<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีลดริ้วรอย &#8211; My CMS</title>
	<atom:link href="https://pione.co.th/ipl-solutions/wrinkle/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://pione.co.th</link>
	<description>multi-purpose skin care solution</description>
	<lastBuildDate>Mon, 07 May 2018 09:34:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.3</generator>

<image>
	<url>https://pione.co.th/wp-content/uploads/2017/02/cropped-LOGO_PIONE-32x32.png</url>
	<title>วิธีลดริ้วรอย &#8211; My CMS</title>
	<link>https://pione.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กรดไฮยาลูโรนิค มีความสำคัญกับผิวของเราอย่างไร?</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jun 2017 10:09:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=11923</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยความจริงที่ว่าสุขภาพ และความงามของร่างกายมักสวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ความว่องไวที่ลดลง การเจ็บป่วยง่าย หรือแม้กระทั่งสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลงตามลำดับ วันนี้เราจึงต้องมาทำความรู้จักกับสารตัวหนึ่งในร่างกายซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ได้แก่ “ไฮยาลูโรนิค แอซิด” (Hyaluronic acid : HA) หรือ สารไฮยารูรอน กรดนี้เป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำไขข้อ หล่อเลี้ยงข้อต่อ น้ำเลี้ยงลูกตา น้ำหล่อลื่นบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งลดการเสียดสีของอวัยวะและเซลล์อีกด้วย ในทางความงาม ไฮยาลูโรนิค แอซิด จะถูกกล่าวถึงด้วยคุณสมบัติเป็นตัวประสานความเชื่อมต่อระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ (dermis) โปรตีนคอลลาเจน และอีลาสติน เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เต่งตึง ปราศจากริ้วรอย และดูเรียบเนียน นอกจากนี้ ไฮยาลูโรนิค แอซิด ยังมีคุณสมบัติทางความงามโดยอ้อมคือ เป็นตัวช่วยในการนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง และยังสามารถช่วยในการขับของเสียออกจากเซลล์ได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว ความเป็นมาของกรดไฮยาลูโรนิค อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของสารตัวนี้จนเมื่ออายุได้ล่วงเลยเข้าถึงวัย 30 ขึ้นไป เมื่อเราพบริ้วรอยที่ปรากฏชัดขึ้น หรือสมรรถภาพของร่างกายไม่ดีเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะร่างกายของเราอยู่ในช่วงสังเคราะห์สารดังกล่าวลดลงนั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จึงได้คิดค้น “กรดไฮยารูโรนิคสังเคราะห์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทน ไฮยาลูโรนิค แอซิด [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/">กรดไฮยาลูโรนิค มีความสำคัญกับผิวของเราอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยความจริงที่ว่าสุขภาพ และความงามของร่างกายมักสวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ความว่องไวที่ลดลง การเจ็บป่วยง่าย หรือแม้กระทั่งสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลงตามลำดับ วันนี้เราจึงต้องมาทำความรู้จักกับสารตัวหนึ่งในร่างกายซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ได้แก่ “ไฮยาลูโรนิค แอซิด” (Hyaluronic acid : HA) หรือ สารไฮยารูรอน กรดนี้เป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำไขข้อ หล่อเลี้ยงข้อต่อ น้ำเลี้ยงลูกตา น้ำหล่อลื่นบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งลดการเสียดสีของอวัยวะและเซลล์อีกด้วย ในทางความงาม ไฮยาลูโรนิค แอซิด จะถูกกล่าวถึงด้วยคุณสมบัติเป็นตัวประสานความเชื่อมต่อระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ (dermis) โปรตีนคอลลาเจน และอีลาสติน เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เต่งตึง ปราศจากริ้วรอย และดูเรียบเนียน นอกจากนี้ ไฮยาลูโรนิค แอซิด ยังมีคุณสมบัติทางความงามโดยอ้อมคือ เป็นตัวช่วยในการนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง และยังสามารถช่วยในการขับของเสียออกจากเซลล์ได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ความเป็นมาของกรดไฮยาลูโรนิค</h2>
<p>อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของสารตัวนี้จนเมื่ออายุได้ล่วงเลยเข้าถึงวัย 30 ขึ้นไป เมื่อเราพบริ้วรอยที่ปรากฏชัดขึ้น หรือสมรรถภาพของร่างกายไม่ดีเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะร่างกายของเราอยู่ในช่วงสังเคราะห์สารดังกล่าวลดลงนั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จึงได้คิดค้น “กรดไฮยารูโรนิคสังเคราะห์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทน ไฮยาลูโรนิค แอซิด ที่ร่างกายสร้างขึ้น สารดังกล่าวมีลักษณะหนืดข้น ละลายน้ำได้ดี แต่ก็อุ้มน้ำได้ดีมากเช่นกัน กรดสังเคราะห์ดังกล่าวถูกนำมาเป็นยาประเภทฉีด เพื่อบำบัดรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม(Osteoarthritis of the knee) และภาวะอักเสบรอบข้อไหล่ (Scapulohumeral periarthritis) หรือลดอาการปวดกล้ามเนื้อ/ปวดข้อได้ผลชะงัด ต่อมาได้พัฒนามาเป็น ผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียม (Artificial tear) เพื่อช่วยหล่อลื่นลูกตา ลดอาการระคายเคืองในลูกตา บรรเทาอาการตาแห้ง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">กรดไฮยาลูโรนิคมีประโยชน์อย่างไร?</h2>
<p>จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ทางด้านความงาม ได้เล็งเห็นประสิทธิภาพของสารสังเคราะห์ตัวนี้ และได้นำมาเป็นส่วนผสมหลักของครีม/เซรั่ม แม้กระทั่งเครื่องสำอางอย่าง ลิปสติก เป็นต้น โดยใช้ชื่อสารว่า “Sodium Hyaluronate” ร่วมกับ “โคเอนไซม์คิวเท็น” (Coenzyme Q10) วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ จนเกิดสารบำรุงผิวที่มีคุณสมบัติและทรงคุณค่า อาทิ<br />
&#8211; การแก้ไขปัญหาผวขาดความสมดุล ผิวแห้ง เป็นขุย หรือหลุดลอกเป็นแผ่นๆ ด้วยคุณสมบัติกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้ดีเยี่ยม<br />
&#8211; การบำรุงผิวพรรณ โดยเฉพาะผิวหน้าจะสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในด้าน ความตึง กระชับ เรียบเนียน<br />
&#8211; ลดอาการอักเสบของสิวซ่อมแซมผิวที่ถูกทำลาย เร่งกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ที่มีผลต่อการหายของแผล<br />
&#8211; มีส่วนช่วยในการลดการสร้างอนุมูลอิสระ และกรองรังสี UV ที่จะทำร้ายผิว<br />
&#8211; ใช้ฉีดเพื่อแก้ไขจุด บกพร่องบนใบหน้า ซึ่ง สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ<br />
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรทราบข้อควรระวังของการใช้เครื่องสำอาง ครีมที่มี ไฮยาลูโรนิค แอซิด เป็นส่วนประกอบด้วย เนื่องจากการสังเคราะห์ ไฮยาลูรอนิค แอสิค ได้มาจากการสกัดแบคทีเรียที่ชื่อว่า Bacillus subtilis ในผู้ใช้บางรายจึงอาจเกิดอาการแพ้ยาจากโปรตีนของแบคทีเรียที่ใช้สังเคราะห์ตัวสารนี้ ห้ามใช้สารดังกล่าวกับสตรีตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร และ เด็ก (อายุต่ำกว่า 3 ปี) ทั้งนี้ในกรณีของการใช้ยาที่มีส่วนผสมของ ไฮยาลูรอนิค แอสิค เพื่อการรักษาโรค มีข้อพึงระวังคือ ห้ามฉีดสารเข้าหลอดเลือด หรือข้อเข่าขณะที่กำลังเกิดบาดแผล/หรือมีการบาดเจ็บ/หรือมีการติดเชื้อ รวมทั้งควรคำนึงว่า ปริมาณของยา/สารที่ต้องการใช้ ความถี่ในการใช้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคภายใต้ดุลพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/">กรดไฮยาลูโรนิค มีความสำคัญกับผิวของเราอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สฟิงโกลิพิด สารช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Jun 2017 11:11:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=11718</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบันเครื่องสำอางจำพวก ครีม หรือ เซรั่ม ที่มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิวกำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ในขณะนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากความร้อนจากแสงแดด และมลพิษจากฝุ่นควัน และลักษณะการดำเนินชีวิตที่ส่งผลให้ผิวหนังของเราสูญเสียความชุ่มชื้น และโดนทำลายอย่างต่อเนื่องจนผิวอยู่ในสภาพขาดการฟื้นฟูได้ทันท่วงที ซึ่งอาจแสดงปัญหาในรูปของริ้วรอย หรือความหย่อนคล้อยบริเวณผิวหนัง ความชุ่มชื้นจึงมีความสำคัญกับผิวหนังของเราอย่างมาก เป็นปัจจัยหลักขององค์ประกอบที่สมบูรณ์ของเซลล์ ส่งผลถึงความยืดหยุ่นของผิวหนัง ทั้งนี้ความชุ่มชื้นภายใต้ผิวหนังของเราสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกายซึ่งแทรกซึมเป็นส่วนประกอบของทุกชั้นผิวหนังของเรา นอกจากทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื้นแล้ว ยังทำหน้าที่ลดแรงกระแทกจากภายนอกที่จะทำอันตรายต่อเซลล์และอวัยวะภายในอีกด้วย ผิวขาดความชุ่มชื้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนชั้นผิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แหล่งไขมันที่จำเป็นในร่างกายของเรา มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ แต่ยังมีไขมันบางชนิดที่สามารถละลายน้ำได้เล็กน้อย เช่น ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) ที่อยู่บริเวณชั้นผิวหนังกำพร้าที่เรียกว่า สตราตัม คอร์เนียม (Stratum corneum) มาจากการบริโภคไขมันจาก พืชและสัตว์ อาทิ เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารประเภทถั่ว เมล็ดนุ่น และพืชน้ำมัน เช่น ปาล์ม มะพร้าว และมะกอก เป็นต้น สฟิงโกลิพิด เกิดจาการรวมตัวของสารต่างๆดังนี้ &#8211; สฟิงโกซีน (sphingosine) หรือไดไฮโดรสฟิงโกซีน (dihydrosphin-gosine) [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/">สฟิงโกลิพิด สารช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันเครื่องสำอางจำพวก ครีม หรือ เซรั่ม ที่มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิวกำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ในขณะนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากความร้อนจากแสงแดด และมลพิษจากฝุ่นควัน และลักษณะการดำเนินชีวิตที่ส่งผลให้ผิวหนังของเราสูญเสียความชุ่มชื้น และโดนทำลายอย่างต่อเนื่องจนผิวอยู่ในสภาพขาดการฟื้นฟูได้ทันท่วงที ซึ่งอาจแสดงปัญหาในรูปของริ้วรอย หรือความหย่อนคล้อยบริเวณผิวหนัง ความชุ่มชื้นจึงมีความสำคัญกับผิวหนังของเราอย่างมาก เป็นปัจจัยหลักขององค์ประกอบที่สมบูรณ์ของเซลล์ ส่งผลถึงความยืดหยุ่นของผิวหนัง ทั้งนี้ความชุ่มชื้นภายใต้ผิวหนังของเราสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกายซึ่งแทรกซึมเป็นส่วนประกอบของทุกชั้นผิวหนังของเรา นอกจากทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื้นแล้ว ยังทำหน้าที่ลดแรงกระแทกจากภายนอกที่จะทำอันตรายต่อเซลล์และอวัยวะภายในอีกด้วย</p>
