มีพื้นฐานผิวที่แข็งแรงสมบูรณ์ จะลดโอกาสเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวแห้ง [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/">วิธีการดูแลผิวสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีมากมาย อาทิ แอลกอฮอล์ หรือน้ำหอม อาจมีทั้งที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเราหรือบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวของเราได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) ซึ่งพบเพียง 20% ของกลุ่มคนที่ได้รับความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีเป็นส่วนประกอบในการบำรุงผิว คนที่จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวจะผ่านการทำ patch test บริเวณผิวหนังของร่างกายมาแล้วทั้งสิ้น เพราะกลุ่มคนดังกล่าวจะมีอาการแพ้อย่างรุนแรงแม้ได้รับสารที่ตนเองแพ้ในปริมาณนิดเดียว โดยอาการแพ้นั้นจะเกิดขึ้นลงไปถึงผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) มีอาการบวมแดง อักเสบ แสบร้อน ต้องใช้ยาแก้อักเสบ หรือลดอาการบวมตามแพทย์สั่งเท่านั้น และไม่เฉพาะแต่บริเวณใบหน้าเท่านั้น หากสัมผัสสารที่แพ้บริเวณ แขน หรือขาก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นกลุ่มคนผู้มีผิวแพ้ง่ายควรปรึกษาแพทย์และรับคำแนะนำการหลีกเสี่ยงสารที่ตนเองแพ้อย่างใส่ใจโดยการอ่านส่วนผสม (Ingredient) ให้แน่ใจก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง เพราะอาจรุนแรงถึงขั้นเสียโฉมกันเลยทีเดียว</p>
<blockquote><p>สารเคมี และ น้ำหอมประเภทต่างๆ อาจะเป้นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่ายได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูส่วนประกอบก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ผิวแพ้ง่ายและผิวระคายเคืองมีสาเหตุเกิดจากอะไร</h2>
<p>หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางท่านอาจคิดว่าเราไม่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) จึงสามารถเลือกใช้เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวอย่างไรก็ได้ เพราะนอกจากเราจะมีกลุ่มผู้มีแพ้ง่ายแล้ว เรายังมีกลุ่มผู้มีผิวระคายเคืองง่าย (Sensitive skin) ซึ่งพบมากถึง 80% ของกลุ่มคนที่มีความผิดปกติเลย คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะไวต่อสิ่งรบกวนเป็นพิเศษ ผู้ที่มีพื้นฐานผิวที่แข็งแรงสมบูรณ์ จะลดโอกาสเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวแห้ง หรือโครงสร้างผิวอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับสารเคมีที่มีสภาวะเป็น กรด หรือ ด่างมากจนเกินไป บางรายอาจมีอาการระคายเคืองต่อแอลกอฮอล์ ส่วนประกอบของวิตามินซี หรือน้ำหอมที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอาง<br />
อาการโดยทั่วไปเมื่อได้รับความระคายเคืองคือ แสบ คัน ลอก เป็นขุย และบวมผิดปกติ หากอาการจะเป็นๆหายๆขึ้นอยู่กับสภาพผิวในแต่ละช่วงของความแข็งแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้นโอกาสที่ผิวจะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เนื่องจากไขมันใต้ผิวผลิตได้น้อยลง สารเคมีจึงสามารถซึมผ่านลงไปยังชั้นผิวได้มากขึ้น โอกาสที่จะเกิดอาการระคายเคืองจึงมากขึ้นตาม ทั้งนี้เราจึงควรทราบเกี่ยวกับสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ แต่ยังคงเป็นที่นิยมในการผสมลงในครีมหรือเครื่องสำอาง เพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงอย่างเหมาะสม</p>
<h3 style="font-size: 110%;">วิธีการเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆให้เหมาะสมกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย</h3>
<p>&#8211; ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ และน้ำหอม โดยเราสามารถสังเกตที่ฉลากของผลิตภัณฑ์ ควรสังเกตคำว่า “ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ” (Clinically tested or Dermatology tested) หรือ “ผลิตภัณฑ์มีสารก่อภูมิแพ้ระดับต่ำ” (Hypoallergenic) ซึ่งจะเป็นตัวคัดกรองความปลอดภัยเบื้องต้นได้<br />
&#8211; ผลิตภัณฑ์ยารักษาสิวในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) หรือยาละลายสิวหัวอุดตัน เป็นสารสกัดจากจาอนุพันธ์วิตามิน A ทำให้ไขมันที่อุดตันบริเวณรูขุมขนหลุดออกมาง่ายขึ้น ในทางกลับกันก็มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิว เกิดอาการคัน ผิวหนังแห้ง เป็นขุย อาจมีอาการสิวเห่อร่วมด้วย ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มดังกล่าวควรใช้ในปริมาณเล็กน้อยในครั้งแรก และสามารถเพิ่มปริมาณในครั้งต่อๆไปเพื่อให้ปรับมีโอกาสปรับสภาพก่อน อย่างไรก็ตามในบางรายอาจได้รับยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทาน อาทิ Roaccutane, Isotretionoin ยิ่งต้องระมัดระวังอาการข้างเคียงเป็นพิเศษ เนื่องจากยาที่ทานจะมีสรรพคุณลดการทำงานของต่อมในร่างกายโดยตรง ทำให้เกิดอาการผิวแห้งทันทีหลังจากที่ทาน นอกจากอาการดังกล่าวแล้วยังส่งผลกระทบต่อตับ ทำให้เกิดอาการปวดข้อตามมาอีกด้วย การทานยาในกลุ่มนี้จึงควรอยู่ใต้คำแนะนำจากแพทย์</p>
<blockquote><p>ยารักษาสิวในกลุ่มเรตินอยด์มีฤทธิ์เป็นกรด และอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย ดังนั้นการใช้ตัวยาประเภทนี้จึงควรที่จะอยู่ในคำแนะนำของแพทย์</p></blockquote>
<p>&#8211; ผลิตภัณฑ์รักษาสิวในกลุ่ม กรด ไกลโคลิก และ ซาลิไซลิค จัดเป็นยารักษาสิวที่ออกฤทธิ์เบาบางกว่ากลุ่มเรตินอยด์ และก่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า ยาดังกล่าวเป็นสารสกัดประเภท AHA (Glycolic acid) และ BHA (Salicylic acid) ทำหน้าที่กำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดการสร้างไขมันจากต่อไขมันใต้ชั้นผิว จึงลดโอกาสเกิดการเป็นสิวลง อย่างไรก็ตามยังมีผลข้างเคียงจากการดัรับความระคายเคียงจากผิวหน้าแห้งตึงอยู่บ้าง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การฟื้นฟูสภาพผิวก็สามารถช่วยทำให้อาการผิวแพ้ง่ายลดลงได้</h2>
<p>เมื่อเราทราบปัจจัยที่ทำให้ผิวของเราเกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ได้ง่ายแล้วนั้น เราสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยดังกล่าวได้ง่ายขึ้น และควรฟื้นฟูสภาพผิวของตนเองให้แข็งแรง อาทิเช่น ทาครีมกันแดด เพื่อปกป้องผิวจากความร้อนและลดการระเหยของน้ำใต้ชั้นผิว โดยการเลือกครีมกันแดดที่ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตราย (สังเกตคำว่า Chemical free, Dermatological test หรือ Paraben free) ควบคู่กับการเลือกครีม หรือ moisturizer ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น เช่น ว่างหางจระเข้ หรือน้ำผึ้ง รวมทั้งลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมี งดการใช้โฟมล้างหน้าที่มีฤทธิ์เป็นด่างรุนแรง หรือมีเม็ดบีทช่วยในการสครับหน้า ให้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ลดการใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอล์ หรือ whitening<br />
ทั้งนี้ทางการแพทย์พบว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีเส้นใย โปรตีน และไขมันดีจากปลาทะเล หรืออะโวคาโด ร่วมกับการผ่อนคลายความเครียดระหว่างวัน จะส่งผลให้ผิวแข็งแรง มีสุขภาพดี อิ่มน้ำ และทนต่อสารเคมีได้ในระดับดีเลยทีเดียว</p>
<blockquote><p>การทำ IPL สามารถที่จะช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิวและรักษาปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุมโดยที่ไม่ทำร้ายผิว</p></blockquote>
<p>เทคโนโลยีสำหรับการดูแลผิวที่เหมาะสมกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายอย่าง การทำ IPL ที่มีแสง Xtensive Flash ที่สามารถช่วยทำให้การดูแลผิวเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น และยังอ่อนโยนต่อผิวบอบบางและผิวแพ้ง่ายเป็นอย่างมาก ด้วยคลื่นแสงที่สามารถช่วยในการรักษาปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุมทั้ง 8 ประการ ทำให้ปัญหาของการเกิด สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, จุดด่างดำ, ฝ้า, กระ, การกระตุ้นคอลาเจน และผิวแพ้ง่าย ให้ดีขึ้นในทุกๆครั้งที่ใช้ รวมถึงการทำ IPL Home use ของเครื่อง PiOne ยังสามารถที่จะรักษาปัญหาผิวต่างๆได้ไปพร้อมๆกับการดูแลผิวด้วยการยิงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จึงทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาผิวไหม้แต่อย่างใด ซึ่งตัวเครื่อง IPL ของ PiOne ก็ได้มีการออกแบบมาเพื่อให้รองรับการใช้งานที่บ้านและยังมีการใช้งานที่ง่าย สะดวกต่อการพกพา จึงทำให้การดูแลผิวเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้นที่สามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเองที่บ้าน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/">วิธีการดูแลผิวสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีรักษารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scar/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jun 2017 07:52:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10349</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิวเป็นปัญหาผิวที่เราพบเจอได้มากที่สุดของวัยรุ่นหรือแม้กระทั่งวัยทำงาน ซึ่งสาเหตุของการเกิดสิวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม ความเครียด อาหารที่รับประทาน การรักษาความความสะอาดเป็นต้น และการเกิดสิวนั้นก็สร้างความกังวลให้กับผู้ที่เป็นได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็น ตุ่มสิวหัวขาว สิวหัวดำ ตุ่มแดง ตุ่มหนอง และตุ่มแข็งเป็นไต แต่สิ่งที่น่ากลัวและสร้างความกังวลมากกว่าการเป็นสิวก็คือ การทิ้งร่องรอยแผลเป็นหลังจากการเป็นสิวนั่นเอง สิว (Acne Vulgaris) สามารถแบ่งออกกว้างๆได้เป็น 2 ประเภทคือ สิวประเภทไม่อักเสบ (Non- inflammatory ance) และ สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) โดยสิวประเภทไม่อักเสบเกิดจากของการอุดตันบริเวณรูเปิดของต่อมไขมัน เช่น สิวเสี้ยน สิวผดผื่น สิวอุดตันสีขาว (Whitehead) หรือ สีดำ (Blackhead) และเมื่อการอุดตันที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติให้ถูกวิธี สิวเหล่านี้จะเกิดภาวะการอักเสบและการติดเชื้อแบคทีเรียตามมา โดยแบคทีเรียนั้นมีชื่อว่า P. Acne (Propionibacterium acnes) เป็นแบคทีเรียที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่ไม่มีอากาศ และชอบอาหารประเภทไขมัน จะทำปฏิกิริยากับคอมิโดนหรือสารที่อุดตันรูขุมขน จนสิวนั้นเปลี่ยนมาเป็นตุ่มแดงนูน หรือที่เราเรียกกันว่าสิวอักเสบนั่นเอง และสิวอักเสบที่เป็นตุ่มแดงและตุ่มหนองนั้นถ้ามีการลุกลามมากขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากดูและรักษาที่ผิดวิธี ก็จะทำให้สิวอักเสบเหล่านั้นกลายเป็นไตแข็งบวมขนาดใหญ่ เวลากดจะรู้สึกเจ็บมาก หรือเรียกอีกอย่างว่า [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scar/">วิธีรักษารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สิวเป็นปัญหาผิวที่เราพบเจอได้มากที่สุดของวัยรุ่นหรือแม้กระทั่งวัยทำงาน ซึ่งสาเหตุของการเกิดสิวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม ความเครียด อาหารที่รับประทาน การรักษาความความสะอาดเป็นต้น และการเกิดสิวนั้นก็สร้างความกังวลให้กับผู้ที่เป็นได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็น ตุ่มสิวหัวขาว สิวหัวดำ ตุ่มแดง ตุ่มหนอง และตุ่มแข็งเป็นไต แต่สิ่งที่น่ากลัวและสร้างความกังวลมากกว่าการเป็นสิวก็คือ การทิ้งร่องรอยแผลเป็นหลังจากการเป็นสิวนั่นเอง<br />
สิว (Acne Vulgaris) สามารถแบ่งออกกว้างๆได้เป็น 2 ประเภทคือ <strong>สิวประเภทไม่อักเสบ (Non- inflammatory ance)</strong> และ <strong>สิวอักเสบ (Inflammatory Acne)</strong> โดยสิวประเภทไม่อักเสบเกิดจากของการอุดตันบริเวณรูเปิดของต่อมไขมัน เช่น สิวเสี้ยน สิวผดผื่น สิวอุดตันสีขาว (Whitehead) หรือ สีดำ (Blackhead) และเมื่อการอุดตันที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติให้ถูกวิธี สิวเหล่านี้จะเกิดภาวะการอักเสบและการติดเชื้อแบคทีเรียตามมา<br />