<blockquote><p>ผิวขาดความชุ่มชื้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนชั้นผิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ</p></blockquote>
<p>แหล่งไขมันที่จำเป็นในร่างกายของเรา มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ แต่ยังมีไขมันบางชนิดที่สามารถละลายน้ำได้เล็กน้อย เช่น ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) ที่อยู่บริเวณชั้นผิวหนังกำพร้าที่เรียกว่า สตราตัม คอร์เนียม (Stratum corneum) มาจากการบริโภคไขมันจาก พืชและสัตว์ อาทิ เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารประเภทถั่ว เมล็ดนุ่น และพืชน้ำมัน เช่น ปาล์ม มะพร้าว และมะกอก เป็นต้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สฟิงโกลิพิด เกิดจาการรวมตัวของสารต่างๆดังนี้</h2>
<p>&#8211; สฟิงโกซีน (sphingosine) หรือไดไฮโดรสฟิงโกซีน (dihydrosphin-gosine)<br />
&#8211; กรดไขมัน (fatty acid) หนึ่งโมเลกุล<br />
&#8211; อนุพันธ์น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอย่างน้อยที่สุดหนึ่งหน่วย อาทิ กรดไซอะลิก (sialic acid)<br />
&#8211; เซราไมด์ (ceramide)</p>
<h2 style="font-size: 140%;">องค์ประกอบของสฟิงโกลิพิด</h2>
<p>สฟิงโกลิพิดที่สำคัญได้แก่ สฟิงโกไมอีลีน (Sphingomyelin) กาแลกโทซิลเซอราไมด์ (Galactosyl ceramide) และกลูโคซิลเซอราไมด์ (Glucosyl ceraminds) จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในเยื่อหุ้มเซลล์ของทั้งพืชและสัตว์ โดยเฉพาะที่สมองและเนื้อเยื่อประสาท มีส่วนช่วยในเรื่องความทรงจำ (สารสื่อสัญญาณสมอง) และทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวเซลล์ที่บริเวณต้อนรับ (receptor site) ต่อสารพิษ สภาพแวดล้อม หรือฮอร์โมน เป็นต้น อย่างไรก็ตามด้วยองค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้ ทำให้ในปัจจุบันได้มีการสังเคราะห์สารที่เรียกว่า กลูโคซิลเซอราไมด์ (Glucosyl ceraminds) เพื่อเลียนแบบสารสังเคราะห์จากกลไกธรรมชาติของร่างกาย กลไกของโครงสร้างนี้ มีกลูโคสจับกับไพรมารี-ไฮดรอกซิลของเซอราไมด์ ด้วยพันธะไกลโคซิดิก กลูโคซิลเซอราไมด์เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไกลโคลิพิดอื่นๆ จึงเป็นหนึ่งในไขมันที่ร่างกายไม่สามารถขาดได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สรรพคุณของสฟิงโกลิพิด</h2>
<p>สารสังเคราะห์ดังกล่าวจะถูกเติมลงไปในเครื่องสำอางประเภท &#8220;ครีม หรือ &#8220;เซรั่ม&#8221; โดยกลไกการทำงานคือ เมื่อครีมหรือเซรั่ม ดังกล่าวซึมเข้าผิวหนัง จะถูกย่อย น้ำตาล (glucose) และ เซราไมด์ (ceramind) ทำให้เกิดสรรพคุณที่บำรุงและปกป้องผิวต่างๆดังนี้<br />
&#8211; ช่วยรักษาระดับการซึมผ่านของน้ำภายในผิวหนังให้เกิดความสมดุล จึงรักษาความชุ่มชื้นใต้ผิวหนังได้เป็นอย่างดี<br />
&#8211; สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ส่งผลให้การเกิดริ้วรอยช้าลง<br />
&#8211; เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งสามารถรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย<br />
&#8211; สามารถยับยั้งการสังเคราะห์ <a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/freckle/what-is-melanin/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>เมลานิน (Melanin)</u></a> อันเป็นจุดกำเนิดของ ฝ้า กระ จุดด่างดำได้ดี ทั้งยังเป็นสารเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหนัง<br />
&#8211; ฟื้นฟูผิวจากปัญหาผิวแห้งเสียรุนแรง ลดอาการบวม อักเสบ และเป็นขุย ส่งผลโดยตรงต่อผิวหนังชั้นนอกให้มีความชุ่มชื้น เนียนนุ่ม<br />
ทางการแพทย์ได้นำคุณสมบัติของเซราไมด์ (ceramind) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ สฟิงโกลิพิด (Spingolipids) มารักษาอาการผู้ป่วยที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) หรือ โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) โดยตัวยาจะอยู่ในรูปของการรับประทาน หรือการทาลงบนผิวหนัง เพื่อช่วยแก้ปัญหาการลดลงของระดับเซราไมด์ในร่างกาย จากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และจากมลภาวะที่เร่งเร้าในสภาพแวดล้อมปัจจุบันอีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/">สฟิงโกลิพิด สารช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวสำหรับคนผิวแห้ง</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/save-dry-skin-moisture/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/save-dry-skin-moisture/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 02:51:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10935</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยมีภูมิประเทศตั้งที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ส่งผลให้เราทุกคนเผชิญกับแสงแดดที่ร้อนจัด และอบอ้าว สลับกับมีมรสุมทำให้มีฝนตกหนักบ้างเป็นครั้งคราว ดังนั้นปัญหาสุขภาพผิวของคนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ผิวหน้ามัน และรูขุมขนกว้างเพื่อระบายความร้อน อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะอากาศที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้กลับเป็นส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้อยู่แต่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเกือบทั้งวันไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือที่บ้านก็ตาม ดังนั้นเราจึงพบกลุ่มคนที่มีปัญหาผิวแห้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อาการผิวแห้งสามารถสังเกตได้ดังนี้ ผู้ที่มีผิวแห้งจะมีรูขุมขนที่แคบ ผิวลอกเป็นขุย เมื่อได้สัมผัสจะพบว่ามีความแห้งกร้าน ไม่ยืดหยุ่น สามารถเห็นรอบพับของผิวหนังชัดเจน ผิวหนังบริเวณที่คันมีสีแดง ลักษณะดังกล่าวคืออาการของ &#8220;ผิวหนังอักเสบ (Asteato tic eczema)&#8221; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ อาจมีอาการคันผิวตาม หน้า มือ และขา จนติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราจากการเกาได้ และอาจมีอาการผิวแตกและมีหนองตามมา และอาจพบโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ในบางรายเช่นกัน อาการของผิวแห้งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนชั้นผิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราให้ดี ปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่อาจทำให้เกิดอาการผิวแห้งและวิธีการรับมือ ปัจจัยแรกคือ อายุ ด้วยตัวเลขของวัยที่เพิ่มมากขึ้น ต่อมไขมันใต้ผิวหนังของเรา (Fatty acid, Ceramindes, Cholesterol) ที่ทำหน้าที่ประสานกับผิวหนังชั้นนอกเริ่มทำงานช้าลง น้ำในเซลล์ผิวลดลง ส่งผลให้ชั้นผิวบางลงอีกด้วย จึงเป็นสาเหตุให้ผิวมีอาการแห้งหรือแตกได้ง่าย อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรเทาปัญหาผิวแห้งของผู้สูงวัยควรเริ่มที่การรับประทานอาหารจะเห็นผลดีกว่าการบำรุงผิวหน้าด้วยครีม หรือ มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) เนื่องจากเซลล์ผิวของผู้สูงอายุมีความถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันที่จำเป็น [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/save-dry-skin-moisture/">วิธีการดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวสำหรับคนผิวแห้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทยมีภูมิประเทศตั้งที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ส่งผลให้เราทุกคนเผชิญกับแสงแดดที่ร้อนจัด และอบอ้าว สลับกับมีมรสุมทำให้มีฝนตกหนักบ้างเป็นครั้งคราว ดังนั้นปัญหาสุขภาพผิวของคนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ผิวหน้ามัน และรูขุมขนกว้างเพื่อระบายความร้อน อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะอากาศที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้กลับเป็นส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้อยู่แต่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเกือบทั้งวันไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือที่บ้านก็ตาม<br />
ดังนั้นเราจึงพบกลุ่มคนที่มีปัญหาผิวแห้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อาการผิวแห้งสามารถสังเกตได้ดังนี้ ผู้ที่มีผิวแห้งจะมีรูขุมขนที่แคบ ผิวลอกเป็นขุย เมื่อได้สัมผัสจะพบว่ามีความแห้งกร้าน ไม่ยืดหยุ่น สามารถเห็นรอบพับของผิวหนังชัดเจน ผิวหนังบริเวณที่คันมีสีแดง ลักษณะดังกล่าวคืออาการของ &#8220;ผิวหนังอักเสบ (Asteato tic eczema)&#8221; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ อาจมีอาการคันผิวตาม หน้า มือ และขา จนติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราจากการเกาได้ และอาจมีอาการผิวแตกและมีหนองตามมา และอาจพบโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ในบางรายเช่นกัน</p>
<blockquote><p>อาการของผิวแห้งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนชั้นผิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราให้ดี</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่อาจทำให้เกิดอาการผิวแห้งและวิธีการรับมือ</h2>
<p>ปัจจัยแรกคือ อายุ ด้วยตัวเลขของวัยที่เพิ่มมากขึ้น ต่อมไขมันใต้ผิวหนังของเรา (Fatty acid, Ceramindes, Cholesterol) ที่ทำหน้าที่ประสานกับผิวหนังชั้นนอกเริ่มทำงานช้าลง น้ำในเซลล์ผิวลดลง ส่งผลให้ชั้นผิวบางลงอีกด้วย จึงเป็นสาเหตุให้ผิวมีอาการแห้งหรือแตกได้ง่าย อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรเทาปัญหาผิวแห้งของผู้สูงวัยควรเริ่มที่การรับประทานอาหารจะเห็นผลดีกว่าการบำรุงผิวหน้าด้วยครีม หรือ มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) เนื่องจากเซลล์ผิวของผู้สูงอายุมีความถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันที่จำเป็น และเลือกรับประทานอาหารที่มี ไลโนเลอิค แอซิด (Linoleic acid) หรือน้ำมันจากดอกอีฟนิ่ง พริมโรส (Evening Primrose Oil) ก็สามารถช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ทั้งยังป้องกันอาการอักเสบของผิวได้อีกด้วย<br />
ปัจจัยต่อมาคือ ยา และโรคบางชนิด ตัวยาบางชนิดที่ใช้สำหรับรักษาโรคอาจส่งผลข้างเคียงต่อผิวหนังได้เช่นกัน อาทิ ยาขับปัสสาวะ ที่มีฤทธิ์ในการขับน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกาย หรือยารักษาสิว โดยผลข้างเคียงของยานี้อาจทำให้เกิดอาการคัน และร่างกายสูญเสียน้ำตามมา เช่นเดียวกับโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน (Diabetes), โรคเรื้อนกวาง (Psoriasis), โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Thyroidism) ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผิวหนังไม่สามารถเก็บน้ำไว้ในเซลล์ผิวได้นาน ผิวขาดความชุ่มชื้น อาการคันจึงตามมา กรณีดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องจึงจะดีที่สุด</p>
<blockquote><p>โรคบางชนิดก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิวแห้งได้เช่นกัน ดังนั้นหากเราไม่มั่นใจหรือมีข้อสงสัยต่างๆจึงควรที่จะปรึกษาแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด</p></blockquote>
<p>ปัจจัยสุดท้ายคือ สภาวะแวดล้อม และกิจวัตรประจำวัน ด้วยสภาวะปัจจุบันที่ต้องพบเจอกับควันรถยนต์ ควันบุหรี่ การอยู่ในห้องแอร์นานจนเกินไป การดื่มน้ำน้อย หรือแม้กระทั่งการอาบน้ำอุ่น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดผิวแห้งได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ผลที่ตามมาคือริ้วรอยก่อนวัย ดังนั้นเราจึงควรปรับพฤติกรรมของเราโดยการ อาบน้ำที่อุณหภูมิปกติ หรืออุ่นได้ไม่เกิน 32 องศาเซลเซียส ลดการฟอกสบู่ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสัมผัสกับผิว หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่างแก่ๆหรือสบู่ฆ่าเชื้อ และหากต้องอยู่ในห้องแอร์ทั้งวันควรจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อเติมน้ำให้เซลล์ผิว หรือติดตั้งเครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ สำหรับคุณผู้หญิงที่ชื่นชอบการทาครีม สามารถพกพาครีมที่มีส่วนผสมของสารต่างๆมากมายอาทิ</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ครีมที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับผิว</h3>
<p>&#8211; วาสลีน (Vaselin), ลาโนลิน (Lanolin) หรือปิโตรเลียม (Petroleum) ที่สามารถช่วยป้องกันการระเหยของน้ำ โดยจะเคลือบผิวหนังเพื่อรักษาความชุ่มชื้นใต้ผิวหนังไม่ใช้ระเหยออกมา<br />
&#8211; ครีมที่มีส่วนผสมของ AHA, มิเนอรัลออยล์ (Mineral Oil), โจโจ้บาออยล์ (Jojoba Oil) สารต่างๆเหล่านี้จะช่วยลดความตึงตัวของผิวหนัง ช่วยให้การผลัดเซลล์ของผิวหนังเป็นไปอย่างอ่อนโยนทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม<br />
&#8211; สารกลีเซอลีน (Glycerine) และ ซอร์บิทอล (Sorbitol) จะช่วยดึงน้ำจากอากาศมาไว้ที่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ป้องกันการเกิดริ้วรอยได้</p>
<blockquote><p>นอกจากใช้สารเคมีต่างๆแล้วการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็สามารถที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราได้เช่นกัน</p></blockquote>
<p>สิ่งสำคัญที่สุดของการดูแลผิวที่แห้งตึงคือ การทานอาหารควบคู่กับการดูแลผิวจากภายนอกไปพร้อมๆกัน เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมัน โปรตีน และกากใยเพียงพอ อาทิ ปลา หรือ เนื้อ ที่มีไขมันติดอยู่ ผักและผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E สูง ควบคู่กับการบำรุงผิวให้ถูกวิธีตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น รวมทั้งลดความวิตกกังวลลง เท่านี้ก็จะสามารถลดการเกิดริ้วรอยได้ อย่างไรก็ตามหากผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งบนใบหน้าและกลัวการแพ้ในเรื่องของครีมที่มีส่วนผสมของสารเคมี ก็สามารถใช้ส่วนผสมของธรรมชาติมาเป็นตัวช่วยอาทิ การพอกหน้าด้วย โยเกิร์ต น้ำผึ้ง อะโวคาโด ว่านหางจระเข้ หรือแตงกวา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการเติมน้ำให้ผิว ช่วยฟื้นฟูผิวเสียง่าย และยังลดอาการอักเสบของผิวได้อีกด้วย ทั้งนี้ส่วนผสมจากธรรมชาติเหล่านี้ยังสามารถใช้บ่อยจึงทำให้เราสามารถดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราได้ตลอดเวลา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/save-dry-skin-moisture/">วิธีการดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวสำหรับคนผิวแห้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/save-dry-skin-moisture/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การทำ ไออนโตฟอรีซิส กับ โฟโนโซเรซิส แตกต่างกันอย่างไร ?</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/iontophoresis-and-phonophoresis/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/iontophoresis-and-phonophoresis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2017 05:34:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9998</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหน้าของเราก็เริ่มแสดงสัญญาณแห่งวัยให้เห็นเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหย่อนคล้อย หรือความหมองคล้ำต่างๆ อันเนื่องมาจากโครงสร้างของผิวที่เริ่มอ่อนแอไปตามวัย นอกจากนี้กระบวนการต่างๆตามกลไกของร่างกายก็เริ่มเสื่อมสภาพลง มีผลทำให้สารที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยในการบำรุงผิวก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งการแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของผิวควรเริ่มต้นจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการ ส่วนการบำรุงผิวจากภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสามารถทำได้โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว หรือการทำทรีทเมนต์ต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและบำรุงผิวให้มากยิ่งขึ้น และกระบวนการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิในการลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือการทำ “ไออนโตฟอรีซิส (Iontophoresis)” และ “โฟโนโซเรซิส (Phonophoresis)” ปัจจุบันคลินิกและสถานเสริมความงามต่างๆนิยมนำเครื่อง ไออนโตฟอรีซิส และ โฟโนโซเรซิส เพื่อมาใช้ในการรักษาปัญหาผิวหน้า โดยเชื่อว่าการใช้เครื่องมือนี้ควบคู่กับวิตามินต่างๆ อาทิเช่น วิตามินเอ วิตามินซี จะสามารถแก้ปัญหา สิวอุดตัน, แผลเป็น, รอยหลุม, หน้าหมองคล้ำ, รอยดำ, ฝ้า, กระ, ช่วยให้สีผิวกระจ่างใส, แก้ปัญหารูขุมขนกว้าง, ทำให้ผิวหน้ากระชับ และลดเลือนริ้วรอยได้ ไอออนโตฟอรีซิส และ โฟโนโซเรซิส มีหลักการที่เหมือนกันตรงที่จะใช้เครื่องเพื่อนำพาตัวยาหรือสารที่ต้องการเข้าสู่ชั้นผิวหนัง เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรักษา แต่ตัวกลางที่นำยา หรือผลักยาเข้าสู่ชั้นผิวนั้นจะต่างกัน ไอออนโตฟอรีซิส (Iontophoresis) เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณต่ำเป็นตัวผลักยาหรือวิตามินที่ละลายน้ำหรือเจลผ่านเซลล์ผิวหนัง โดยประจุไฟฟ้าที่ใช้จะมีผลช่วยให้รูขุมขนของผิวหนัง (Skin pore) [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/iontophoresis-and-phonophoresis/">การทำ ไออนโตฟอรีซิส กับ โฟโนโซเรซิส แตกต่างกันอย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหน้าของเราก็เริ่มแสดงสัญญาณแห่งวัยให้เห็นเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหย่อนคล้อย หรือความหมองคล้ำต่างๆ อันเนื่องมาจากโครงสร้างของผิวที่เริ่มอ่อนแอไปตามวัย นอกจากนี้กระบวนการต่างๆตามกลไกของร่างกายก็เริ่มเสื่อมสภาพลง มีผลทำให้สารที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยในการบำรุงผิวก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งการแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของผิวควรเริ่มต้นจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการ ส่วนการบำรุงผิวจากภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสามารถทำได้โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว หรือการทำทรีทเมนต์ต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและบำรุงผิวให้มากยิ่งขึ้น และกระบวนการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิในการลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือการทำ “ไออนโตฟอรีซิส (Iontophoresis)” และ “โฟโนโซเรซิส (Phonophoresis)”<br />