โดยแบคทีเรียนั้นมีชื่อว่า <strong>P. Acne (Propionibacterium acnes)</strong> เป็นแบคทีเรียที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่ไม่มีอากาศ และชอบอาหารประเภทไขมัน จะทำปฏิกิริยากับคอมิโดนหรือสารที่อุดตันรูขุมขน จนสิวนั้นเปลี่ยนมาเป็นตุ่มแดงนูน หรือที่เราเรียกกันว่าสิวอักเสบนั่นเอง และสิวอักเสบที่เป็นตุ่มแดงและตุ่มหนองนั้นถ้ามีการลุกลามมากขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากดูและรักษาที่ผิดวิธี ก็จะทำให้สิวอักเสบเหล่านั้นกลายเป็นไตแข็งบวมขนาดใหญ่ เวลากดจะรู้สึกเจ็บมาก หรือเรียกอีกอย่างว่า <strong>ซีสต์ (Cysts)</strong> หรือ <strong>สิวหัวช้าง (Nodular Acne)</strong> ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน</p>
<blockquote><p>สิวแต่ละประเภทมีวิธีการรักษาที่มีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราจึงควรที่จะทราบถึงประเภทของสิวก่อนที่จะเริ่มต้นในการรักษาสิว จึงจะทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">รอยดำและรอยแดงจากสิวเกิดได้จากสาเหตุอะไรบ้าง?</h2>
<p>จากข้างต้นที่กล่าวมา รอยแดงที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นสิว เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดบริเวณที่เกิดการอักเสบ ถ้าหากระหว่างที่เป็นสิวอักเสบอยู่นั้นไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวกลายเป็นรอยแดงอยู่เป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นรอยแดงที่ถาวรได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวตามมาอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นรอยดำหรือแม้แต่หลุมสิว ที่ต้องใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างข้างยาวนานกว่าที่จะกลับมาเป็นปกติ โดยรอยดำหรือรอยคล้ำจากสิวนั้น เริ่มต้นจากการที่เนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นสิวเกิดการทำลายเนื่องมาจากภาวะสิวอักเสบ หลังจากนั้นเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากบริเวณดังกล่าวจะมีการสร้างเซลล์เม็ดสี (Melanocyte) และเซลล์เม็ดสีนี้เองจะถูกกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นหรือถูกกระตุ้นให้ผลิตเม็ดสีมากขึ้น และเมื่อเม็ดสีถูกผลิตมากขึ้นรอยดำรอยหมองคล้ำก็จะเห็นชัดเจนเด่นชัดบนผิวหนังบริเวณนั้น และถ้าสิวที่เกิดมีการอักเสบค่อนข้างลึก หรือเกิดจากรอยแดงเป็นเวลานาน ก็จะทำให้รอยดำที่เกิดตามมาภายหลังคงอยู่นานขึ้น<br />
โดยความเข้มของรอยดำนั้นจะแปลผันตรงกับปริมาณ <a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/freckle/what-is-melanin/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>เมลานิน (Melanin)</u></a> ของสีผิวอีกด้วย ดังนั้นในคนผิวเข้มซึ่งมีปริมาณเมลานินมากกว่า ก็อาจมีรอยแผลที่ดำคล้ำกว่าได้ ซึ่งตามปกติแล้วรอยดำนี้จะสามารถจางหายไปเองตามธรรมชาติ แต่อาจใช้เวลาค่อนข้างนานตั้งแต่ 1 – 3 เดือน จนถึงเป็นปี นอกจากนี้ตำแหน่งที่สิวที่มีการอักเสบรุนแรงจนทำให้เซลล์เนื้อเยื่อของผิวบริเวณนั้นถูกทำลายลึกลงไป จนทำให้เนื้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) ในชั้นหนังแท้ถูกทำลายตามไปด้วย ก่อให้เกิดรอยบุ๋มหรือหลุมลึก ผิวบริเวณนั้นก็มักจะกลายเป็นแผลหลุมตามมา ซึ่งแผลเป็นชนิดนี้ยากที่หายได้เองด้วยกระบวนการตามธรรมชาติ</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการรักษารอยดำและรอยแดงจากสิว ทำได้อย่างไรบ้าง?</h2>
<p>สำหรับขั้นตอนการรักษารอยแดงและรอยดำจากสิวนั้น ส่วนมากใช้เวลาหลายเดือนจนถึงปี จึงควรต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและใจเย็น หลีกเลี่ยงการบีบ เค้น และแกะสิว เพราะจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้รอยแดงหรือรอยดำที่เป็นอยู่มีสีเข้มขึ้นหรือเป็นอยู่ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น รอยแดงในขณะที่เป็นสิวอยู่ ควรรักษาโดยใช้ยาทาหรือเวชภัณฑ์ที่ออกฤทธิ์ลดการอักเสบของสิว แต่ถ้าการอักเสบนั้นลุกลามเพิ่มเติมจนบวมแดง มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก กดแล้วเจ็บ ควรรักษาด้วยการรับประทานยา ทายา ร่วมกับการฉีดยาสตีรอยด์เข้าเฉพาะจุด ซึ่งตัวยานั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นกรณีไป<br />
ในส่วนของรอยแดงรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นเมื่อสิวหายไปแล้ว มักไม่ค่อยได้ผลด้วยการรักษาด้วยการทายา ดังนั้นเลเซอร์ (Laser Treatment) จึงเข้ามามีบทบาทในการรักษา ในส่วนแผลเป็นที่เป็นรอยดำนั้นมักใช้ยาทาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี เช่น กรดผลไม้อย่าง <strong>AHA (Alpha Hydroxy Acid)</strong>, <strong>BHA (Beta Hydroxy Acid)</strong>, <strong>PHA (Polyhydroxy Acid)</strong> ที่ออกฤทธิ์ในการเร่งการผลัดตัวของเซลล์ผิว ยาที่มีส่วนประกอบของสารไฮโดรควิโนน อาบูติน หรือกรดโคจิก เหล่านี้อาจช่วยให้รอยดำจางลงเร็วขึ้น นอกจากนี้การแต้มกรด <strong>TCA (Trichloroacetic Acid)</strong>, การใช้กรดวิตามินหรือยาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ อย่าง Retin A เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน และการลอกผิวด้วยกรดผลไม้ จะมีส่วนช่วยทำให้ผลัดเซลล์ผิวหนังให้กระจ่างใสลดเลือนจุดด่างดำและช่วยทำให้หลุมสิวและรอยแผลเป็นจากสิวดูดีขึ้นได้</p>
<blockquote><p>การบีบหรือกดสิว เป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดรอยแดง รอยดำ และรอยแผลเป็นจากสิวบนใบหน้าของเราได้ง่าย</p></blockquote>
<p>นอกเหนือไปจากนั้น การทำทรีทเมนท์ เช่น การผลักยาเข้าสู่ผิวด้วยกระแสไฟฟ้า (Iontophoresis) หรือแม้แต่การกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี ก็สามารถช่วยให้รอยดำจางลงและหลุมสิวตื้นขึ้นได้ ซึ่งวิธีการรักษาต่างๆนั้นก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่องมือและความชำนาญของแพทย์ร่วมกัน รังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เมลานิน (Melanin) มีการสร้างเม็ดสีมากขึ้น มีผลทำให้รอยดำหายได้ช้า ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่ต่ำกว่า 15 ที่ป้องกันรังสีได้ทั้ง UVA และ UVB และในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการบำรุงและรักษาผิวที่เป็นสิวนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการแพ้และการระคายเคือง และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารที่อุดตันรูขุมขน เพื่อป้องกันรูขุมขนอุดตันซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำ IPL ทางเลือกสำหรับการรักษาสิวที่มีประสิทธิภาพ</h3>
<p>นอกจากนั้นการทำ IPL ก็สามารถที่จะช่วยในการรักษาสิวอักเสบได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงยังช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดีควบคู่อีกด้วย เพราะวิธีป้องกันสิวที่ดีที่สุดก็คือ การดูแลรักษาผิวของเราให้มีสุขภาพที่ดีอยู่อย่างเสมอ รวมถึงแสง IPL ที่มี Xtensive Flash ยังสามารถที่จะช่วยในการรักษาปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, จุดด่างดำ, ฝ้า, กระ และ ยังสามารถที่จะช่วยกระตุ้นในกรสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิวของเราได้อีกด้วย โดยเครื่อง IPL ของทาง PiOne ยังมีค่าพลังงานที่เพียงพอที่จะช่วยในการดูแลสุขภาพผิวที่เทียบเท่ากับคลินิก ทำให้สามารถใช้งานได้เองที่บ้าน และด้วยตัวเครื่อง IPL ที่กระทัดรัดทำให้สามารถที่จะพกพาไปไหนมาได้อย่างสะดวก ทระบบการใช้งานที่ง่ายและมีความปลอดภัย จึงทำให้การทำ IPL นั้นสามารถที่จะทำได้เองที่บ้านได้ง่ายๆ เพราะความสวยของคือการมีสุขภาพผิวที่ดี กระชับ เรียบเนียน และกระจ่างใส่นั่นเอง</p>
<blockquote><p>การทำ IPL สามารถที่ช่วยในการรักษาสิวอักเสบไปำร้อมกับการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี สวย เรียบเนียน ไปได้พร้อมๆกัน และไม่ทำให้ผิวของเราต้องบอบช้ำจากการถูกทำร้าย</p></blockquote>
<p>ดังนั้นหัวใจหลักของการแก้ปัญหารอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวก็คือ การลดหรือป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบของสิว โดยการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มเป็นสิว ซึ่งจะสามารถลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดร่องรอยซึ่งเป็นผลพวงจากสิวได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scar/">วิธีรักษารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลือกผลิตภัณฑ์สำหรับล้างหน้าให้เหมาะสมกับผิวหน้า ป้องกันการเกิดสิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-cleansing-for-your-face/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-cleansing-for-your-face/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 May 2017 10:21:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9896</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีปลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการล้างหน้าให้เลือกซื้อหากันอย่างมากมาย ซึ่งหลายๆผลิตภัณฑ์ก็จะมีส่วนผสมของ สารคงความชุ่มชื้นให้กับผิว วิตามินซี สารที่ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส คอลลาเจน เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าสารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผิวทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามโดยส่วนมากแล้วสารเหล่านี้จะถูกชะล้างออกไปจนเกือบหมดหลังจากที่เราล้างหน้า จึงทำให้มีการนำเอาส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่าง กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) หรือ เซราไมด์ (Ceramide) เพื่อที่จะช่วยทำให้ผิวสามารถเก็บกัดความชุ่มชื้นเอาไว้หลังจากล้างหน้าให้ได้มากที่สุด การมีผิวหน้าที่สุขภาพดีนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นกรดอ่อนๆ เพราะความเป็นกรดอ่อนๆบนผิวหน้าสามารถที่จะช่วยในการปกป้องผิวจากแบคทีเรียต่างๆที่อยู่ตามชั้นผิวได้ แต่อย่างไรก็ตามการที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเป็นกรดอ่อนๆเสมอไป เพราะน้ำที่เราใช้ล้างหน้ามีค่าเป็นกลาง แต่โทนเนอร์บำรุงผิวที่เรานิยมใช้กันหลังล้างหน้าเสร็จที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปมีค่าเป็นกรดอ่อนๆอยู่แล้ว จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เลือกใช้ไม่จำเป็นต้องมีค่าเป็นกรดอ่อนๆก็ได้ ค่า pH คือ ค่าความเป็นกรดด่าง โดยค่า 7 จะมีคุณสมบัติเป็นกลาง แต่หากตัวเลขสูงกว่านี้แสดงว่ามีความเป็นด่าง และตัวเลขที่ต่ำกว่านั้นจะมีค่าเป็นกรด ซึ่งผิวที่มีสุขภาพดีควรจะมีค่าเป็นกรดอ่อนๆอยู่ที่ประมาณ pH 4.5 &#8211; 5.5 เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันในปริมาณมากไม่ได้ดีเสมอไป นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์บางตัวที่โฆษณาว่าไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ในปริมาณมาก ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นหลังจากที่เราล้างหน้าเสร็จ โดยจะหลงเหลือเป็นเหมือนแผ่นฟิล์มบางๆเอาไว้ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าผิวไม่แห้ง แต่อย่างไรก็ตามนั้นน้ำมันที่เคลือบผิวอยู๋นั้นสามารถซึมซาบลงสู่ชั้นผิวได้ยาก และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนั้นการเคลือบผิวยังทำให้การบำรุงผิวในขั้นตอนต่อๆไปสามารถซึบซับลงสู่ชั้นผิวได้ยากยิ่งขึ้นอีกด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการล้างหน้าที่บ่อยจนเกิดไปอาจเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผิวแห้งได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการล้างหน้าเพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา เพื่อที่ช่วยลดปัญหาผิวแห้งและรูขุมขนอุดตันได้ดียิ่งขึ้น ลักษณะของผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดต่างๆที่เราควรรู้ สบู่ก้อนสำหรับอาบน้ำ เกิดจากการผสมของไขมันพืชหรือสัตว์กับด่างของโซเดียมหรือโปแตสเซียม โดยสบู่ประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดผิวได้เป็นอย่างดี ทำให้หลังล้างหน้าเสร็จแล้วจะทำให้ผิวหนังมีความเป็นด่างมาก [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-cleansing-for-your-face/">เลือกผลิตภัณฑ์สำหรับล้างหน้าให้เหมาะสมกับผิวหน้า ป้องกันการเกิดสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีปลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการล้างหน้าให้เลือกซื้อหากันอย่างมากมาย ซึ่งหลายๆผลิตภัณฑ์ก็จะมีส่วนผสมของ สารคงความชุ่มชื้นให้กับผิว วิตามินซี สารที่ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส คอลลาเจน เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าสารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผิวทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามโดยส่วนมากแล้วสารเหล่านี้จะถูกชะล้างออกไปจนเกือบหมดหลังจากที่เราล้างหน้า จึงทำให้มีการนำเอาส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่าง <a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/wrinkle/hyaluronic-acid/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)</u></a> หรือ เซราไมด์ (Ceramide) เพื่อที่จะช่วยทำให้ผิวสามารถเก็บกัดความชุ่มชื้นเอาไว้หลังจากล้างหน้าให้ได้มากที่สุด<br />
การมีผิวหน้าที่สุขภาพดีนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นกรดอ่อนๆ เพราะความเป็นกรดอ่อนๆบนผิวหน้าสามารถที่จะช่วยในการปกป้องผิวจากแบคทีเรียต่างๆที่อยู่ตามชั้นผิวได้ แต่อย่างไรก็ตามการที่ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเป็นกรดอ่อนๆเสมอไป เพราะน้ำที่เราใช้ล้างหน้ามีค่าเป็นกลาง แต่โทนเนอร์บำรุงผิวที่เรานิยมใช้กันหลังล้างหน้าเสร็จที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปมีค่าเป็นกรดอ่อนๆอยู่แล้ว จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เลือกใช้ไม่จำเป็นต้องมีค่าเป็นกรดอ่อนๆก็ได้</p>
<blockquote><p>ค่า pH คือ ค่าความเป็นกรดด่าง โดยค่า 7 จะมีคุณสมบัติเป็นกลาง แต่หากตัวเลขสูงกว่านี้แสดงว่ามีความเป็นด่าง และตัวเลขที่ต่ำกว่านั้นจะมีค่าเป็นกรด ซึ่งผิวที่มีสุขภาพดีควรจะมีค่าเป็นกรดอ่อนๆอยู่ที่ประมาณ pH 4.5 &#8211; 5.5 เท่านั้น</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันในปริมาณมากไม่ได้ดีเสมอไป</h2>
<p>นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์บางตัวที่โฆษณาว่าไม่ทำให้ผิวแห้งตึง และมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ในปริมาณมาก ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นหลังจากที่เราล้างหน้าเสร็จ โดยจะหลงเหลือเป็นเหมือนแผ่นฟิล์มบางๆเอาไว้ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าผิวไม่แห้ง แต่อย่างไรก็ตามนั้นน้ำมันที่เคลือบผิวอยู๋นั้นสามารถซึมซาบลงสู่ชั้นผิวได้ยาก และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนั้นการเคลือบผิวยังทำให้การบำรุงผิวในขั้นตอนต่อๆไปสามารถซึบซับลงสู่ชั้นผิวได้ยากยิ่งขึ้นอีกด้วยเช่นกัน<br />
แต่อย่างไรก็ตามการล้างหน้าที่บ่อยจนเกิดไปอาจเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผิวแห้งได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการล้างหน้าเพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา เพื่อที่ช่วยลดปัญหาผิวแห้งและรูขุมขนอุดตันได้ดียิ่งขึ้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ลักษณะของผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดต่างๆที่เราควรรู้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">สบู่ก้อนสำหรับอาบน้ำ</h3>
<p>เกิดจากการผสมของไขมันพืชหรือสัตว์กับด่างของโซเดียมหรือโปแตสเซียม โดยสบู่ประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดผิวได้เป็นอย่างดี ทำให้หลังล้างหน้าเสร็จแล้วจะทำให้ผิวหนังมีความเป็นด่างมาก ซึ่งจะทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวเจริญเติบโตได้ดี สบู่ประเภทนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางและเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">สบู่สังเคราะห์ หรือที่เรียกว่า Syndet หรือ Soapless Soap</h3>
<p>อาจจะอยู่ในรูปสบู่ก้อน ,สบู่เหลว ,โฟม หรือ เจล ก็ได้ ซึ่งอาจใส่สารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง จึงทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเวลานี้ โดยสารทำความสะอาดที่ใช้จะมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยทำให้คราบไขมันและสิ่งสกปรกต่างๆบนชั้นผิว เกิดการละลายมาอยู่ในสบู่สังเคราะห์ และล้างออกด้วยน้ำเปล่าได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">โลชั่นสำหรับล้างหน้า (Astringent, Clarifying lotion หรือ Toner)</h3>
<p>ใช้เช็ดหลังจากการล้างหน้า ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย เพื่อที่จะช่วยขจัดความมันบนใบหน้า และทำให้ผิวเรียบตึงหลังใช้งาน กระชับรูขุมขน เหมาะสำหรับใช้กับผู้ที่มีสิวได้ง่าย</p>
<blockquote><p>ในกรณีที่เป็นสิว เราควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้ผิวในบริเวณที่ใช้แห้งได้ง่าย ซึ่งก็จะเป็นการเร่งกระบวนการผลิตไขมันในบริเวณให้มากขึ้นได้อีกด้วย</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">ครีมเช็ดหน้า (Cleansing cream)</h3>
<p>ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในรูปแบบของครีม ที่มีส่วนผสมของ Mineral Oil และ Beeswax เป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑืเหล่านี้จะเหมาะกับผู้ที่มีผมธรรมดาไปจนถึงผิวแห้ง แพ้ง่าย โดยครีมเช็ดหน้าจะทำให้เราสามารถเช็ดเครื่องสำอางทำให้เช็ดออกได้ง่าย เพราะเครื่องสำอางส่วนมากจะสามารถละลายในน้ำมันได้ดี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-cleansing-for-your-face/">เลือกผลิตภัณฑ์สำหรับล้างหน้าให้เหมาะสมกับผิวหน้า ป้องกันการเกิดสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-cleansing-for-your-face/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับ การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้าก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดสิวได้</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-wash-your-face/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-wash-your-face/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2017 10:08:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9861</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันนี้ทาง PiOne มีเคล็ดลับดีๆมาแนะนำเพื่อนทุกคนกัน เพียงแค่ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นตอนเช้าก็สามารถที่ช่วยป้องกันการเกิดสิวและไขมันอุดตันบนผิวหน้าของเรากันได้แล้ว ซึ่งหลายๆคนอาจจะทราบกันอยู่แล้วการล้างหน้าคือการเอาสิ่งสกปรกออกไปจากผิวหน้าของเรา เพื่อที่ป้องกันการสะสมของเชื้อโรคและเป็นสาเหตุของการเกิดสิว แต่อย่างไรก็ตามนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ในการล้างหน้าอาจจะทำให้ผิวหน้าของเราแห้งได้ง่ายด้วยเช่นกัน การใช้โฟมล้างหน้าส่งผลให้ไขมันบริเวณผิวหน้าถูกชำระล้างออกไปหมด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าแห้งได้ง่ายๆ ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะใช้โฟมล้างหน้าเป็นประจำ เลือกใช้วิธีการล้างหน้าให้เหมาะกับลักษณะของผิวในแต่ละคน สำหรับคนที่มีผิวแห้ง ควรพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้โฟมล้างหน้าในตอนเช้า เพราะการใช้โฟมล้างหน้านั้นจะทำให้ไขมันต่างๆที่อยู่บนผิวหน้าของเรานั้นหลุดออกไปทั้งหมด ทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้างเสร็จ สำหรับคนที่มีผิวมัน อาจจะต้องพิจารณาความมันของใบหน้าก่อนที่จะเลือกใช้วิธีการล้างหน้า เพราะในความเป็นจริงแล้วการที่ล้างเอาไขมันออกไปจากใบหน้าทั้งหมด ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้รูขมขนกว้างขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป้็คนผิวมันเราก็ไม่ควรที่จะใช้โฟมล้างหน้าในการล้างหน้าทุกๆเช้า เกร็ดความรู้: สาเหตุที่เราควรล้างหน้าทุกเช้าเนื่องจาก ไขมันที่ร่างกายขับออกมาในช่วงเวลากลางคืนนั้นจะไปทำปฏิกริยากับออกซิเจน กลายเป็น Fatty Acid Peroxides ซึ่งเรียกได้ง่ายๆว่าเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ภายในร่างกายของเรานั่นเอง ดังนั้นเราจึงควรที่จะล้าง Fatty Acid Peroxides ให้ออกไปจากร่างกายของเราให้หมด ซึ่ง Fatty Acid Peroxides นั้นสามารถที่จะล้างออกได้ในน้ำอุณหภูมิไม่เกิน 32 องศา หรือไม่เกิดอุณหภูมิร่างกายของเรา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ทำไมเราถึงไม่จำเป็นต้องใช้โฟมล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้าของเรา วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง &#8211; ใช้น้ำที่ไม่อุ่นจนเกินไป เพราะหากว่าเราใช้น้ำที่อุ่นกว่าร่างกายของเรานั้นจะทำให้ความชุ่มชื้นบนร่างกายของเราจะถูกชำระออกไปด้วย &#8211; เอามือ 2 ข้างรองน้ำแล้วเอาไปแตะที่บริเวณใบหน้าเบาๆ จากนั้นให้ค่อยๆลูบให้น้ำโดนผิวหน้าไปมาเบาๆ พยายามอย่าให้ฝ่ามือถูกับผิวหน้าโดยตรง [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-wash-your-face/">เคล็ดลับ การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้าก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดสิวได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ทาง PiOne มีเคล็ดลับดีๆมาแนะนำเพื่อนทุกคนกัน เพียงแค่ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นตอนเช้าก็สามารถที่ช่วยป้องกันการเกิดสิวและไขมันอุดตันบนผิวหน้าของเรากันได้แล้ว ซึ่งหลายๆคนอาจจะทราบกันอยู่แล้วการล้างหน้าคือการเอาสิ่งสกปรกออกไปจากผิวหน้าของเรา เพื่อที่ป้องกันการสะสมของเชื้อโรคและเป็นสาเหตุของการเกิดสิว แต่อย่างไรก็ตามนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ในการล้างหน้าอาจจะทำให้ผิวหน้าของเราแห้งได้ง่ายด้วยเช่นกัน</p>
<blockquote><p>การใช้โฟมล้างหน้าส่งผลให้ไขมันบริเวณผิวหน้าถูกชำระล้างออกไปหมด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าแห้งได้ง่ายๆ ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะใช้โฟมล้างหน้าเป็นประจำ</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">เลือกใช้วิธีการล้างหน้าให้เหมาะกับลักษณะของผิวในแต่ละคน</h2>
<p><strong>สำหรับคนที่มีผิวแห้ง</strong> ควรพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้โฟมล้างหน้าในตอนเช้า เพราะการใช้โฟมล้างหน้านั้นจะทำให้ไขมันต่างๆที่อยู่บนผิวหน้าของเรานั้นหลุดออกไปทั้งหมด ทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้างเสร็จ<br />
<strong>สำหรับคนที่มีผิวมัน</strong> อาจจะต้องพิจารณาความมันของใบหน้าก่อนที่จะเลือกใช้วิธีการล้างหน้า เพราะในความเป็นจริงแล้วการที่ล้างเอาไขมันออกไปจากใบหน้าทั้งหมด ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้รูขมขนกว้างขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป้็คนผิวมันเราก็ไม่ควรที่จะใช้โฟมล้างหน้าในการล้างหน้าทุกๆเช้า<br />
<strong>เกร็ดความรู้:</strong> สาเหตุที่เราควรล้างหน้าทุกเช้าเนื่องจาก ไขมันที่ร่างกายขับออกมาในช่วงเวลากลางคืนนั้นจะไปทำปฏิกริยากับออกซิเจน กลายเป็น Fatty Acid Peroxides ซึ่งเรียกได้ง่ายๆว่าเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ภายในร่างกายของเรานั่นเอง ดังนั้นเราจึงควรที่จะล้าง Fatty Acid Peroxides ให้ออกไปจากร่างกายของเราให้หมด ซึ่ง Fatty Acid Peroxides นั้นสามารถที่จะล้างออกได้ในน้ำอุณหภูมิไม่เกิน 32 องศา หรือไม่เกิดอุณหภูมิร่างกายของเรา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ทำไมเราถึงไม่จำเป็นต้องใช้โฟมล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้าของเรา</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง</h2>