ปัจจุบันคลินิกและสถานเสริมความงามต่างๆนิยมนำเครื่อง ไออนโตฟอรีซิส และ โฟโนโซเรซิส เพื่อมาใช้ในการรักษาปัญหาผิวหน้า โดยเชื่อว่าการใช้เครื่องมือนี้ควบคู่กับวิตามินต่างๆ อาทิเช่น วิตามินเอ วิตามินซี จะสามารถแก้ปัญหา สิวอุดตัน, แผลเป็น, รอยหลุม, หน้าหมองคล้ำ, รอยดำ, ฝ้า, กระ, ช่วยให้สีผิวกระจ่างใส, แก้ปัญหารูขุมขนกว้าง, ทำให้ผิวหน้ากระชับ และลดเลือนริ้วรอยได้</p>
<blockquote><p>ไอออนโตฟอรีซิส และ โฟโนโซเรซิส มีหลักการที่เหมือนกันตรงที่จะใช้เครื่องเพื่อนำพาตัวยาหรือสารที่ต้องการเข้าสู่ชั้นผิวหนัง เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรักษา แต่ตัวกลางที่นำยา หรือผลักยาเข้าสู่ชั้นผิวนั้นจะต่างกัน</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ไอออนโตฟอรีซิส (Iontophoresis)</h2>
<p>เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณต่ำเป็นตัวผลักยาหรือวิตามินที่ละลายน้ำหรือเจลผ่านเซลล์ผิวหนัง โดยประจุไฟฟ้าที่ใช้จะมีผลช่วยให้รูขุมขนของผิวหนัง (Skin pore) โดยเฉพาะบนใบหน้าเปิดกว้างมากขึ้น นอกจากนี้วิตามินที่จะใช้รักษาจะสามารถแทรกซึมลงไปยังชั้นผิวหนังได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการทาครีมหรือโลชั่นแบบธรรมดาที่จะอยู่แทรกซึมเฉพาะบริเวณผิวหนังชั้นบนเท่านั้น การรักษาด้วยเครื่อง ไอออนโตฟอรีซิส ผู้ให้บริการจะเล็งผลที่การบำรุงเซลล์ต่าง ๆบนผิวหน้าให้คืนกลับมามีชีวิตชีวาขึ้น โดยการลดรอยจุดด่างดำ ฝ้า กระตื้น ลดรอยแผลเป็นบางชนิด หรือรอยแผลเป็นจากอีสุกอีใส (Chickenpox) รวมทั้งลดรอยหลุมจากสิว และรูขุมขนกว้าง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">โฟโนโซเรซิส (Phonophoresis)</h2>
<p>เป็นการนวดโดยใช้คลื่นเสียง ซึ่งเป็นเทคนิคการผลักยา หรือวิตามินที่ละลายน้ำหรือเจล ผ่านเซลล์ผิวหนังโดยใช้คลื่นเหนือเสียง (Ultrasonic wave) ความถี่สูง 0.8-1 เมกกะเฮิร์ต ซึ่งวิธีนี้สามารถทำให้ยาแทรกซึมผ่านผิวหนังได้ในปริมาณที่มากกว่า รวมถึงความเร็วในการดูดซึมสารของผิวหนังก็เร็วกว่าการทายาหรือทาครีมแบบธรรมดาทั่วไป หลักการของคลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เนื้อเยื่อซึ่งอยู่ในชั้นลึกๆเกิดความร้อน ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนระดับเซลล์ โดยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและเพิ่มการขับของเสียออกจากเซลล์ผ่านทางระบบน้ำเหลือง (Lymphatic system) สารที่นำมาใช้ในการรักษามีพวก กรดวิตามิน เอ วิตามิน ซี สารให้ความชุ่มชื่นและ สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เป็นต้น ซึ่งการรักษาด้วยเครื่อง โฟโนโซเรซิส ผู้ให้บริการจะเล็งผลที่การรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นตามบริเวณต่างๆบนใบหน้า นอกจากนี้ยังใช้รักษารอยแดงจากสิว หรือจากแผลเป็นที่เกิดจากสิว ริ้วรอยรอบดวงตา รอยคล้ำใต้ตา รวมถึงการช่วยลดบวมบริเวณใต้ตาถุงใต้ตาเพราะสามารถเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและขับของเสียออกจากเซลล์ผ่านทางระบบน้ำเหลืองได้</p>
<blockquote><p>ไอออนโตฟอรีซิส และ โฟโนโซเรซิส เป็นให้ความร้อนกับเนื้อเยื่อซึ่งอยู่ในชั้นลึก เช่น กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นมากกว่าเนื้อเยื่อผิวหนังซึ่งอยู่ตื้น ดังนั้นการรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น</p></blockquote>
<p>นอกจากคลินิกและสถานเสริมความงามที่มีบริการ ไอออนโตฟอรีซิส และ โฟโนโซเรซิส แล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า เครื่องนวดหน้าแบบพกพา ซึ่งมีทั้งเครื่องไอออนโตฟอรีซิสแบบพกพา และเครื่องโฟโนโซเรซิสแบบพกพา โดยเครื่องดังกล่าวจะมีขนาดเล็ก และสามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยมีหลักการที่เหมือนกับเครื่องนวดหน้าขนาดใหญ่ที่ใช้ตามคลินิกหรือสถานสริมความงาม จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกและความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้งยังสะดวก รวดเร็ว ไม่ยุ่งยากสำหรับคุณสุภาพสตรีและสภาพบุรุษที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุง ฟื้นฟูใบหน้า ให้ดูกระจ่างใสเนียนนุ่มปราศจากริ้วรอยและจุดด่างดำ<br />
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการรักษาด้วยวิธีนี้ในแง่ของความงามยังคงต้องการงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพและระยะเวลาในการรักษา ซึ่งโดยปกติแพทย์สาขาอื่นได้ใช้วิธีไอออนโตฟอรีซิสและวิธีโฟโนโซเรซิสกันมานานและพบว่าได้ผลในกรณีการเพิ่มประสิทธิภาพของการดูดซึมของยาชา และยาแก้ปวดเป็นต้น ดังนั้นผู้บริโภคที่ต้องการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ว่าจะเป็นในคลินิก สถานเสริมความงามหรือแม้กระทั่งการซื้อเครื่องแบบพกพาเพื่อมาใช้เอง ควรคำนึงถึงคุณภาพ มาตรฐานการผลิต มาตรฐานการบริการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้ผลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและมีปลอดภัยในการใช้งาน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/iontophoresis-and-phonophoresis/">การทำ ไออนโตฟอรีซิส กับ โฟโนโซเรซิส แตกต่างกันอย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/iontophoresis-and-phonophoresis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การร้อยไหมประเภทต่างๆ ที่เราควรทราบถึงข้อดีและข้อเสียก่อนทำ</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-thread-lifting/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-thread-lifting/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2017 04:59:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9992</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม หรือปัญหาการหย่อนยานบริเวณผิวหนังใต้คอ ที่เราเรียกกันติดปากว่า “เหนียง” นั้น เกิดจากปัญหาหลักๆ 3 ประการคือ อายุที่เพิ่มขึ้น มลภาวะจากภายนอกที่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอย และการที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นโดยไม่มีการออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ดี ด้วยนวัตกรรมด้านความงามทำให้พวกเราพบทางแก้ปัญหามากมาย ซึ่งวิธีที่โดนใจในเวลานี้เห็นจะเป็น “การร้อยไหม” เพื่อยกกระชับใบหน้าและลำคอ ตัวไหมที่ทำการร้อยเข้าไปนั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Local microcirculation) ส่งผลให้เกิดการสร้าง คอลลาเจนขึ้นรอบๆเส้นเลือดด้วยเช่นกัน การร้อยไหมถือเป็นการศัลยกรรมประเภทหนึ่งที่ไม่ถาวร มีอายุประมาณ 1-3 ปีขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่ทำการร้อยบนใบหน้า และเทคนิคของแพทย์ที่ทำการร้อยไหม ดังนั้นเราจึงควรเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในสถานเสริมความงามหรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันการติดเชื้อบริเวณแผลที่ทำการร้อยไหม การร้อยไหมเป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่ถาวร แต่สามารถช่วยปรับรูปหน้า ยกดั้งจมูก ปรับระดับหางตา และปรับร่องแก้มให้กระชับขึ้นได้ ในเมื่อเราตัดสินใจเลือกวิธีการปรับรูปหน้า ยกดั้งจมูก ปรับระดับหางตา หรือแม้กระทั่งแก้ปัญหาร่องแก้มให้กระชับด้วยการร้อยไหมแล้วนั้น สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าสถานเสริมความงานก็คือ ชนิดของไหมที่เราจะใช้มาร้อยลงบนใบหน้าของเรา โดยที่ทุกคนต้องไม่ลืมว่าไหมที่ถูกร้อยเข้าไปนี้จะอยู่กับเราไปอีก 1-3 ปีเลยทีเดียว ไหมตามมาตรฐานทั่วไปสามารถจำแนกได้ดังนี้ ไหมชนิดไม่ละลาย ได้แก่ ไหมที่ทำจากพลาสติก และไหมที่ทำจากโลหะ ไหมที่ทำจากพลาสติก ไหมพลาสติกประเภท “พอลิโพไพรลีน” (polypropylene) ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้ว่าสามารถนำมาใช้ได้ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-thread-lifting/">การร้อยไหมประเภทต่างๆ ที่เราควรทราบถึงข้อดีและข้อเสียก่อนทำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม หรือปัญหาการหย่อนยานบริเวณผิวหนังใต้คอ ที่เราเรียกกันติดปากว่า “เหนียง” นั้น เกิดจากปัญหาหลักๆ 3 ประการคือ อายุที่เพิ่มขึ้น มลภาวะจากภายนอกที่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอย และการที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นโดยไม่มีการออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ดี ด้วยนวัตกรรมด้านความงามทำให้พวกเราพบทางแก้ปัญหามากมาย ซึ่งวิธีที่โดนใจในเวลานี้เห็นจะเป็น “การร้อยไหม” เพื่อยกกระชับใบหน้าและลำคอ ตัวไหมที่ทำการร้อยเข้าไปนั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Local microcirculation) ส่งผลให้เกิดการสร้าง คอลลาเจนขึ้นรอบๆเส้นเลือดด้วยเช่นกัน การร้อยไหมถือเป็นการศัลยกรรมประเภทหนึ่งที่ไม่ถาวร มีอายุประมาณ 1-3 ปีขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่ทำการร้อยบนใบหน้า และเทคนิคของแพทย์ที่ทำการร้อยไหม ดังนั้นเราจึงควรเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในสถานเสริมความงามหรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันการติดเชื้อบริเวณแผลที่ทำการร้อยไหม</p>