<p>&#8211; ใช้น้ำที่ไม่อุ่นจนเกินไป เพราะหากว่าเราใช้น้ำที่อุ่นกว่าร่างกายของเรานั้นจะทำให้ความชุ่มชื้นบนร่างกายของเราจะถูกชำระออกไปด้วย<br />
&#8211; เอามือ 2 ข้างรองน้ำแล้วเอาไปแตะที่บริเวณใบหน้าเบาๆ จากนั้นให้ค่อยๆลูบให้น้ำโดนผิวหน้าไปมาเบาๆ พยายามอย่าให้ฝ่ามือถูกับผิวหน้าโดยตรง<br />
&#8211; หากยังรู้สึกว่ามีคราบเหนียวเหนะหนะอยู่บนผิวหน้าให้เอานิ้วมือของเราถูบริเวณทีโซนเบาๆ เพื่อทำความสะอาดเพิ่มเติม<br />
&#8211; จากนั้นให้นำผ้าขนหนูนุ่มๆ ค่อยๆ วางลงเบาๆบริเวณผิวหน้าเพื่อให้น้ำซึมลงไปที่ผ้าขนหนูให้หมด อย่าปล่อยให้น้ำแห้งเอง เพราะจะทำให้ผิวแห้งได้ง่ายมากขึ้น</p>
<blockquote><p>ข้อควรระวัง: น้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ใช้ซักผ้าขนหนูหรือผ้าเช็ดตัวอาจมีสารลดความตึงผิวผสมอยู่ ซึ่งจะตกค้างอยู่ในใยผ้าและเป็นสาเหตุให้ผิวของเราเสียได้ง่ายเช่นกัน</p></blockquote>
<p>หลังจากล้างหน้าหากยังมีความรู้สึกว่าหน้ายังมันอยู่ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะการที่หลงเหลือไขมันที่ไม่ใช่ Fatty Acid Peroxides เอาไว้บนผิวหน้านั้นจะช่วยทำหน้าที่ปกป้องดูแลผิวหน้าของเราจากเชื่อโรคและแบคทีเรียต่างๆได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกราะป้องกันผิวเหล่านี้หมดไปจากผิวของเรา เราจึงไม่ควรที่จะล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าเป็นประจำ และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ไม่ต้องกังวลปัญหาผิวหน้าแห้งได้อีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-wash-your-face/">เคล็ดลับ การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้าก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดสิวได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-wash-your-face/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีกระชับรูขมขน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-tighten-pores/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-tighten-pores/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2017 07:43:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9838</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิว หนึ่งปัญหาใหญ่ของผิวหน้าสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งสาเหตุสำคัญในการเกิดสิวคือ ความมันบนใบหน้า นั่นเอง โดยสาเหตุหนึ่งของการเกิดความมันบนใบหน้าอันเป็นต้นตอให้เกิดสิว คือ &#8220;ปัญหารูขุมขนกว้าง&#8221; ดังนั้นวิธีที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดสิวที่ดีที่สุดก็คือ &#8220;การกระชับรูขุมขน&#8221; นั่นเอง แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของรูขุมขนกันก่อนเลยดีกว่า สาเหตุหลักๆของการเกิดสิวมาจากความมันบนผิวหน้า ดังนั้นวิธีที่ช่วยในการรักษาความมันบนผิวที่ดีที่สุดก็คือ การกระชับรูขุมขน นั่นเอง รูขุมขนแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามตามประเภทของต่อมขน ต่อมขนอ่อน (Vellous follicles) มีลักษณะเป็นขนอ่อนๆ พบมากที่สุดในร่างกาย ต่อมขนแข็ง (Terminal follicles) เป็นขนที่มีเส้นใหญ่ เช่น ผม หนวด เครา รักแร้ ต่อมขนไขมัน (Sebaceous follicles) เป็นรูขุมขนที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่เชื่อมต่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวชั้นนอกสุดเส้นขนที่แทงออกมาจะเป็นเส้นเล็กๆ พบมากที่ผิวหน้า โดยตามธรรมชาตินั้นผิวหน้าจะขับน้ำในออกมาจากต่อมไขมันที่อยู่ใต้ผิวเพื่อช่วยเหล่อเลี้ยงและเคลือบผิวให้มีความชุ่มชื้นทางรูขุมขน ถ้าหากรูขุมขนมีขนาดเล็กจนเกินไปนั่นก็จะทำให้เกิดการอุดตันและทำให้เกิดสิวและเกิดปัญหารูขุมขนอักเสบได้ คนที่มีผิวมัน รูขุมขนจะขยายออกเพื่อระบายน้ำมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคนผิวมันจึงมีรูขุมขนกว้าง สาเหตุของปัญหารูขุมขนกว้างนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ ระดับฮอร์โมนเพศ ซึ่งแปรผันตรงกับการผลิตน้ำมันใต้ผิวหนัง ในเพศชายนั้นมักพบปัญหารูขุมขนกว้างมากกว่าเพศหญิงเนื่องจาก เพศชายมีฮอร์โมน Testosterone ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่มทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างได้มากกว่า แต่สำหรับเพศหญิงที่มีความเครียด พักผ่อนน้อย [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-tighten-pores/">วิธีกระชับรูขมขน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สิว หนึ่งปัญหาใหญ่ของผิวหน้าสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งสาเหตุสำคัญในการเกิดสิวคือ ความมันบนใบหน้า นั่นเอง โดยสาเหตุหนึ่งของการเกิดความมันบนใบหน้าอันเป็นต้นตอให้เกิดสิว คือ &#8220;ปัญหารูขุมขนกว้าง&#8221; ดังนั้นวิธีที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดสิวที่ดีที่สุดก็คือ &#8220;การกระชับรูขุมขน&#8221; นั่นเอง แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของรูขุมขนกันก่อนเลยดีกว่า</p>
<blockquote><p>สาเหตุหลักๆของการเกิดสิวมาจากความมันบนผิวหน้า ดังนั้นวิธีที่ช่วยในการรักษาความมันบนผิวที่ดีที่สุดก็คือ การกระชับรูขุมขน นั่นเอง</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">รูขุมขนแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามตามประเภทของต่อมขน</h2>
<p>ต่อมขนอ่อน (Vellous follicles) มีลักษณะเป็นขนอ่อนๆ พบมากที่สุดในร่างกาย<br />
ต่อมขนแข็ง (Terminal follicles) เป็นขนที่มีเส้นใหญ่ เช่น ผม หนวด เครา รักแร้<br />
ต่อมขนไขมัน (Sebaceous follicles) เป็นรูขุมขนที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่เชื่อมต่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวชั้นนอกสุดเส้นขนที่แทงออกมาจะเป็นเส้นเล็กๆ พบมากที่ผิวหน้า<br />
โดยตามธรรมชาตินั้นผิวหน้าจะขับน้ำในออกมาจากต่อมไขมันที่อยู่ใต้ผิวเพื่อช่วยเหล่อเลี้ยงและเคลือบผิวให้มีความชุ่มชื้นทางรูขุมขน ถ้าหากรูขุมขนมีขนาดเล็กจนเกินไปนั่นก็จะทำให้เกิดการอุดตันและทำให้เกิดสิวและเกิดปัญหารูขุมขนอักเสบได้ คนที่มีผิวมัน รูขุมขนจะขยายออกเพื่อระบายน้ำมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคนผิวมันจึงมีรูขุมขนกว้าง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สาเหตุของปัญหารูขุมขนกว้างนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ระดับฮอร์โมนเพศ</h3>
<p>ซึ่งแปรผันตรงกับการผลิตน้ำมันใต้ผิวหนัง ในเพศชายนั้นมักพบปัญหารูขุมขนกว้างมากกว่าเพศหญิงเนื่องจาก เพศชายมีฮอร์โมน Testosterone ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่มทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างได้มากกว่า แต่สำหรับเพศหญิงที่มีความเครียด พักผ่อนน้อย หรือฮอร์โมนไม่สมดุล ก็สามารถมีปัญหารูขุมขนกว้างได้เช่นกัน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ผิวขาดน้ำ หรือ ผิวอักเสบ</h3>
<p>อันเนื่องมาจากการดูแลผิวไม่ถูกวิธี ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับประเภทของผิว การล้างหน้าที่ไม่ถูกวิธี ทำให้สิ่งสกปรกตกค้างอุดตันในรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันและสิวเสี้ยน รวมถึงการพักผ่อนน้อยหรือดื่มน้ำน้อย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อายุ</h3>
<p>เมื่ออายุเพิ่มขึ้น (25 ปีขึ้นไป) ร่างกายจะมีความเสื่อมของการสร้างคอลลาเจน ทำใหผิวขาดความกระชับและยืดหยุ่น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">แสงแดด</h3>
<p>การที่ผิวได้รับสาร UV มากเกิดไป ทำให้ผิวถูกทำลายถึงชั้นหนังแท้ โดยทำลายคอลลาเจน อีลาสติน <a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/wrinkle/hyaluronic-acid/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)</u></a> ทำให้รูขุมขนเกิดการหย่อนคล้อย ไม่กระชับ</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีกระชับรูขุมขน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้าง</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ปรับสมดุลฮอร์โมนด้วย</h3>
<p>การลดความเครียด การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ดื่มน้ำให้เพียงพอ</h3>
<p>เลือกดื่มน้ำสะอาด ที่ปราศจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือจะเลือกดื่มน้ำที่มีแร่ธาตุผสมอยู่ก็ได้เช่นกัน โดยควรที่จะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วต่อวัน และไม่ควรที่จะดื่มน้ำเย็นจัด</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การใช้ผลิตภัณฑ์กระชับรูขุมโดยตรง</h3>
<p>การเช็ดหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางค์ จึงล้างหน้าให้สะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อป้องกันสิ่งตกค้างบนใบหน้า (ทริค : แนะนำให้ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จะทำให้ช่วยกระชับรูขุมขนได้) จากนั้นใช้โทนเนอร์หลังการล้างหน้าเพื่อลดความมันบนใบหน้าและเป็นการการชับรูขุมขนที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย จากนั้นบำรุงผิวตามประเภทผิวของตนเอง ดังนี้<br />
&#8211; สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความเป็นด่างมากขึ้น หรือ สูตรควบคุมความมัน เพื่อลดความมันบนใบหน้าและควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวประเภทเนื้อเจลเพราะมีส่วนผสมของน้ำ ไม่มีไขมัน และมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มี Alpha Hydroxyl Acid ( AHA ) ที่ช่วยขจัดความมันได้ดี การใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Oil control เพื่อควบคุมการผลิตน้ำมันส่วนเกิน เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวไว้แต่ไม่ทำให้หน้ามัน ทำให้กระชับรูขุมขนได้<br />
&#8211; สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความเป็นอ่อนๆ และไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้หน้าแห้งเกินไปและเกิดการระคายเคืองได้ ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวหรือโฟมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ และวิตามิน E เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว และควรมาส์กหน้า สัปดาห์ละ 2 ครั้ง<br />
&#8211; สำหรับผู้ที่มีผิวผสม เป็นลักษณะของผิวที่มีการหลั่งน้ำมันไม่สมดุล สภาพผิวแต่ละส่วนจึงแตกต่างกัน โดยมันบริเวณทีโซน (T-Zone) ในขณะที่บริเวณรอบดวงตาและแก้มมัก (U-Zone) จะแห้งหรือลอกเป็นขุย การบำรุงรักษาจึงทำได้ยาก แต่ผิวผสมสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้ง่ายกว่าประเภทอื่นๆ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่กำจัดความมัน สำหรับ T-Zone เช่น เซรั่ม หรือ เอสเซ้นท์ที่ไม่มีส่วนผสมของไขมัน และ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นสำหรับ U-Zone เช่น ครีม มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของวิตามิน E</p>
<blockquote><p>การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยทำให้รูขุมขนกระชับได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยให้สามารถควบคุมความมันบนผิวหน้าที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">การสครับผิว หรือ การขัดผิว</h3>
<p>จะช่วยขจัดสิ่งที่อุดตันรูขุมขนและสิ่งสกปรกออก ทำให้รูขุมขนเล็กลงได้ โดยสามารถทำได้ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าทิ้งไป</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำเลเซอร์กระชับรูขุมขน</h3>
<p>เป็นการใช้คลื่นแสงที่มีความเข้มข้นสูงยิงไปที่ผิวเพื่อส่งผ่านเข้าไปยังผิวหน้าเพื่อสร้าง Collagen ให้ผิวกลับมาเต่งตึง รูขุมขนที่กว้างจะกระชับมากขึ้น ลดเลือนจุดด่างดำและความหมองคล้ำบนใบหน้า ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็ว เห็นผลไว และมีความนิยมมากในปัจจุบัน ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังในการเลือกทำเลเซอร์กระชับรูขุมขนให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนเพื่อความปลอดภัย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การทำ IPL</h3>
<p>เป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับการรกระชับรูขุมขนที่ไม่ทำร้ายผิว เพราะคลื่นแสงของ IPL ที่มี Xtensive Flash นั้นเป็นการคัดเลือกเฉพาะช่วงคลื่นแสงที่เหมาะสมกับทุกปัญหาผิวเข้ามาช่วยในการดูแลผิว ข้อแตกต่างระหว่างการทำ IPL กับ Laser ก็คือการทำเลเซอร์จะใช้คลื่นแสงที่มีความเข้มข้นสูงยิงไปที่ผิวเป็นจุดๆเพื่อจัดการกับปัญาหาต่างๆที่เกิดขึ้น แต่การทำ IPL จะเป็นการยิงคลื่นแสงให้ช่วงหนึ่งลงไปเพื่อทำการรักษา จึงทำให้สามารถฟื้นฟูบำรุงสภาพผิวไม่ว่าจะเป็น สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, รูขุมขน, ฝ้า, กระ, จุดด่างดำ, หมองคล้ำ และ ผิวแพ้ง่าย ต่อการยิงในแต่ละครั้ง จึงทำให้การรักษาด้วย IPL นั้นครอบคลุมมากกว่าการทำ Laser</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-tighten-pores/">วิธีกระชับรูขมขน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-tighten-pores/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเลือกใช้ครีมบำรุงผิวในช่วงที่เป็นสิวควรทำอย่างไร?</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/choose-skincare-for-acne/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/choose-skincare-for-acne/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 May 2017 13:35:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9630</guid>

					<description><![CDATA[<p>“สิว” หรือ (Acne Vulgaris) เกิดจากไขมันที่ถูกสร้างขึ้นจากต่อมไขมันที่มีปริมาณมากเกินจนไม่สามารถระบายออกได้ทันจึงเกิดการอุดตันในรูขุมขน โดยส่วนใหญ่สิวจะมักเกิดในบริเวณที่มีต่อมไขมันทำงานมากๆ ตามผิวหน้า (บริเวณทีโซน; หน้าผาก จมูก และคาง) หลัง และบริเวณหน้าอก ซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิว แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยคือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ แสงแดด อากาศ สภาพแวดล้อม อาหาร สารเคมีจากยา ครีม และเครื่องสำอาง และปัจจัยภายในของร่างกาย ได้แก่ ความเครียด กรรมพันธุ์ ระดับของฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) และระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) การแสดงอาการของสิวแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ สิวชนิดไม่อักเสบ (Non-inflammatory Acne) สิวลักษณะนี้จะเป็นเพียงตุ่มแข็งเล็กๆ เกิดจาการอุดตันของไขมันที่มีปริมาณมาก และโปรตีนเคราติน เนื่องจากมีเซลล์ที่ตายแล้วของผิวชั้นนอกสุด (Stratum Corneum) มีการสะสมอยูทำให้ผิวหนังชั้นดังกล่าวหนาตัว จึงทำให้ไขมัน และโปรตีนเคราตินที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น เกิดการอุดตันอยู่ในรูขุมขน สิวชนิดอักเสบ (Inflammatory Acne) สิวลักษณะนี้จะเป็นตุ่มที่มีลักษณะ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/choose-skincare-for-acne/">การเลือกใช้ครีมบำรุงผิวในช่วงที่เป็นสิวควรทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“สิว” หรือ (Acne Vulgaris) เกิดจากไขมันที่ถูกสร้างขึ้นจากต่อมไขมันที่มีปริมาณมากเกินจนไม่สามารถระบายออกได้ทันจึงเกิดการอุดตันในรูขุมขน โดยส่วนใหญ่สิวจะมักเกิดในบริเวณที่มีต่อมไขมันทำงานมากๆ ตามผิวหน้า (บริเวณทีโซน; หน้าผาก จมูก และคาง) หลัง และบริเวณหน้าอก ซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิว แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยคือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ แสงแดด อากาศ สภาพแวดล้อม อาหาร สารเคมีจากยา ครีม และเครื่องสำอาง และปัจจัยภายในของร่างกาย ได้แก่ ความเครียด กรรมพันธุ์ ระดับของฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) และระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การแสดงอาการของสิวแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">สิวชนิดไม่อักเสบ (Non-inflammatory Acne)</h3>
<p>สิวลักษณะนี้จะเป็นเพียงตุ่มแข็งเล็กๆ เกิดจาการอุดตันของไขมันที่มีปริมาณมาก และโปรตีนเคราติน เนื่องจากมีเซลล์ที่ตายแล้วของผิวชั้นนอกสุด (Stratum Corneum) มีการสะสมอยูทำให้ผิวหนังชั้นดังกล่าวหนาตัว จึงทำให้ไขมัน และโปรตีนเคราตินที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น เกิดการอุดตันอยู่ในรูขุมขน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">สิวชนิดอักเสบ (Inflammatory Acne)</h3>
<p>สิวลักษณะนี้จะเป็นตุ่มที่มีลักษณะ บวม แดง เป็นหนอง และอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย ซึ่งมีสาเหตุการเกิดมาจากเจ้าแบคทีเรียที่มีชื่อว่า พี.แอคเน่ (Propionibaterium; P.acne) ยังเป็นอีกสาเหตุสำคัญในการเกิดสิว เนื่องจากแบคทีเรียพี.แอคเน่ มักจะอาศัยอยู่ตามรูขุมขน โดยจะผลิตเอนไซม์ และย่อยไขมันที่อยู่ในรูขุมขนให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่ก่อให้เกิดการอักเสบของสิว<br />
ในช่วงเป็นสิวสามารถใช้ครีมบำรุงผิวได้หรือไม่ เป็นคำถามที่สาวๆ หลายคนอาจจะมีคำถามในใจ เนื่องจากสาวๆ ส่วนใหญ่มักมีความกังวลว่า หากใช้ครีมบำรุงผิวในช่วงที่กำลังเป็นสิวแล้วอาจยิ่งก่อให้เกิดอาการอักเสบของสิว หรืออาจก่อให้เกิดจำนวนสิวที่เพิ่มมากขึ้น อาการแพ้ และระคายเคือง หรือไม่ วันนี้จึงมีเคล็ดลับการเลือกครีมบำรุงผิวหน้าในช่วงสิวบุกมาฝากค่ะ ในช่วงที่มีสิวบนผิวหน้า เราควรระมัดระวังการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุง ควรงดการใช้ครีมหลายๆ ตัวพร้อมกัน เพื่อป้องกันการอักเสบของสิว และเลือกใช้ครีมบำรุงที่มีความอ่อนโยนต่อผิว ปราศจากน้ำหอม ไม่อุดตัน หรือเลือกใช้ครีมบำรุงผิวชนิดที่ระบุว่า ไม่ก่อให้เกิดสิว และการระคายเคือง โดยการเลือกครีมบำรุงให้เหมาะสมกับลักษณะของสิวส่งผลให้ช่วยลดภาวการณ์เกิดสิวอักเสบได้</p>
<blockquote><p>การเลือกครีมบำรุงผิวต่างๆในช่วงที่เป็นสิว อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงควรเลือกเรียนรู้การใช้ครีมให้ถูกต้องและเหมาะสมกับผิวหน้าของเรา</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">เคล็ดลับการเลือกใช้ครีมบำรุงให้เหมาะกับผิวหน้าเวลาที่เป็นสิว</h2>
<p>ในช่วงที่มีสิวบนผิวหน้า เราควรระมัดระวังการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุง ควรงดการใช้ครีมหลายๆ ตัวพร้อมกัน เพื่อป้องกันการอักเสบของสิว และเลือกใช้ครีมบำรุงที่มีความอ่อนโยนต่อผิว ปราศจากน้ำหอม ไม่อุดตัน หรือเลือกใช้ครีมบำรุงผิวชนิดที่ระบุว่า ไม่ก่อให้เกิดสิว และการระคายเคือง โดยการเลือกครีมบำรุงผิวให้เหมาะสมกับลักษณะของสิวส่งผลให้ช่วยลดภาวการณ์เกิดสิวอักเสบได้ ซึ่งมีครีมบำรุงประเภทต่างๆ ดังนี้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ครีมบํารุงผิวสําหรับคนที่เป็นสิวอุดตัน</h3>
<p>สิวอุดตันเกิดจากน้ำมันบนใบหน้าที่ถูกสร้างออกมามากเกินไป และรวมตัวกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว กลายเป็นน้ำมันที่มีความข้นหนืดมากยิ่งขึ้น จึงเกิดการตกค้าง/อุดตัน อยู่ในรูขุมขน สำหรับผู้ที่เป็นสิวอุดตันควรเลือกใช้ครีมบำรุงหน้าที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) หรือ Beta Hydroxy Acid (BHA) ซึ่งกลุ่มสารที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ให้หนา ทำให้ไม่มีไขมันอุดตันในรูขุมขน และป้องกันการเกิดสิว อีกทั้งควรใช้ครีมบำรุงที่ไม่มีส่วนผสมที่ส่งผลให้เกิดการอุดตันรูขุมขน (Non-comedogenic) ปราศจากส่วนประกอบของน้ำมัน (Oil Free) และปราศจากฮอร์โมนในเนื้อครีม</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ครีมบํารุงผิวสําหรับคนเป็นสิวผิวมัน</h3>
<p>เป็นผิวที่เกิดสิวง่าย และมีรูขุมขนกว้าง จึงควรใช้ครีมบำรุงที่เป็น เจล (Gel) เอสเซนต์ (Essence) และเซรั่ม (Serum) เนื่องจากมีคุณสมบัติซึมเข้าผิวได้รวดเร็ว ช่วยเติมน้ำใต้ผิวหนัง ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่เพิ่มความมันบนในหน้า ครีมบำรุงผิวที่เหมาะกับคนผิวมันควรมีส่วนผสมของ Alpha Hydroxy Acid (AHA) หรือ Beta Hydroxy Acid (BHA) ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้ช่วยในการผลัดเซลล์ที่ตายแล้วของผิวชั้นบน ช่วยให้ผิวกระจ่างใส รวมทั้งมีฤทธิ์ในการค่าเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของสิวจึงส่งผลให้รูขุมขนสะอาดจึงส่งผลให้รูขุมขนมีขนาดที่เล็กลง นอกจากนี้สาวผิวมันทั้งหลายควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมบำรุงที่เป็นเนื้อครีมข้น หรือมีส่วนผสมของน้ำมันเยอะ เนื่องจากอาจทำให้ผิวหน้ามันมันยิ่งขึ้น และเกิดการอุดตันจนกลายเป็นสิวอักเสบได้ และไม่ควรใช้กระดาษซับมันลดความมันบนใบหน้าระหว่างวัน หรือล้างหน้าบ่อยๆ เพราะนั่นเป็นกระตุ้นให้ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตไขมันมากเกินความจำเป็น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ครีมบํารุงผิวหน้าสําหรับผิวแพ้ง่าย</h3>
<p>ซึ่งเป็นผิวที่หาครีมบำรุงที่มีความเหมาะสมยาก ดังนั้น ควรใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่มีส่วนผสมของ น้ำหอม สี และแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองกับผิว และทำให้เกราะคุ้มกันผิวจากมลภาวะภายนอก (Skin Barrier) ของผิวอ่อนแอลง นอกจากนี้ควรใช้ครีมบำรุงที่มีเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าที่มีส่วนประกอบของสาร Ceramide, Grape seed oil Jojoba oi ฯลฯ เพื่อช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้ง หรือเลือกใช้ครีมบำรุงที่ผ่านการตรวจสอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง (Dermatological test) ว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และครีมที่มีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก (Water Base) เพื่อให้ผิวหน้าชุ่มชื้น ไม่แห้ง และลดอาการระคายเคือง</p>
<blockquote><p>อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะพิจารณาในการเลือกซื้อครีมบำรุงผิวนั้น เราควรที่จะตรวจสอบส่วนผสมต่างๆของแต่ละผลิตภัณฑ์ให้ดีเสียก่อน เพื่อป้องกันการแพ้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้</p></blockquote>
<p>นอกจาก การเลือกครีมบำรุงที่เหมาะสมกับสิวที่เกิดขึ้นบนผิวหน้า จะช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิวอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผิวแข็งแรงแล้ว สาวๆ ควรดูแลรักษาผิวหน้าให้มากเป็นพิเศษในช่วงที่หน้าเป็นสิว เพื่อป้องกันเกิดการอักเสบ และจำนวนสิวที่เพิ่มขึ้น โดยมีวิธีการดูแลผิวหน้า ดังนี้ ควรรักษาความสะอาดของใบหน้า ไม่ควรถูหน้าแรงๆ เพราะอาจก่อให้เกิดผิวหน้าระคายเคือง ลดความเครียด ใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมทั้งชนิดและปริมาณของผลิตภัณฑ์ ดื่มน้ำสะอาดที่อุณหภูมิห้องในปริมาณที่พอเหมาะ ทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารที่มีความมัน และพักผ่อนให้เพียงพอ ดังนั้น หากสาวๆ อยากมีผิวที่สวย</p>
<blockquote><p>นวัตกรรมแห่งความงาม IPL ที่สามารถดูแลผิวได้อย่างครอบคลุม บำรุงลึกได้ถึงผิวชั้นใน ใช้ได้แม้ผิวแพ้ง่าย ช่วยปรับผิวให้สวยขึ้น เรียบเนียนขึ้น ภายใน 2 สัปดาห์</p></blockquote>