<blockquote><p>การร้อยไหมเป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่ถาวร แต่สามารถช่วยปรับรูปหน้า ยกดั้งจมูก ปรับระดับหางตา และปรับร่องแก้มให้กระชับขึ้นได้</p></blockquote>
<p>ในเมื่อเราตัดสินใจเลือกวิธีการปรับรูปหน้า ยกดั้งจมูก ปรับระดับหางตา หรือแม้กระทั่งแก้ปัญหาร่องแก้มให้กระชับด้วยการร้อยไหมแล้วนั้น สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าสถานเสริมความงานก็คือ ชนิดของไหมที่เราจะใช้มาร้อยลงบนใบหน้าของเรา โดยที่ทุกคนต้องไม่ลืมว่าไหมที่ถูกร้อยเข้าไปนี้จะอยู่กับเราไปอีก 1-3 ปีเลยทีเดียว ไหมตามมาตรฐานทั่วไปสามารถจำแนกได้ดังนี้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ไหมชนิดไม่ละลาย ได้แก่ ไหมที่ทำจากพลาสติก และไหมที่ทำจากโลหะ</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ไหมที่ทำจากพลาสติก</h3>
<p>ไหมพลาสติกประเภท “พอลิโพไพรลีน” (polypropylene) ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้ว่าสามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากทางการแพทย์นิยมใช้พลาสติกชนิดดังกล่าวเพื่อทำไหมเทียมในการเย็บแผล หรือเป็นวัสดุทางการแพทย์อื่นๆได้ ด้วยคุณสมบัติที่ทนความร้อนในการฆ่าเชื้อถึง 100℃ (Sterilization) ไหมดังกล่าวถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายก้างปลา เพื่อการดึงรั้งมัดกล้ามเนื้อบนผิวหน้าให้ยกกระชับ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันพบว่าการใช้ไหมชนิดนี้มีผลข้างเคียงมากมายทั้งอาการอักเสบบริเวณปมของไหม หรือการพบเส้นไหมแทงออกมาบริเวณผิวหน้า จากการที่อีลาสติน (Elastin) ใต้ผิวบางลง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Lipid) น้อยลง คอลลาเจนลดลง ซึ่งต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์อย่างมากในการผ่าตัดแก้ไขออกมา</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ไหมประเภทโลหะ</h3>
<p>ไหมทองคำที่มีความบริสุทธิ์ 99.99% ด้วยความเชื่อที่ว่าทองคำสามารถลดอาการอักเสบในชั้นเนื้อเยื่อของผิว และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต อย่างไรก็ตาม เส้นไหมทองคำนั้นไม่สามารถนำมาทำเป็นปมในการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการยกกระชับได้ การสร้างคอลลาเจนบริเวณที่เส้นไหมถูกร้อยเข้าไปจึงต้องอาศัยกลไกตามธรรมชาติคือ ใช้ระยะเวลานานกว่าปกติในการเห็นผล ประกอบกับราคาที่สูง และคุณสมบัติของทองคำที่ไม่ทนต่อความร้อน ทำให้ไม่สามารถใช้ร่วมกับการทำทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อน หรือการเลเซอร์ผิวได้เลย ผู้ใช้จึงเกิดความยุ่งยากในการระวัง ไหมชนิดนี้จึงเสื่อมความนิยมลงไป</p>
<blockquote><p>การร้อยไหมประเภทโลหะ เราควรหลีกเลี่ยงการสถานที่ที่มีความร้อนสูงในการทำทรีทเมนต์หรือการทำเลเซอร์ เพระาอาจทำให้เกิดอาการบิดเบี้ยวของรูปหน้าได้</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ไหมชนิดละลายได้</h2>
<p>ไหม PDO และไหม PGA ซึ่งเป็นไหมสังเคราะห์ (Synthetic Absorbable Monofilament) และเป็นเส้นไหมที่ยกระดับ และเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางความงามเลยทีเดียว โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ การไม่ทำปฏิกิริยาที่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ แม้จะร้อยเข้าไปลึกถึงผิวหนังชั้น Papillary dermis ก็ตาม อีกทั้งไหมดังกล่าวยังสามารถสลายไปภายในระยะเวลา 6-8 เดือน ซึ่งลดอาการอักเสบและติดเชื้อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภายนอกของผิว เช่น ไขมันใต้ผิวหนังลดลง หรือ การได้รับความร้อนจากการเสริมความงามประเภทอื่นๆ</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ไหม PDO (Polydioxanone)</h3>
<p>แบ่งออกเป็น “ไหมเกลียว” และ”ไหมเงี่ยง” ไหมทั้ง 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติเหมือนกันตามที่กล่าวไปข้างต้น แต่มีความแตกต่างกันด้านลักษณะของไหม ส่งผลให้ประสิทธิภาพแตกต่างกันตามชนิดที่ใช้ โดย “ไหมเกลียว” หรือ (Spring Lifting) ไหมชนิดนี้จะมีซิลิโคนกลมพันอยู่รอบเส้นไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเกี่ยวและยกกระชับผิว ดึงรั้งผิวที่หย่อนคล้อยได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากต้องการเห็นผลทางด้านการยกกระชับที่เร็วขึ้น เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาผิวหนังใต้คางหย่อนคล้อยมาก หรือบุคคลที่มีริ้วรอยตามวัยจากการขาดคอลลาเจน การใช้ “ไหมเงี่ยง” หรือ (Fast Lifting) จึงตอบโจทย์ในกรณีนี้เป็นอย่างยิ่ง ลักษณะของไหมชนิดนี้จะมีเงี่ยงคล้ายตะขอตกปลาอยู่ตลอดเส้น ทำให้เห็นผลยกกระชับโดยทันที สิ่งที่แตกต่างอีกอย่างหนึ่งของไหมทั้ง 2 ชนิดนี้คือ จำนวนเส้นไหมที่ใช้ โดยปกติ ไหมเกลียวจะใช้จำนวน 20-100 เส้น สำหรับการยกกระชับ แต่ ไหมเงี่ยง จะใช้จำนวนเพียง 2-10 เส้นเท่านั้น ซึ่งจำนวนดังกล่าวมีผลโดยตรงกับรอยแผลและอาการบวมอักเสบที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ไหม PGA (Polyglycolic acid)</h3>
<p>ภาษาทั่วไปเรียกว่า “ไหมกรวย” หรือ (Silhouette soft) ซึ่งเป็นเส้นไหมที่ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนได้แก่ ตัวเส้นไหมที่มัดเป็นปม และพลาสติกทรงกรวยที่อยู่ระหว่างปมของเส้นไหม ซึ่งผลิตจาก Lactide/Glycolide ที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์สำหรับการใช้ผ่าตัดกล้ามเนื้อหัวใจมากว่า 50 ปี เส้นไหมดังกล่าวจะละลายไปภายใน 6-8 เดือนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อ (Biocompatibility) หรือเกิดรอยบุ๋มบริเวณที่เส้นไหมร้อยเข้าไป<br />
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการร้อยไหมอาจมีเลือดออกได้ ผู้ที่เข้ารับการร้อยไหมควรเตรียมตัวโดยการหยุดทานยา หรืออาหารเสริมที่มีวิตามินอีเข้มข้น หรือสารสกัดจากถั่วเหลือง เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการเลือดไหลไม่หยุด และเกิดการอักเสบที่เพิ่มขึ้น หรือหากใช้ไหมประเภทโลหะควรหลีกเลี่ยงการเผชิญความร้อนสูงจากการทำทรีทเมนต์หรือเลเซอร์ เพื่อลดอาการบิดเบี้ยวของรูปหน้า ทั้งนี้การร้อยไหมจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และเทคนิคของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน ซึ่งการร้อยไหมที่ตื้นเกิดไปอาจทำให้พังผืดเกิดขึ้นผิดที่ หรือจำนวนไหมที่ใช้ก็ล้วนมีผลต่อรูปหน้าทั้งสิ้น โดยการคงอยู่ของรูปหน้าด้วยการร้อยไหมนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล รวมทั้งการดูแลรักษาที่ควรได้รับคำแนะนำอย่างถูกวิธี</p>
<blockquote><p>อย่างไรก็ตามการร้อยไหมก็ยังเป็นการทำลายผิวโดยตรงที่ไม่ใช่การดูแลผิวให้ดีขึ้น เนื่องจากการเป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างเนื้อเยื่อใต้ชั้ยผิวขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนส่วนที่ถูกทำลายไป</p></blockquote>
<p>หากใครก็ตามที่กำลังสนใจวิธีการแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย หรือไม่ยกกระชับแล้วละก็ เรามีอีกตัวเลือกหนึ่งที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ไม่มีอาการบาดเจ็บจากการทำ ซึ่งทางเลือกดังกล่าวคือ การใช้ IPL (Intense Pulsed Light) โดยใช้สเปกตรัมของแสงที่มีความยาว 515-1200 นาโนเมตร และสามารถปรับแต่งความเข้มของแสงได้โดยเปลี่ยน filter ที่ใช้ IPL มีผลในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มความกระชับบนใบหน้าที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง และไม่ต้องระวังผลข้างเคียงหรืออาการอักเสบที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-thread-lifting/">การร้อยไหมประเภทต่างๆ ที่เราควรทราบถึงข้อดีและข้อเสียก่อนทำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-thread-lifting/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การฉีดฟิลเลอร์ คืออะไร และมีสิ่งใดบ้างที่เราต้องระมัดระวัง</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-filler/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-filler/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2017 04:42:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9987</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อศัพท์คำว่า “เป๊ะ ปัง” กำลังมาแรง สร้างกระแสค่านิยมให้เราต้องมีหน้าวีเชฟ มีจมูกหยดน้ำ หน้าใส หน้าผาก หางตา ร่องแก้ม ต้องไม่ปรากฏริ้วรอย เหมือนเช่นพิธีกร หรือดารา นางแบบดังๆทั่วเมืองไทย ถึงแม้ในจิตใจส่วนลึกๆนั้นเราจะทราบกันดีว่า การรักษาสุขภาพ ทานอาหารอย่างสมดุลและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเป็นการชะลอริ้วรอยแห่งวัยอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดีหากร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อาทิ หน้าผากย่น ข้างแก้มตอบ ขมับตอบ มีร่องใต้ตา/แก้ม ก็ยากที่จะคืนสภาพปราศจากริ้วรอยได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่ปัญหาทางกรรมพันธุ์ อาทิ คางสั้น แต่ความกังวลเหล่านั้นได้ถูกขจัดออกไปด้วยนวัตกรรมความงามที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม ตามราคา วัสดุ การบริการ และความเชี่ยวชาญของแพทย์ที่เราเลือกใช้กัน ในวันนี้เราจะมาพูดกันถึงกรณีที่ว่า หากอาทิตย์หน้าเราวางแผนนัดออกเดทกับแฟน ร่วมงานแต่งเพื่อนสนิท ถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง หรือต้องเป๊ะ ปัง ตามสถานการณ์ใดๆที่กำลังจะมาถึงแล้วล่ะก็ ตัวช่วยของเราคงหนีไม่พ้นการฉีด “ฟิลเลอร์ (Filler)” ฉีดปุ๊ป เป๊ะทันใจเลยทีเดียว แล้ว ฟิลเลอร์ที่ว่าคืออะไร อันตรายไหม และแก้ปัญหากวนใจของเราได้จริงไหม วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ไปด้วยกัน “ฟิลเลอร์ (Filler)” คือสารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเข้าบริเวณผิวหน้าชั้นลึกของร่างกายเพื่อเติมเต็มในส่วนที่บกพร่อง อีกทั้งสามารถช่วยยกกระชับใบหน้า [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-filler/">การฉีดฟิลเลอร์ คืออะไร และมีสิ่งใดบ้างที่เราต้องระมัดระวัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อศัพท์คำว่า “เป๊ะ ปัง” กำลังมาแรง สร้างกระแสค่านิยมให้เราต้องมีหน้าวีเชฟ มีจมูกหยดน้ำ หน้าใส หน้าผาก หางตา ร่องแก้ม ต้องไม่ปรากฏริ้วรอย เหมือนเช่นพิธีกร หรือดารา นางแบบดังๆทั่วเมืองไทย ถึงแม้ในจิตใจส่วนลึกๆนั้นเราจะทราบกันดีว่า การรักษาสุขภาพ ทานอาหารอย่างสมดุลและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเป็นการชะลอริ้วรอยแห่งวัยอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดีหากร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อาทิ หน้าผากย่น ข้างแก้มตอบ ขมับตอบ มีร่องใต้ตา/แก้ม ก็ยากที่จะคืนสภาพปราศจากริ้วรอยได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่ปัญหาทางกรรมพันธุ์ อาทิ คางสั้น แต่ความกังวลเหล่านั้นได้ถูกขจัดออกไปด้วยนวัตกรรมความงามที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม ตามราคา วัสดุ การบริการ และความเชี่ยวชาญของแพทย์ที่เราเลือกใช้กัน ในวันนี้เราจะมาพูดกันถึงกรณีที่ว่า หากอาทิตย์หน้าเราวางแผนนัดออกเดทกับแฟน ร่วมงานแต่งเพื่อนสนิท ถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง หรือต้องเป๊ะ ปัง ตามสถานการณ์ใดๆที่กำลังจะมาถึงแล้วล่ะก็ ตัวช่วยของเราคงหนีไม่พ้นการฉีด “ฟิลเลอร์ (Filler)” ฉีดปุ๊ป เป๊ะทันใจเลยทีเดียว แล้ว ฟิลเลอร์ที่ว่าคืออะไร อันตรายไหม และแก้ปัญหากวนใจของเราได้จริงไหม วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ไปด้วยกัน</p>
<blockquote><p>“ฟิลเลอร์ (Filler)” คือสารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเข้าบริเวณผิวหน้าชั้นลึกของร่างกายเพื่อเติมเต็มในส่วนที่บกพร่อง อีกทั้งสามารถช่วยยกกระชับใบหน้า คาง หรือแก้มได้อีกด้วย</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">สารฟิลเลอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary filler)</h3>
<p>มีอายุการใช้งานประมาณ 4-8 เดือน มีสารคอลลาเจน (collagen) เป็นส่วนประกอบหลัก จึงสามารถสลายไปเองได้โดยกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ยกเว้นในกรณีที่สารคอลลาเจนที่นำมาฉีดนั้น มาจากการสกัดจากพืช หรือสัตว์ ที่ส่งผลต่ออาการแพ้ของแต่ละบุคคล เรานิยมใช้ฟิลเลอร์ชนิดนี้เพื่อเติมเต็มริ้วรอยเล็กน้อย หรือปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียนยิ่งขึ้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-permanent filler)</h3>
<p>มีอายุการใช้งานประมาณ 24-30 เดือน ส่วนประกอบหลักของฟิลเลอร์ชนิดนี้คือ สารจำพวก “<a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/wrinkle/hyaluronic-acid/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)</u></a>” สกัดมาจากการหมักบ่มแบคทีเรีย Streptococcus ซึ่งสามารถทดแทนสาร “ไฮยารูลอน” ที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองจากอาหารประเภทโปรตีนที่รับประทานเข้าไป สารนี้จะทำหน้าที่เหมือนกาวเชื่อมคอลลาเจน ช่วยอุ้มน้ำและลดอาการช้ำจากแรงกระแทกภายนอก โดยปกติเราสามารถพบสารนี้ในน้ำข้อกระดูก และผิวหนัง ดังนั้นการที่เรานำฟิลเลอร์ที่มีสารจำพวก“ไฮยาลูโรนิคแอซิด”มาใช้จึงไม่ก่อเกิดอาการแพ้แก่ร่างกายของเรา เรานิยมใช้ฟิลเลอร์ชนิดนี้เพื่อยกกระชับใบหน้า หรือเติมเต็มร่องแก้มลึก เนื่องจากมีความหนาแน่นของตัวฟิวเลอร์ค่อนข้างมาก การฉีดจะลงลึกถึงชั้นผิวชิดกระดูกเพื่อการยกกระชับที่ได้รูปตามที่ต้องการ</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent filler)</h3>
<p>มีอายุการใช้ที่คงที่ ในกรณีนี้หากต้องการนำฟิลเลอร์ชนิดถาวรออกต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ผ่าตัดและขูดออกจากชั้นกล้ามเนื้อกันเลยทีเดียว โดยฟิลเลอร์ชนิดถาวรนี้มีองค์ประกอบหลายประเภทอาทิ สารสังเคราะห์จำพวกอะคิริก (Polymethylmethacrylate) สารสังเคราะห์จำพวกกระดูกและฟัน (Calcium Hydroxylapatide) หากใครต้องการฉีดฟิลเลอร์แบบถาวรควรหาข้อมูลให้ครบถ้วน และปรึกษาแพทย์ผู้ทำการฉีดให้แน่ใจก่อน เพราะการปรับรูปหน้าหรือแก้ไขหลังจากฉีดแล้วทำได้ยากมาก<br />
มาถึงอาการหรือผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์กันบ้าง โดยปกติแล้วอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน เพียงแค่คุณเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญ สารฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน และสถานที่สะอาดปลอดเชื้อโรค รวมทั้งมีความรู้ในการเตรียมและรักษาตัวหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ก็สามารถหลีกไกลจากปัญหาเหล่านี้ได้แล้ว</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ผลข้างเคียงการฉีดฟิลเลอร์ที่อาจะเกิดขึ้นได้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">อาการติดเชื้อจากการฉีดฟิลเลอร์</h3>
<p>ซึ่งการติดเชื้อนั้นนอกจากต้องระวังเรื่องความสะอาดจากสถานพยาบาลและอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ผิวหนังของเรายังต้องสะอาดอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อเริม ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว หากเราเป็นผู้มีประวัติเคยติดเชื้อเริมควรปรึกษาแพทย์เพื่อทานยาต้านไวรัสก่อนทำการฉีดอย่างน้อย 7 วัน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อาการแดง ช้ำ เขียว หรือบวม</h3>
<p>อาการเหล่านี้มาจากการที่เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหนังแตก ซึ่งสามารถพบได้เป็นปกติหลังจากการทำหัตถการทางการแพทย์ หากอาการดังกล่าวไม่หายไปและเกิดอาการผิวหนังตึงและมีเส้นเลือดฝอยชัดขึ้น เราเรียกอาการดังกล่าวว่าภาวะ telangiectasia เราสามารถรักษาให้หายขาดโดยการใช้ IPL (Intense Pulse Light) ที่ความยาวคลื่น 595 นาโนเมตรเป็นต้นไป</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อาการนูน หรือคลำผิวหน้าแล้วพบว่าเป็นก้อนบริเวณที่ฉีด</h3>
<p>ในกรณีนี้ควรรอหลังจากการทำ 1-3 สัปดาห์แล้วจึงไปพบแพทย์ เนื่องจากในระยะแรกฟิลเลอร์จะใช้เวลาในการสมานร่วมกับชั้นผิว เพื่อให้เกิดความเรียบเสมอกัน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อุบัติเหตุจากการฉีดฟิลเลอร์เข้าบริเวณหลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำ</h3>
<p>โดยปกติเราพบอาการดังกล่าวได้น้อยมาก เนื่องจากหลอดเลือดในร่างกายของคนเรามีแรงดันเลือดค่อนข้างสูง การอุดตันหลอดเลือดแดงจะเห็นผลใน 3-6 ชม.แรกหลังการฉีด โดยผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีซีดจากการที่ฟิลเลอร์ไปอุดตันบริเวณเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงผิวจะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นตาย แต่ในกรณีที่ฟิลเลอร์ไปอุดตันบริเวณหลอดเลือดดำนั้นอาจเกิดอาการที่เชื่อมโยงไปยังส่วนอื่นๆเช่น การฉีดฟิลเลอร์เข้าไปบริเวณหัวคิ้วเพื่อลบรอยย่น หรือฉีดบริเวณปลายจมูกเพื่อแก้ไขทรงเป็นจมูกหยดน้ำ ซึ่งฟิลเลอร์อาจไปอุดตันบริเวณเส้นเลือดที่เลี้ยงจอประสาทตาอาจทำให้ตาบอดได้ อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นภายใน 6-7 ชม.หลังการฉีด</p>
<blockquote><p>ผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์เหล่านี้อาจเกิดจาก สารที่ไม่ได้มาตราฐาน ความสะอาดของเครื่องมือต่างๆ และความเชี่ยวชาญของแพทย์</p></blockquote>
<p>จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะพบว่าการฉีดฟิลเลอร์เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ในขณะเดียวกันก็ควรเพิ่มความระมัดระวัง และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติให้มากขึ้น หากใครที่ตัดสินใจฉีดไปแล้วก็ควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้วขึ้นไปเพื่อเพิ่มคอลลาเจน และเติมน้ำให้ชั้นผิว งดการทำเลเซอร์ ซาวน่า หรือการนวดหน้าทุกชนิดเนื่องจากอาจเกิดการอักเสบได้ รวมทั้งควรงดการใช้ครีมหรือสารเคมีที่มีส่วนประกอบของวิตามินเอ AHA หรือ การกรอผิวหน้าเนื่องจากเป็นการรบกวนผิวหน้ามากเกินไปและอาจเกิดการระคายเคืองขึ้นได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-filler/">การฉีดฟิลเลอร์ คืออะไร และมีสิ่งใดบ้างที่เราต้องระมัดระวัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-filler/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มาทำความรู้จักเกี่ยวกับการฉีดโบท๊อกซ์กันดีกว่า</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-botox/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-botox/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Jun 2017 13:28:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9934</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกของเราใบนี้มีแบคทีเรียอยู่มากมาย บางชนิดเป็นแบคทีเรียที่มีโทษต่อมนุษย์บางชนิดกลับมีประโยชน์ แต่แบคทีเรียที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้นั้นมีทั้งโทษและประโยชน์แก่มนุษย์ในเวลาเดียวกัน แบคทีเรียที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้มีชื่อว่า “ครอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum)” แบคทีเรียดังกล่าวจะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อ “โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ (Botulinium toxin A)” ออกฤทธิ์ขัดขวางการหลั่งสารสื่อประสาทของเซลล์ประสาทส่วนปลาย กล้ามเนื้อส่วนนั้นๆจึงเป็นอัมพาตชั่วคราวประมาณ 