<p>ในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยทำให้การดูแลผิวเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น อย่าง เครื่อง IPL ที่มีความถี่ของคลื่นแสงที่สามารถที่จะลงลึกไปบำรุงได้ถึงชั้นผิว จึงทำให้การดูแลผิวให้สุขภาพดีนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงการทำ IPL ยังสามารถที่จะทำได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ผิวของผู้ใช้ทุกคนนั้นมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ไม่ทำร้ายผิว รวมถึงยังสามารถที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวไปได้พร้อมๆกัน และที่สำคัญด้วยพลังงาน 47J ของเครื่อง IPL PiOne ที่มี Xtensive Flash เอกสิทธิ์ที่เฉพาะตัวและเป็นผู้จัดจำหน่ายรายเดียวในประทเศไทยที่มีผลวิจัยทางการแพทย์รองรับ ทำให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถที่จะไว้วางใจในการใช้งานผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ รวมถึงด้วยค่าพลังงาน 47J ที่สูงกว่าเครื่อง IPL ทั่วไป ทำให้สามารถที่จะจัดการปัญหาผิวต่างๆได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, กระตุ้นคอลลาเจน, ฝ้า-กระ และ จุดด่างดำ ไปได้ในการยิงแค่ครั้งเดียว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/choose-skincare-for-acne/">การเลือกใช้ครีมบำรุงผิวในช่วงที่เป็นสิวควรทำอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/choose-skincare-for-acne/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีการรักษาสิวอักเสบให้หายเร็ว และป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นจากสิวที่รักษาได้ยาก</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-protect-pimple-acne/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-protect-pimple-acne/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 May 2017 10:43:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9338</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่มาและสาเหตุของการเกิดสิว การเกิดสิวมีที่มาและสาเหตุของการเกิดหลายประการ แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจริงๆ แล้วสิวมีสาเหตุการเกิดจากอะไร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่สูงกว่าช่วงวัยอื่น ซึ่งนอกเหนือจากนี้ การเกิดสิวอาจมีสาเหตุมาจากต่อมไขมันผลิตไขมันมากเกินไป มีการเจริญเติบโตของเชื้อโรคใต้ผิวหนัง ผิวเกิดการอักเสบเนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมี การใช้ยาบางชนิด ภาวะอารมณ์เครียดวิตกกังวล การพักผ่อนไม่เพียงพอและการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รวมไปถึงกรรมพันธุ์ ชนิดของสิว ชนิดของสิวโดยส่วนใหญ่แล้ว แบ่งตามลักษณะและรูปแบบของสิวนั้นๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สิวอุดตันและสิวอักเสบ สิวอุดตัน แบ่งแยกย่อยออกเป็นสิวอุดตันหัวเปิดหรือสิวหัวดำ (blackheads)และสิวอุดตันหัวปิดหรือสิวหัวขาว (whiteheads) ซึ่งลักษณะของสิวอุดตันนั้น หากเป็นสิวหัวดำ จะมองเห็นเป็นจุดสีดำชัดเจน สามารถรักษาได้ทันทีด้วยวิธีการกดออก ส่วนสิวหัวขาว จะดันผิวให้นูนขึ้น แต่บีบออกยาก ซึ่งสิวหัวขาวนั้น มีโอกาสลุกลามและกลายเป็นสิวอักเสบได้ สิวอักเสบ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ สิวอักเสบบวมแดง สิวอักเสบมีหนองและสิวอักเสบหัวช้าง ซึ่งมีความรุนแรงมากที่สุด ส่วนสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบนั้น เกิดจากการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า P. acnes ซึ่งมีสภาพเป็นกรด ทำให้เกิดการระคายเคืองและกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้มารวมตัวกันจนเกิดการอักเสบนั่นเอง สาเหตุของการเกิดสิว อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า สาเหตุของการเกิดสิวนั้นอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกาย [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-protect-pimple-acne/">วิธีการรักษาสิวอักเสบให้หายเร็ว และป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นจากสิวที่รักษาได้ยาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="font-size: 140%;">ที่มาและสาเหตุของการเกิดสิว</h2>
<p>การเกิดสิวมีที่มาและสาเหตุของการเกิดหลายประการ แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจริงๆ แล้วสิวมีสาเหตุการเกิดจากอะไร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่สูงกว่าช่วงวัยอื่น ซึ่งนอกเหนือจากนี้ การเกิดสิวอาจมีสาเหตุมาจากต่อมไขมันผลิตไขมันมากเกินไป มีการเจริญเติบโตของเชื้อโรคใต้ผิวหนัง ผิวเกิดการอักเสบเนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมี การใช้ยาบางชนิด ภาวะอารมณ์เครียดวิตกกังวล การพักผ่อนไม่เพียงพอและการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รวมไปถึงกรรมพันธุ์</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ชนิดของสิว</h3>
<p>ชนิดของสิวโดยส่วนใหญ่แล้ว แบ่งตามลักษณะและรูปแบบของสิวนั้นๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สิวอุดตันและสิวอักเสบ<br />
<strong>สิวอุดตัน</strong> แบ่งแยกย่อยออกเป็นสิวอุดตันหัวเปิดหรือสิวหัวดำ (blackheads)และสิวอุดตันหัวปิดหรือสิวหัวขาว (whiteheads) ซึ่งลักษณะของสิวอุดตันนั้น หากเป็นสิวหัวดำ จะมองเห็นเป็นจุดสีดำชัดเจน สามารถรักษาได้ทันทีด้วยวิธีการกดออก ส่วนสิวหัวขาว จะดันผิวให้นูนขึ้น แต่บีบออกยาก ซึ่งสิวหัวขาวนั้น มีโอกาสลุกลามและกลายเป็นสิวอักเสบได้<br />
<strong>สิวอักเสบ</strong> แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ สิวอักเสบบวมแดง สิวอักเสบมีหนองและสิวอักเสบหัวช้าง ซึ่งมีความรุนแรงมากที่สุด ส่วนสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบนั้น เกิดจากการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า P. acnes ซึ่งมีสภาพเป็นกรด ทำให้เกิดการระคายเคืองและกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้มารวมตัวกันจนเกิดการอักเสบนั่นเอง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สาเหตุของการเกิดสิว</h2>
<p>อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า สาเหตุของการเกิดสิวนั้นอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกาย อย่างเช่น ระดับฮอร์โมน โรคเรื้อรัง กรรมพันธุ์ ปัญหาสุขภาพ ระบบการทำงานของร่างกาย การรับประทานอาหารและยา ส่วนปัจจัยภายนอก อย่างเช่น ผลจากการใช้ยาบางชนิด การใช้เครื่องสำอาง สภาพแวดล้อม แสงแดด ฝุ่นและมลภาวะ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุสำคัญในเกิดสิวได้ทุกบริเวณในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตันที่หน้าผาก สิวอักเสบที่แก้ม สิวอักเสบที่คาง สิวอักเสบที่หลัง สิวอักเสบที่จมูกหรือสิวอักเสบที่คอ</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน รอบเดือน อาหาร สุขภาพ ระบบขับถ่าย และอื่นๆ</h3>
<p>สาเหตุของการเกิดสิวที่มาจากปัจจัยภายในร่างกายนั้น มีหลายสาเหตุที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความผิดปกติ ซึ่งสามารถอธิบายสาเหตุใหญ่ ๆ ของการเกิดได้ดังนี้<br />
&#8211; <strong>ระดับฮอร์โมนในร่างกาย</strong> ถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว เนื่องจากภาวะฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนมีความสมดุลไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกับผู้หญิงช่วงก่อนมีประจำเดือนและหญิงตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสูงมากที่สุด ทำให้เกิดความเครียดง่ายและอารมณ์หงุดหงิด จึงเป็นสาเหตุให้เกิดสิวได้ง่ายเช่นกัน โดยจำนวนของสิวที่เกิดอาจมากน้อยตามระดับของฮอร์โมนที่เกิดการเปลี่ยนแปลง<br />
&#8211; <strong>กรรมพันธุ์</strong> เป็นอีกสาเหตุที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในร่างกาย แต่แม้จะกล่าวอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นสิว ลูกๆ จะเป็นสิวตามทั้งหมด เพราะนอกจากกรรมพันธุ์จะเป็นตัวกำหนดแล้ว ปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม ยังมีผลกระตุ้นให้เกิดสิวหรือไม่ก็ได้เช่นกัน<br />
ต่อมไขมัน ที่ผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับลักษณะของรูปร่างว่าอ้วนหรือผอม แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนของรูขุมขนว่ามีมากหรือน้อย หากมีต่อมไขมันมาก โอกาสที่ต่อมไขมันจะผลิตน้ำมันออกมามากก็มีสูงตามไปด้วย<br />
&#8211; <strong>ความเครียด</strong> เพราะความเครียดสามารถกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้นได้ จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนและเครียดง่าย เป็นสิวง่ายนั่นเอง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ปัจจัยอื่นๆ ภายนอก เช่น การใช้ยาบางชนิด เครื่องสำอาง การทำความสะอาดผิวที่ไม่ดีพอ การทำความสะอาดผิวมากเกินพอดี</h3>
<p>ปัจจัยอื่นๆ ภายนอกที่ถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดสิวมีหลายประการเช่นกัน สามารถอธิบายสาเหตุของการเกิดโดยระบุสาเหตุของที่มาที่ชัดเจนได้ดังนี้<br />
&#8211; เกิดจากผลของการใช้ยาทาบางชนิด ที่มีส่วนผสมของสารเคมีหรือตัวยาที่แรงจนเกินไป ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง เกิดการอุดตันตกค้าง หรือไปกระตุ้นให้เกิดสิวบวมแดง<br />
&#8211; เกิดจากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ “สเตียรอยด์” ซึ่งส่งผลเสียต่อผิวเช่นเดียวกับยาทา หากล้างหน้าไม่สะอาด แล้วเกิดการตกค้าง สิวก็สามารถขึ้นบนใบหน้าหรือบริเวณที่ใช้เครื่องสำอางได้เช่นกัน<br />
&#8211; ใช้วิธีการทำความสะอาดผิวหน้าที่ไม่ถูกต้อง อย่างเช่น การล้างหน้าแล้วขัดถูแรงๆ การเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสมกับผิวหน้าหรือการใช้มือแกะเกาผิว ก็ล้วนแล้วแต่กระตุ้นให้เกิดสิวได้ทั้งสิ้น<br />
&#8211; เกิดจากสิ่งแวดล้อม แสงแดดและมลภาวะ ปัจจัยนี้ถือว่าเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยากมากสำหรับบางคน ยิ่งล้างหน้าไม่สะอาดหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมด้วยแล้ว ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นการเกิดสิวได้อย่างยอดเยี่ยม</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการรักษาสิวอักเสบ</h2>
<p>การรักษาสิวอักเสบให้ทุเลาหรือหายสนิทนั้น จำเป็นต้องใช้หลายวิธีควบคู่กันในการรักษาหากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ว่าสิวอักเสบที่เกิดขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งวิธีการปฏิบัติเพื่อลดและรักษาสิวอักเสบ ได้แก่<br />
&#8211; หลีกเลี่ยงการล้างเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะการล้างหน้าบ่อยๆ ยิ่งทำให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคืองและไปกระตุ้นให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้นได้<br />
&#8211; หลีกเลี่ยงสาเหตุที่อาจทำให้เกิดสิว ไม่ว่าจะเป็นยากิน ยาทา เครื่องสำอาง ครีมกันแดด และการนวดหรือขัดหน้าแรงๆ<br />
&#8211; หลีกเลี่ยงการนอนดึกและความเครียด<br />
&#8211; หลีกเลี่ยงการบีบ แกะหรือเกาบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ<br />
เหล่านี้คือวิธีการรักษาสิวอักเสบที่ควรปฏิบัติควบคู่กันไปกับการรักษาด้วยยารักษาสิวหรือครีมรักษาสิวที่มีส่วนผสม<br />
จากธรรมชาติ จะช่วยให้สิวอักเสบยุบลง หายเร็วขึ้น พร้อมทั้งลดโอกาสที่จะเกิดสิวขึ้นใหม่ได้อีกด้วย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ยารักษาที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ผลดี ผลเสียของยาแต่ละชนิด</h3>
<p>สำหรับการรักษาสิวด้วยยานั้น ในปัจจุบันมียารักษาสิวหลายชนิดที่ได้รับความนิยม ทั้งแบบยาทาภายนอกและแบบรับประทาน เนื่องจากสิวบางชนิดมีความรุนแรง การรักษาสิวด้วยยาจึงช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ โดยในส่วนของยารักษาที่ได้รับความนิยมนั้น ได้แก่<br />
<strong>Benzoyl Peroxide</strong><br />
เป็นยาทาภายนอกชนิดครีมหรือเจล ที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 2.5% ไปจนถึง 10% มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและลดอาการอักเสบของสิว ซึ่งผลข้างเคียงหลังการใช้ อาจพบว่า ผิวมีความแห้งตึง บางคนอาจรู้สึกคัน แสบร้อนและมีรอยผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ทายา<br />
<strong>ยาทาภายนอกในกลุ่มวิตามินเอ</strong><br />
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Tretinoin (เทรติโนอิน) Isotretinoin (ไอโซเทรติโนอิน) และ Adapalene (อะดาพาลีน) มีฤทธิ์ในการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว สลายหัวสิวที่อุดตันและป้องกันการอุดตันของสิว ส่วนผลข้างเคียงหลังจากการใช้ยานั้น ในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย อาจพบว่าผิวหนังแดง แห้งและลอกเป็นขุย<br />
<strong>Azelaic Acid</strong><br />
เป็นยารักษาสิวที่มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย ได้ ยับยั้งการทำลายเนื้อเยื่อจากการอักเสบและขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งตัวยาชนิดนี้ ถือว่าเป็นยารักษาสิวทางเลือกสำหรับผู้ที่ใช้ยา Benzoyl Peroxide หรือ ยาทาภายนอกในกลุ่มวิตามินเอแล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง<br />
<strong>ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย</strong><br />
มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ P. acnes ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว โดยยาในกลุ่มนี้ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Clindamycin (คลินดามัยซิน) และ Erythromycin (อีรีโทรมัยซิน) โดยในส่วนของผลข้างเคียงที่ผู้ใช้อาจได้รับ ได้แก่ อาการแสบร้อน ผิวหนังลอกหรือระคายเคืองผิวเล็กน้อย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">สารจากธรรมชาติ เช่น Tea Tree oil และผลดีผลเสียของสารแต่ละชนิด</h3>
<p>ในส่วนของการรักษาสิวโดยในสารสกัดจากธรรมชาตินั้น เป็นวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมสูงมากเช่นกัน เนื่องจากมีความปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อผิว ซึ่งสารสกัดที่ได้รับความนิยม ได้แก่<br />
&#8211; <strong>Vitamin B3</strong> ช่วยลดความมันบนใบหน้าและลดอาการระคายเคืองของผิว<br />
&#8211; <strong>Methylsulfonylmethane</strong> ช่วยควบคุมความมันและลดการผลิตน้ำมันในต่อมไขมัน<br />
&#8211; <strong>Licochalcone A</strong> จากชะเอมเทศ ช่วยควบคุมความมัน ลดการอักเสบของผิว ลดรอยแดงและลดการเกิดสิว<br />
&#8211; <strong>Salicylic Acid (BHA)</strong> เร่งขจัดเซลล์ผิว สลายสิวอุดตัน<br />
&#8211; <strong>Lactic Acid (AHA)</strong> เร่งการผลัดเซลล์ผิว ลดการระคายเคือง<br />
&#8211; <strong>Natural PHA (Gluconolactone)</strong> จากข้าวโพด ลดการระคายเคืองและสาเหตุของการเกิดสิว<br />
&#8211; <strong>Tea Tree Oil</strong> ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ลดการเกิดสิว<br />
สำหรับการรักษาและป้องกันสิวโดยใช้ Intense Pulse light (IPL) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ PiOne นั้น ถือเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้แก้ไขปัญหาผิว โดยเฉพาะปัญหาสิว รอยแดงและจุดด่างดำ ซึ่งหลักจากใช้นวัตกรรม IPL ในการรักษาปัญหาสิวแล้วประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ พบว่า อาการอักเสบของสิวลดลงและรอยแดงที่เกิดขึ้นจากการอักเสบก็ค่อยๆ จางลงตามไปด้วย ที่สำคัญยังป้องกันการเกิดสิวอักเสบได้อย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากอัตราการเกิดสิวอักเสบลดลง โดยในส่วนของประสิทธิภาพในการรักษาถือว่าเห็นผลดีกว่าการใช้ยา เนื่องจากใช้แล้วไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ผิวได้รับการดูแลและ บำรุงรักษาอย่างเต็มที่ มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงมาก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-protect-pimple-acne/">วิธีการรักษาสิวอักเสบให้หายเร็ว และป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นจากสิวที่รักษาได้ยาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-protect-pimple-acne/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเลือกใช้โทนเนอร์บำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิวง่าย</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-tonner-to-protect-your-skin-from-acne/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-tonner-to-protect-your-skin-from-acne/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 May 2017 02:26:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9163</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับสาวๆยุคใหม่ การล้างหน้าด้วยโฟมหรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ซึ่งการล้างหน้าที่ไม่สะอาดหลังจากการแต่งหน้าหรือเจอมลภาวะในปัจจุบันนี้นั้นเป็นสาเหตุหลักๆทำให้สาวๆอย่างเราเกิดสิวได้ง่ายมาก สาวๆควรหันมาดูแลปรนนิบัติผิวหน้าให้มากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการดูแลผิวของเราให้สวย ใส ปราศจากสิวและสิวอุดตัน โดยการล้างหน้าให้สะอาดและดูแลผิวหน้าด้วยการใช้โทนเนอร์เป็นประจำ ก็จะช่วยให้ผิวหน้าของสาวๆสะอาดยิ่งขึ้น ผู้หญิงยุคใหม่นิยมใช้โทนเนอร์กันมากขึ้น ซึ่งในท้องตลาดก็มีโทนเนอร์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกใช้กันตามความชอบของแต่ละคน จึงมีวิธีง่ายๆในการเลือกใช้โทนเนอร์มากฝากกันค่ะ การล้างเครื่องสำอางที่ไม่สะอาดมีโอกาสที่จะทำให้ผิวหน้าของเรานั้นเกิดสิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่จะเลือกใช้โทนเนอร์ที่เหมาะสมกับผิวของเรา วิธีการเลือกโทนเนอร์ การเลือกโทนเนอร์ควรเลือกชนิดที่มีส่วนผสมบำรุงผิวเป็นส่วนประกอบ เช่น อนุพันธ์วิตามินซี (Ascorbyl Tetrailsopalmitate) เพื่อเป็นการบำรุงผิวไปในขั้นตอนเดียวกัน สำหรับสาวๆที่ไม่ชอบบำรุงผิวหลายขั้นตอน การใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมบำรุงผิวเป็นส่วนประกอบ ก็ถือเป็นอีก 1 ทางเลือกที่ดีค่ะ แต่การทาโทนเนอร์มากๆนั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวได้ สาวๆที่มีผิวแห้งอยู่แล้วก็อาจจะมีผิวที่แห้งขึ้นไปอีก แนะนำให้ผู้ที่มีผิวแห้งบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นเพื่อผิวที่ชุ่มชื้น สวยเปล่งปลั่งค่ะ ส่วนสาวๆที่มีผิวมัน ผิวผสม(ที่จะมีการมันบนใบหน้าในช่วง T-Zone) หรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายนั้น การใช้โทนเนอร์ก็จะช่วยลดความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวหน้าไม่มันซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว และช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลงอีกด้วยค่ะ มาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอย่าง โทนเนอร์ กัน โทนเนอร์ (Toner) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดสิ่งตกค้างที่หลงเหลืออยู่ผิวหน้าจากการล้างหน้าที่เราอาจจะคิดว่าล้างหน้าสะอาดแล้วก็ตาม และช่วยปรับสภาพผิวเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมก่อนทำการบำรุงขั้นต่อไป โดยการบำรุงผิวหลังจากใช้โทนเนอร์จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น แต่การใช้โทนเนอร์ที่ดีนั้นไม่ควรใช้สำลีเช็ดเพราะไม่ว่าจะสำลีที่มีคุณภาพดีแค่ไหน ก็สามารถทำให้ผิวหน้าของเราเกิดการระคายเคืองได้ค่ะ สาวๆอาจจะยังสงสัยว่าอ้าว แล้วโทนเนอร์ใช้ตอนไหนล่ะ? ไขข้อข้องใจให้ว่า ใช้ในขั้นตอนแรกหลังจากล้างหน้าให้สะอาด โดยการใช้โทนเนอร์ที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ให้รีบใช้หลังจากหลังหน้าเสร็จทันทีและซับหน้าให้แห้งพอประมาณด้วยผ้าเช็ดหน้าที่สะอาด โดยสามารถเทลงบนมือเปล่าที่มั่นใจว่าสะอาดของเราแล้วค่อยๆทาให้ทั่วผิวหน้าอย่างเบามือ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-tonner-to-protect-your-skin-from-acne/">การเลือกใช้โทนเนอร์บำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิวง่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับสาวๆยุคใหม่ การล้างหน้าด้วยโฟมหรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ซึ่งการล้างหน้าที่ไม่สะอาดหลังจากการแต่งหน้าหรือเจอมลภาวะในปัจจุบันนี้นั้นเป็นสาเหตุหลักๆทำให้สาวๆอย่างเราเกิดสิวได้ง่ายมาก<span id="more-9163"></span> สาวๆควรหันมาดูแลปรนนิบัติผิวหน้าให้มากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการดูแลผิวของเราให้สวย ใส ปราศจากสิวและสิวอุดตัน โดยการล้างหน้าให้สะอาดและดูแลผิวหน้าด้วยการใช้โทนเนอร์เป็นประจำ ก็จะช่วยให้ผิวหน้าของสาวๆสะอาดยิ่งขึ้น ผู้หญิงยุคใหม่นิยมใช้โทนเนอร์กันมากขึ้น ซึ่งในท้องตลาดก็มีโทนเนอร์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกใช้กันตามความชอบของแต่ละคน จึงมีวิธีง่ายๆในการเลือกใช้โทนเนอร์มากฝากกันค่ะ</p>
<blockquote><p>การล้างเครื่องสำอางที่ไม่สะอาดมีโอกาสที่จะทำให้ผิวหน้าของเรานั้นเกิดสิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่จะเลือกใช้โทนเนอร์ที่เหมาะสมกับผิวของเรา</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการเลือกโทนเนอร์</h2>
<p>การเลือกโทนเนอร์ควรเลือกชนิดที่มีส่วนผสมบำรุงผิวเป็นส่วนประกอบ เช่น อนุพันธ์วิตามินซี (Ascorbyl Tetrailsopalmitate) เพื่อเป็นการบำรุงผิวไปในขั้นตอนเดียวกัน สำหรับสาวๆที่ไม่ชอบบำรุงผิวหลายขั้นตอน การใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมบำรุงผิวเป็นส่วนประกอบ ก็ถือเป็นอีก 1 ทางเลือกที่ดีค่ะ แต่การทาโทนเนอร์มากๆนั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวได้ สาวๆที่มีผิวแห้งอยู่แล้วก็อาจจะมีผิวที่แห้งขึ้นไปอีก แนะนำให้ผู้ที่มีผิวแห้งบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นเพื่อผิวที่ชุ่มชื้น สวยเปล่งปลั่งค่ะ ส่วนสาวๆที่มีผิวมัน ผิวผสม(ที่จะมีการมันบนใบหน้าในช่วง T-Zone) หรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายนั้น การใช้โทนเนอร์ก็จะช่วยลดความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวหน้าไม่มันซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว และช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลงอีกด้วยค่ะ</p>
<h2 style="font-size: 140%;">มาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอย่าง โทนเนอร์ กัน</h2>
<p>โทนเนอร์ (Toner) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดสิ่งตกค้างที่หลงเหลืออยู่ผิวหน้าจากการล้างหน้าที่เราอาจจะคิดว่าล้างหน้าสะอาดแล้วก็ตาม และช่วยปรับสภาพผิวเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมก่อนทำการบำรุงขั้นต่อไป โดยการบำรุงผิวหลังจากใช้โทนเนอร์จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น แต่การใช้โทนเนอร์ที่ดีนั้นไม่ควรใช้สำลีเช็ดเพราะไม่ว่าจะสำลีที่มีคุณภาพดีแค่ไหน ก็สามารถทำให้ผิวหน้าของเราเกิดการระคายเคืองได้ค่ะ สาวๆอาจจะยังสงสัยว่าอ้าว แล้วโทนเนอร์ใช้ตอนไหนล่ะ? ไขข้อข้องใจให้ว่า ใช้ในขั้นตอนแรกหลังจากล้างหน้าให้สะอาด โดยการใช้โทนเนอร์ที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ให้รีบใช้หลังจากหลังหน้าเสร็จทันทีและซับหน้าให้แห้งพอประมาณด้วยผ้าเช็ดหน้าที่สะอาด โดยสามารถเทลงบนมือเปล่าที่มั่นใจว่าสะอาดของเราแล้วค่อยๆทาให้ทั่วผิวหน้าอย่างเบามือ ก็เพียงพอแล้วค่ะ</p>
<blockquote><p>มีหลายคนที่คิดว่าการทาโทนเนอร์มากๆนั้นจะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นขึ้นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากผลิตภัณฑ์โทนเนอร์ที่เลือกใช้ไม่มีส่วนประกอบของส่วนผสมบำรุงผิว ไม่ว่าจะทาโทนเนอร์มากเท่าใดก็ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะใช้ในจำนวนมากๆ และยังเป็นการสิ้นเปลืองอีกด้วย</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">โทนเนอร์ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลผิวโดยตรง แต่สามารถช่วยบำรุงผิวได้</h3>