3-10 วัน ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมักเกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อกระบังลมหยุดทำงาน ผู้ได้รับเชื้อจึงหายใจไม่สะดวกหรืออาจหยุดหายใจได้ โดยมากเราสามารถพบเชื้อนี้ได้ในอาหารกระป๋องที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่เชื่อไหมว่ามนุษย์เราสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้จากการสังเกตที่เป็นเยี่ยม แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสังเกตหลักการยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทของเชื้อตัวนี้ และนำมาพัฒนาเพื่อรักษาโรคได้แทน ในช่วงแรกนั้นเรานำสาร โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ มาใช้ในการรักษาโรคตาเหล่ และพัฒนาต่อมาจนกระทั่งพบว่า สามารถแก้ปัญหาการเกร็งตัวของมัดกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของรอยย่น ส่งผลให้ริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คิ้ว และรอยย่นรอบดวงตาคลายออก กล่าวมาถึงตอนนี้บางท่านอาจสงสัยว่า เรากำลังพูดถึงนวัตกรรมความงามประเภทใดกันแน่ ในขณะที่บางท่านอาจพอเดาออกอยู่บ้างแล้ว ว่าเรากำลังพูดถึง “โบท๊อกซ์ (Botox)” ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของ โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ ซึ่งผลิตโดยประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าแรกของโลกมานานกว่า 50 ปีแล้ว นวัตกรรมความงามของโบท๊อกซ์ในยุคแรกๆนั้นถูกนำมาฉีดเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการระงับกลิ่นกายหรือเพิ่มความมั่นใจ โดยการฉีดโบท๊อกซ์เข้าไปบริเวณรักแร้/ฝ่ามือ เพื่อขัดขวางการทำงานของต่อมเหงื่อ ทำให้ร่างกายสามารถผลิตเหงื่อได้ลดน้อยลง [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-botox/">มาทำความรู้จักเกี่ยวกับการฉีดโบท๊อกซ์กันดีกว่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกของเราใบนี้มีแบคทีเรียอยู่มากมาย บางชนิดเป็นแบคทีเรียที่มีโทษต่อมนุษย์บางชนิดกลับมีประโยชน์ แต่แบคทีเรียที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้นั้นมีทั้งโทษและประโยชน์แก่มนุษย์ในเวลาเดียวกัน แบคทีเรียที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้มีชื่อว่า “ครอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum)” แบคทีเรียดังกล่าวจะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อ “โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ (Botulinium toxin A)” ออกฤทธิ์ขัดขวางการหลั่งสารสื่อประสาทของเซลล์ประสาทส่วนปลาย กล้ามเนื้อส่วนนั้นๆจึงเป็นอัมพาตชั่วคราวประมาณ 3-10 วัน ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมักเกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อกระบังลมหยุดทำงาน ผู้ได้รับเชื้อจึงหายใจไม่สะดวกหรืออาจหยุดหายใจได้ โดยมากเราสามารถพบเชื้อนี้ได้ในอาหารกระป๋องที่ไม่ได้มาตรฐาน<br />
แต่เชื่อไหมว่ามนุษย์เราสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้จากการสังเกตที่เป็นเยี่ยม แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสังเกตหลักการยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทของเชื้อตัวนี้ และนำมาพัฒนาเพื่อรักษาโรคได้แทน ในช่วงแรกนั้นเรานำสาร โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ มาใช้ในการรักษาโรคตาเหล่ และพัฒนาต่อมาจนกระทั่งพบว่า สามารถแก้ปัญหาการเกร็งตัวของมัดกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของรอยย่น ส่งผลให้ริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คิ้ว และรอยย่นรอบดวงตาคลายออก<br />
กล่าวมาถึงตอนนี้บางท่านอาจสงสัยว่า เรากำลังพูดถึงนวัตกรรมความงามประเภทใดกันแน่ ในขณะที่บางท่านอาจพอเดาออกอยู่บ้างแล้ว ว่าเรากำลังพูดถึง “โบท๊อกซ์ (Botox)” ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของ โบทูลินั่ม ท๊อกซิน เอ ซึ่งผลิตโดยประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าแรกของโลกมานานกว่า 50 ปีแล้ว นวัตกรรมความงามของโบท๊อกซ์ในยุคแรกๆนั้นถูกนำมาฉีดเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการระงับกลิ่นกายหรือเพิ่มความมั่นใจ โดยการฉีดโบท๊อกซ์เข้าไปบริเวณรักแร้/ฝ่ามือ เพื่อขัดขวางการทำงานของต่อมเหงื่อ ทำให้ร่างกายสามารถผลิตเหงื่อได้ลดน้อยลง จนมาถึงการยกกระชับผิวหน้า ช่วยลดริ้วรอย และยังทำให้หน้าเรียวเล็กลงอีกด้วย</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การฉีดโบท๊อกซ์มีอันตรายหรือผลข้างเคียงไหม?</h2>
<p>อย่างไรก็ตามหลายๆคนอาจจะมีคำถามว่า เราจะสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่คงเหลือความเป็นพิษอยู่ในสารที่เราใช้ฉีดเข้าไป ด้วยวิวัฒนาการด้านการผลิตยาที่สะอาดและได้มาตรฐานตามหลักสากล ขั้นตอนการผลิตสารโบท๊อกซ์นั้น มีความปลอดภัยขั้นสูง มีกระบวนการผลิตและสังเคราะห์ตัวยาที่ได้มาตรฐาน มีความบริสุทธิ์และปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งยังใช้ปริมาณที่น้อยมากในการแก้ปัญหา 1 จุดบนใบหน้าหรือบริเวณมัดกล้ามเนื้อที่เราต้องการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้สินค้าของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เราควรเลือกสินค้าจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีการตรวจสอบรับรองจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองเช่นกัน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการฉีด โบท๊อกซ์ เพื่อแก้ปัญหาบริเวณจุดบกพร่องกัน</h2>
<p>&#8211; สำรวจตนเองว่าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มที่มีประวัติแพ้ สาร โบทูลินั่ม ท๊อกซิน หรือไม่ ซึ่งอาจตรวจสอบได้โดยพบแพทย์เฉพาะทางด้านภูมิแพ้เพื่อทำการทดสอบก่อนทำ<br />
&#8211; เป็นบุคคลคนที่มีประวัติการแพ้ไข่หรือไม่ เนื่องจากในตัวยานั้นมีส่วนประกอบของสารในไข่ขาว (Albumin)<br />
&#8211; เป็นบุคคลที่เคยมีประวัติเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือไม่ หากเคยเป็นควรบอกแพทย์ที่จะทำการฉีด เพื่อเป็นข้อมูลแก่แพทย์ ทำการวินิจฉัยว่าจะสามารถทำการฉีดได้หรือไม่<br />
อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ซึ่งเป็นภาวะเสี่ยงจากการที่ภูมิคุ้มกันลดลงและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาจส่งผลให้ผู้ที่ไม่มีประวัติแพ้ อาจเกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลันขึ้นได้<br />
&#8211; ห้ามรับประทานยาแก้อักเสบก่อนการฉีด 1 อาทิตย์ เนื่องจากหากเกิดการผิดปกติ แพทย์จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที<br />
&#8211; หยุดการใช้ยากลุ่มวิตามินเอ (Retinoids) หรือสาร AHA หรือการสครับหน้า เนื่องจากอาจทำให้ผิวหนังของหน้าบางลง อาจส่งผลให้เกิดการฟกช้ำได้ง่าย<br />
ผลของการฉีดโบท๊อกซ์ จะมีอายุประมาณ 4-8 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณ และตำแหน่งที่ฉีด อย่างไรก็ตามฤทธิ์ของโบท๊อกซ์สามารถอยู่ในนานขึ้นหากมีการเติมเข้าไปอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 4-5 เดือน การฉีดโบท๊อกซ์จะไม่สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังการฉีด 1-2 วัน แต่จะเริ่มแสดงผลอย่างชัดเจนในวันที่ 3 เป็นต้นไปในกล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณใบหน้า หรือคิ้ว และสามารถแสดงผลในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยได้อย่างชัดเจนในสัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไปสำหรับกล้ามเนื้อบริเวณกราม หรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่เช่น บริเวณน่อง ทั้งนี้การปฏิบัติตัวหลังการฉีดก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่สามารถละเลยได้เช่นกัน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ข้อควรปฏิบัติที่เราควรทำหลังการฉีดโบท๊อกซ์มีดังนี้</h2>
<p>&#8211; หลีกเลี่ยงการนอนราบหลังการทำ 2-3 ชม. เนื่องจากส่งผลถึงการกระจายของตัวยาที่อาจผิดตำแหน่งที่คาดไว้<br />
&#8211; ขยับกล้ามเนื้อทุกๆ 15 นาทีหลังการฉีด เพื่อกระตุ้นการออกฤทธิ์ของตัวยา<br />
&#8211; งดเว้นการโดนความร้อนจากแสงแดดแรงๆ หรือการทำทรีทเมนต์เฉพาะจุดบนใบหน้า<br />
&#8211; งดดื่มแอลกอฮอล์ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากส่งผลให้กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด หลอดเลือดขยายตัวอาจส่งผลต่อมัดกล้ามเนื้อในจุดที่ทำไปได้เช่นกัน<br />