<p>แม้โทนเนอร์อาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในที่สุดในการบำรุงผิวเสมอไป แต่โทนเนอร์บางชนิดที่มีส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพในการช่วยบำรุงผิวเป็นส่วนประกอบ ซึ่งโทนเนอร์บางชนิดมีประสิทธิภาพมากกว่าเซรั่ม หรือ ครีมบำรุง เนื่องจาก สารบางชนิด เช่น อนุพันธ์วิตามินซี (Ascorbyl tetraisopalmitate) , ไนอะซิน (Niacin) และวิตามินบี 3 เป็นต้น ที่เป็นส่วนผสมที่นิยมในครีมบำรุงหลายๆชนิด ที่มีคุณสมบัติในการละลายน้ำ เนื่องจากเมื่อผสมโทนเนอร์ซึ่งมีส่วนประกอบไม่ซับซ้อนและมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักทำให้สารดังกล่าวมีความเสถียรมากกว่านำไปผสมในผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ทำให้สารสลายตัวได้ยากและมีคุณสมบัติในการซึมซาบสู่ผิวได้ดีเนื่องจากมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก เพื่อผิวที่สะอาดหมดจดและมีความชุ่มชื้น และโทนเนอร์ยังให้ที่เบาสบายผิว แห้งไว โดยไม่ต้องมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ การเลือกโทนเนอร์ที่ดีนั้นควรเลือกที่ไม่มีแอลกอฮอล์และไม่มีน้ำหอมเพื่อป้องกันการระคายเคือง หากถามว่า โทนเนอร์ยี่ห้อไหนดี? อยากจะแนะนำให้สาวๆเลือกใช้โทนเนอร์ยี่ห้อใดก็ได้ที่มีส่วนผสมของอนุพันธ์วิตามินซี ที่มีความเสถียรสูงทำให้เกิดการออกซิเดชัน (oxidation) ยาก แต่ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่าย ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (collagen) ช่วยปรับสีผิวให้กระจ่างใส กระชับรูขุมขน ทำให้สาวๆมีหน้าที่เรียบเนียนดูอ่อนเยาว์มากขึ้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-tonner-to-protect-your-skin-from-acne/">การเลือกใช้โทนเนอร์บำรุงผิวสำหรับผู้ที่เป็นสิวง่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-choose-tonner-to-protect-your-skin-from-acne/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จะเกิดอะไรขึ้นถ้าติดสเตียรอยด์ (Steriod)</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/steroid-side-effect/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/steroid-side-effect/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Apr 2017 02:24:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=7935</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบันเพื่อนๆหลายคนต้องประสบปัญหาจากสิ่งสกปรกที่เกิดจากมลภาวะที่เป็นพิษรอบๆตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ จึงทำให้ผิวหนังเกิดสิว, อาการอักเสบ และผดผื่นในบริเวณหน้าได้ง่าย ซึ่งหลายๆคนนั้นนิยมที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการเลือกซื้อยาแก้แพ้ชนิดครีม โลชั่น หรือขี้ผึ้ง ที่มีส่วนผสมของ &#8220;สารสเตียรอยด์&#8221; มาเป็นตัวช่วยในการจัดการปัญหาดังกล่าว และมื่ออาการแพ้ที่ผิวหน้าหายไปก็ยังคงใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดสภาวะเสี่ยงต่อการ &#8220;เสพติดสารสเตียรอยด์ (steroid addict)&#8221; หรือที่เรียกกันว่า &#8220;หน้าติดสเตียรอยด์&#8221; ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าของผู้ใช้นั้นบางลง และในครั้งต่อๆไปนั้นจำเป็นต้องใช้ในปริมาณที่มากยิ่งขึ้น โดยหลายๆคนอาจจะคิดว่าการใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์นั้นไม่มีอันตรายเท่ากับการรับประทานยารักษาสิว แต่ในความเป็นจริงแล้ว สเตียรอยด์ จะเข้าไปทำลายการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว จึงทำให้หน้าของผู้ใช้ดูหมองคล้ำ ขาดความชุ่มชื้น และเกิดรอยแตกบนผิว เส้นเลือดใต้ผิวหนังผิดปกติ หน้าจะแดงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงยังสามารถทำให้สีผิวดูจางลงได้อีกด้วย ความน่ากลัวของการใช้ครีมที่ผสมสเตียรอยด์ อันตรายกับผิวอย่างไร ผู้ที่ใช้ครีมชนิดนี้เป็นเวลานานจนหน้าติดสเตียรอยด์ จะเกิดผลเสียตามมา คือ สารชนิดนี้จะทำให้ผิวหน้าของผู้ใช้บางลง เมื่อโดดแสงแดดก็จะส่งผลให้มีอาการแสบร้อนบนใบหน้า และยังทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะบางและแตกได้ง่าย รวมถึงยังมีอาการสิวและผื่นอักเสบขึ้นมาบริเวณรอบๆปากได้อีกด้วย ซึ่งผู้ที่ติดสเตียรอยด์นั้นจะไม่สามารถที่จะหยุดใช้ยาได้ เพราะหากหยุดใช้ยาเหล่านี้ก็จะเกิดอาการแดงที่บริเวณใบหน้าและการอักเสบของผิวก็จะมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รักษาให้หายได้ยากมาก นอกจากนั้นหากเราได้ใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็จะทำให้ส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในของเราโโยตรงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ต่อมหมวกไตผิดปกติที่มักจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ และยังอาจส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติได้อีกด้วย ทำไมยาทาหรือครีมต่างๆที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์จึงหาซื้อได้ง่าย เนื่องจากประเทศไทยสามารถซื้อยาได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วประชาชนจะไม่สามารถซื้อยาใช้เองได้ จำเป็นจะต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้นจึงจะซื้อยาจากร้านขายยาได้ ดังนั้นการใช้ครีมสเตียรอยด์ ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ ถ้าผู้ป่วยมีความต้องการที่จะซื้อยาในกลุ่มนี้ใช้เอง ควรเลือกชนิดที่อ่อน เช่น [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/steroid-side-effect/">จะเกิดอะไรขึ้นถ้าติดสเตียรอยด์ (Steriod)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันเพื่อนๆหลายคนต้องประสบปัญหาจากสิ่งสกปรกที่เกิดจากมลภาวะที่เป็นพิษรอบๆตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ จึงทำให้ผิวหนังเกิดสิว, อาการอักเสบ และผดผื่นในบริเวณหน้าได้ง่าย ซึ่งหลายๆคนนั้นนิยมที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการเลือกซื้อยาแก้แพ้ชนิดครีม โลชั่น หรือขี้ผึ้ง ที่มีส่วนผสมของ &#8220;<strong>สารสเตียรอยด์</strong>&#8221; มาเป็นตัวช่วยในการจัดการปัญหาดังกล่าว และมื่ออาการแพ้ที่ผิวหน้าหายไปก็ยังคงใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดสภาวะเสี่ยงต่อการ &#8220;<strong>เสพติดสารสเตียรอยด์ (steroid addict)</strong>&#8221; หรือที่เรียกกันว่า &#8220;<strong>หน้าติดสเตียรอยด์</strong>&#8221; ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าของผู้ใช้นั้นบางลง และในครั้งต่อๆไปนั้นจำเป็นต้องใช้ในปริมาณที่มากยิ่งขึ้น โดยหลายๆคนอาจจะคิดว่าการใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์นั้นไม่มีอันตรายเท่ากับ<a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/acne/isotretinoin-for-acne/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>การรับประทานยารักษาสิว</u></a> แต่ในความเป็นจริงแล้ว สเตียรอยด์ จะเข้าไปทำลายการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว จึงทำให้หน้าของผู้ใช้ดูหมองคล้ำ ขาดความชุ่มชื้น และเกิดรอยแตกบนผิว เส้นเลือดใต้ผิวหนังผิดปกติ หน้าจะแดงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงยังสามารถทำให้สีผิวดูจางลงได้อีกด้วย</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ความน่ากลัวของการใช้ครีมที่ผสมสเตียรอยด์ อันตรายกับผิวอย่างไร</h2>
<p>ผู้ที่ใช้ครีมชนิดนี้เป็นเวลานานจนหน้าติดสเตียรอยด์ จะเกิดผลเสียตามมา คือ สารชนิดนี้จะทำให้ผิวหน้าของผู้ใช้บางลง เมื่อโดดแสงแดดก็จะส่งผลให้มีอาการแสบร้อนบนใบหน้า และยังทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะบางและแตกได้ง่าย รวมถึงยังมีอาการสิวและผื่นอักเสบขึ้นมาบริเวณรอบๆปากได้อีกด้วย ซึ่งผู้ที่ติดสเตียรอยด์นั้นจะไม่สามารถที่จะหยุดใช้ยาได้ เพราะหากหยุดใช้ยาเหล่านี้ก็จะเกิดอาการแดงที่บริเวณใบหน้าและการอักเสบของผิวก็จะมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รักษาให้หายได้ยากมาก นอกจากนั้นหากเราได้ใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็จะทำให้ส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในของเราโโยตรงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ต่อมหมวกไตผิดปกติที่มักจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ และยังอาจส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติได้อีกด้วย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ทำไมยาทาหรือครีมต่างๆที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์จึงหาซื้อได้ง่าย</h3>
<p>เนื่องจากประเทศไทยสามารถซื้อยาได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วประชาชนจะไม่สามารถซื้อยาใช้เองได้ จำเป็นจะต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้นจึงจะซื้อยาจากร้านขายยาได้ ดังนั้นการใช้ครีมสเตียรอยด์ ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ ถ้าผู้ป่วยมีความต้องการที่จะซื้อยาในกลุ่มนี้ใช้เอง ควรเลือกชนิดที่อ่อน เช่น 1% ไฮโดรคอร์ติโซน ครีม (Hydrocortisone cream) หรือ 0.02% ไทรแอมซิโนโลน ครีม (Triamcinolone acetonide cream, TA) ทาวันละ 2 ครั้ง และใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือไม่หาย ควรพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อทำการตรวจสอบและวินิจฉัยหาวิธีการรักษาให้ตรงกับสภาพผิวของเรา</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ผลข้างเคียงหากหน้าติดสเตียรอยด์</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ผลข้างเคียงแบบเฉียบพลัน</h3>
<p>&#8211; การเกิดสิว ครีมกลุ่มนี้ทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและหน้าอก โดยสิวที่เกิดจากสเตียรอยด์ จะแตกต่างจากสิวทั่วไป จะเห็นเป็นสิวในแบบเดียวกันทั้งหมด คือ เป็นตุ่มนูนแดง (ไม่มีหัวหนองหรือไขมันอุดตัน)<br />
&#8211; รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น พวกนี้ส่วนมากเกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น เป็นโรคกลากเกลื้อนแล้วใช้ครีมสเตียรอยด์ทาจะทำให้เป็นมากขึ้น<br />
&#8211; เกิดผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งอาจเกิดการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีมสเตียรอยด์ได้ ส่วนการแพ้ตัวสเตียรอยด์เองนั้นก็พบได้แต่พบได้น้อย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ผลข้างเคียงแบบประเภทเรื้อรัง</h3>
<p>สารสเตียรอยด์จะทำให้หน้าของผู้ใช้บางลง และไม่สามารถทนต่อการออกแดดได้ เส้นเลือดขยายตัวทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังนั้นแตกได้ง่ายยิ่งขึ้น เกิดการแตกลายงาของผิวหนัง เกิดภาวะติดยาเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจาการใช้ครีมสเตียรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถหยุดใช้ยาประเภทนี้ได้ และในครั้งต่อๆไปนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ครีมสเตียรอยด์แรงมากขึ้น นอกจากนี้อาจไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ<br />
นอกจากภาวะเสพติดครีมสเตียรอยด์แล้ว ปัจจุบันยังเกิดภาวะ<strong>กลัวสเตียรอยด์ (Steroid phobia)</strong> คือ กลัวการใช้สเตียรอยด์เกินเหตุ ซึ่งเรื่องนี้เกิดที่ต่างประเทศมานานแล้ว แต่สภาวะนี้เพิ่งเกิดขึ้นในเมืองไทยได้ไม่นาน โดยเป็นผลจากกระแสโซเซียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) จึงไม่กล้าจะใช้ยากลุ่มนี้ไม่ว่าจะการทาหรือการรับประทานยาในกลุ่มนี้ก็เหมือนกับยาในกลุ่มอื่น ซึ่งในปัจจุบันคนสวนใหญ่มักนิยมในการเลือกใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เห็นผลทางการรักษาได้อย่างชัดเจน และไม่เป็นอันตราย หรือมีผลข้างเคียงเล็กน้อยเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับตัวเอง อย่างเช่นการรักษาผิวหน้าด้วยเทคโนโลยีแสงเลเซอร์ และ IPL ซึ่งนวัตกรรม IPL ล่าสุด ที่ครอบคลุมปัญหาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพที่มีความอ่อนโยนมากกว่า เลเซอร์ สามารถทำ IPL ได้เป็นประจำ ไม่ต้องเว้นระยะเวลาในการพักฟื้นให้กับผิว รวมถึงยังสามารถช่วยในการดูแลสภาพผิวให้เรียบเนียน กระจ่างใส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิวของเราเพื่อให้ผิวกลับมาดูอ่อนเยาว์ ช่วยกระชับผิวได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถใช้งานที่บ้านได้เองอย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาในคลินิก ซึ่งนับว่าการทำ IPL เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่กลัวการเสพติดสารสเตียรอยด์ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/steroid-side-effect/">จะเกิดอะไรขึ้นถ้าติดสเตียรอยด์ (Steriod)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/steroid-side-effect/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