สิ่งที่ทุกคนควรจำไว้เป็นอันดับแรกก่อนการนำสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายคือ เราควรเลือกใช้บริการกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ได้รับการรับรองจากแพทย์สภา และทำในสถานเสริมความงามหรือโรงพยาบาลที่สะอาด ได้มาตราฐาน อีกทั้งควรศึกษาข้อห้ามและข้อปฏิบัติตนก่อนฉีดโบท๊อกซ์ เพื่อเป็นข้อมูลแจ้งต่อแพทย์ที่ทำการฉีด หรือหลีกเลี่ยงอันตรายอันจะเกิดจากการฉีดโบท๊อกซ์ต่อตนเองได้อีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-botox/">มาทำความรู้จักเกี่ยวกับการฉีดโบท๊อกซ์กันดีกว่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/learn-about-botox/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผิวแห้งเป็นขุย เราควรมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-dry-skin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-dry-skin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 May 2017 13:06:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9900</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผิวของคนเราประกอบไปด้วย น้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ อย่างเช่น เซราไมด์ (Ceramide), กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid), อีลาสติน (Elastin) และ คอลลาเจน (Collagen) ที่อยู่ในเซลล์ของผิวหนังชั้นต่างๆ ส่วนประกอบที่มีความสำคัญที่สุดของเซลล์ผิวหนังก็คือ &#8220;น้ำ&#8221; หากเซลล์ผิวหนังเกิดอาการขาดน้ำก็จะส่งผลทำให้ แห้ง, แตก, มีอาการคัน และเป็นสาเหตุของผิวแห้งเป็นขุยได้ง่าย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายจะสร้างสารเก็บกักความชุ่มชื้นเพื่อที่จะช่วยทำให้น้ำภายในผิวไม่ระเหยออกไปได้ง่าย แต่ก็มีหลายๆปัจจัยที่ทำให้สารที่ร่างกายของสร้างขึ้นไม่เพียงพอต่อการดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวทำให้เกิดอาการผิวแห้งเป็นขุย (Dry skin หรือ Xerosis) ไม่ว่าจะเป็น อากาศ, สุขภาพ, อายุ, ฮอร์โมน และอื่นๆอีกมากมาย คอลลาเจน เซราไมด์ กรดไฮยาลูโรนิก และ อีลาสติน เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ในผิว ช่วยให้ผิวไม่เกิดการแห้งเป็นขุย และไม่เกิดริ้วรอย โดยทั่วไปแล้วอาการผิวแห้งเป็นขุย จะพบได้ในเด็กและผู้สูงอายุ จะพบมากในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นและแห้งกว่าปกติ เนื่องจากอากาศแห้งนั้นจะเป็นตัวการที่ดึงน้ำออกไปจากผิวของเราได้ง่าย เรามักจะพบอาการผิวแห้งในผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริเวณที่เป็นผิวแห้งได้ง่ายบนร่างกาย ได้แก่ ใบหน้า หลังมือ แขน และผิวหนังที่สัมผัสกับอากาศโดยตรง ผู้ที่ผิวหน้าแห้งมีโอกาสที่จะเป็นฝ้าและเกิดริ้วรอยบริเวณผิวได้ง่ายกว่าปกติ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-dry-skin/">ผิวแห้งเป็นขุย เราควรมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผิวของคนเราประกอบไปด้วย น้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ อย่างเช่น เซราไมด์ (Ceramide), <a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/wrinkle/hyaluronic-acid/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)</u></a>, อีลาสติน (Elastin) และ คอลลาเจน (Collagen) ที่อยู่ในเซลล์ของผิวหนังชั้นต่างๆ ส่วนประกอบที่มีความสำคัญที่สุดของเซลล์ผิวหนังก็คือ &#8220;น้ำ&#8221; หากเซลล์ผิวหนังเกิดอาการขาดน้ำก็จะส่งผลทำให้ แห้ง, แตก, มีอาการคัน และเป็นสาเหตุของผิวแห้งเป็นขุยได้ง่าย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายจะสร้างสารเก็บกักความชุ่มชื้นเพื่อที่จะช่วยทำให้น้ำภายในผิวไม่ระเหยออกไปได้ง่าย แต่ก็มีหลายๆปัจจัยที่ทำให้สารที่ร่างกายของสร้างขึ้นไม่เพียงพอต่อการดูแลความชุ่มชื้นให้กับผิวทำให้เกิดอาการผิวแห้งเป็นขุย (Dry skin หรือ Xerosis) ไม่ว่าจะเป็น อากาศ, สุขภาพ, อายุ, ฮอร์โมน และอื่นๆอีกมากมาย</p>
<blockquote><p>คอลลาเจน เซราไมด์ กรดไฮยาลูโรนิก และ อีลาสติน เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ในผิว ช่วยให้ผิวไม่เกิดการแห้งเป็นขุย และไม่เกิดริ้วรอย</p></blockquote>
<p>โดยทั่วไปแล้วอาการผิวแห้งเป็นขุย จะพบได้ในเด็กและผู้สูงอายุ จะพบมากในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นและแห้งกว่าปกติ เนื่องจากอากาศแห้งนั้นจะเป็นตัวการที่ดึงน้ำออกไปจากผิวของเราได้ง่าย เรามักจะพบอาการผิวแห้งในผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริเวณที่เป็นผิวแห้งได้ง่ายบนร่างกาย ได้แก่ ใบหน้า หลังมือ แขน และผิวหนังที่สัมผัสกับอากาศโดยตรง ผู้ที่ผิวหน้าแห้งมีโอกาสที่จะเป็นฝ้าและเกิดริ้วรอยบริเวณผิวได้ง่ายกว่าปกติ</p>
<h2 style="font-size: 140%;">นอกจากปัจจัยต่างๆแล้วกิจวัตรประจำวันที่เราก็มีผลทำให้ผิวแห้งเป็นขุยได้เช่นกัน</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ปล่อยให้น้ำร้อนสัมผัสกับผิวหน้าเวลาอาบน้ำ</h3>
<p>หากเราใช้ฝักบัวเวลาอาบน้ำอุ่น เราควรที่จะระวังมัดไม่ให้น้ำกระทบกับผิวหน้าของเรา เพราะจำเป็นการทำให้สารคงความชุ่มชื้นของผิวภายในร่างกายของเราละลายออกไปกับน้ำอุ่น หากต้องการอาบน้ำอุ่นด้วยฝักบัว แนะนำว่าเราไม่ควรจะใช้อุณหภูมิเกิน 33 องศา และไม่ควรเปิดน้ำให้กระทบกับผิวหน้าแรงๆ</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ทาแป้งหนาเกินไป</h3>
<p>การทาแป้งรองพื้นมากจนเกินไปเป็นสาเหตุของการเกิดผิวแห้งได้ เพราะผงแป้งที่เราใช้จะไปดูดน้ำจากชั้นผิวของเราออกไปหมด ถ้าเป็นไปควรที่จะทาแป้งรองพื้นแค่บางๆเท่านั้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ขัดถูและนวดหน้าอยู่บ่อยๆ</h3>
<p>การขัดถูและนวดหน้าเป็นสาเหตุที่ทำให้ชั้นผิวถูกทำลาย เมื่อชั้นผิวถูกทำลาย คอลลาเจน, อีลาสติน และ เซราไมด์ ที่อยู่ในชั้นผิวเหล่านั้นจะถูกทำลายไปด้วย ซึ่งก็จะทำให้ความสามารถในการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวเราน้อยลง ส่งผลให้เกิดอาการผิวหน้าแห้งเป็นขุยได้ง่าย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อาการผื่นแดงบริเวณไรผม</h3>
<p>การเกิดผื่นแดงขึ้นบริเวณใบหน้าและไรผมนั้น อาจจะเกิดจากการแพ้แชมพู, ครีมนวด หรือน้ำยาย้อมผมก็ได้เช่นกัน ดังนั้นหากเกิดผื่นแดงบริเวณใบหน้าเราควรที่จะหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่เราใช้อยู่เพื่อดูอาการก่อน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ความชุ่มชื้นของอากาศในห้องน้อยเกินไป</h3>
<p>ในช่วงฤดูหน้า การใช้เครื่องปรับไอน้ำในห้องก็สามารถช่วยทำให้อากาศที่แห้งนั้นกลับมาชุ่มชื้นได้อีก โดยที่เราไม่ควรปล่อยให้ความชุ่มชื้นต่ำกว่า 30% นอกจากนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นและป้องกันการเกิดริ้วรอยบนผิวได้ดียิ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สาเหตุอื่นๆที่ส่งผลทำให้เกิดอาการผิวแห้งเป็นขุ่ยได้</h2>
<p>&#8211; การเปิดเครื่องปรับอากาศอุณหภูมิต่ำทำให้ผิวแห้งเสีย เพราะความชุ่มชื้นภายในอากาศจะถูกดึงออกไปจนหมด<br />
&#8211; การอาบน้ำบ่อยๆก็เป็นสาเหตุของผิวแห้ง เพราะน้ำมันบนชั้นผิวถูกชะล้างออกไปจนหมด<br />
&#8211; โรคบางชนิดก็มีส่วนทำให้ผิวแห้งได้ เช่น โรคผื่นผิวหนังภูมิแพ้, โรคเบาหวาน และ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย เป็นต้น<br />
&#8211; ยาบางชนิดทำให้ผิวแห้งเป็นขุยและเกิดอาการคันได้ง่าย เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาสิว เป็นต้น<br />
&#8211; การใส่เสื้อผ้าที่มีเส้นใยมากๆอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่าย<br />
&#8211; การถูหรือฟอกสบู่มากๆก็ทำให้ผิวแห้งได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการรักษาอาการผิวแห้งเป็นขุย</h2>
<p>การใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่าง มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer), เลซิทิน (Lecithin), ยูเรีย (Urea), แอมโมเนียมแลคเตท (Ammonium Lactate) หรือ กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) เข้ามาเป็นตัวช่วยทำให้ผิวสามารถที่จะกักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้บริเวณชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาจทาหลังอาบน้ำ เช้า-เย็น หรือทาในช่วงระหว่างวันเมื่อเรารู้สึกว่าผิวเริ่มแห้งก็ได้เช่นกัน</p>
<blockquote><p>ในกรณีที่ผิวแห้งมาก มีอาการแสบคัน หรือส่งผลให้ติดเชื้อจากการเกา เราควรที่จะรีบปรึกษาแพทย์เพื่อดูอาการ</p></blockquote>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-dry-skin/">ผิวแห้งเป็นขุย เราควรมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-dry-skin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การควบคุมอาหารที่มากเกินไปทำให้ผิวได้รับสารอาหารไม่เพียงพอได้</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/diet-can-affect-your-skin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/diet-can-affect-your-skin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2017 10:54:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9879</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้หญิงทุกคนย่อมใส่ใจกับรูปร่างและน้ำหนักของตนเอง จึงทำให้บางครั้งต้องเลือกใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งในบางครั้งการที่เราควบคุมในเรื่องนี้มากจนเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียที่ทำให้ผิวของเราได้รับสารอาหารต่างๆไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้กระบวนการในการผลัดเซลล์ผิว (physical peeling) ในร่างกายทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดการร่วงโรยของผิวและมีโอกาสการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย เนื่องจากสารอาหารและออกซิเจนที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ (Epithelisation) จะถูกลำเลียงผ่านทางกระแสเลือด เมื่อเราได้รับสารอาหารในปริมาณที่น้อยและไม่เพียงพอสำหรับการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ก็จะทำให้กระบวนการสร้างผิวใหม่หยุดชะงัดลง ส่งผลให้ผิวของเรา แห้งกร้าน หมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน และเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ง่ายยิ่งขึ้น ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อระบบเผาผลาญในร่างกายของผู้หญิง ผู้หญิงมีจำนวนกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย จึงสามารถผลิตความร้อนภายในร่างกายน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดสภาวะตัวเย็นได้ง่ายกว่านั่นเอง ดังนั้นการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆที่ผู้ฆญิงมักนิยมกันมากในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ หรือแม้แต่น้ำผลไม้ ก็จะยิ่งส่งผลทำให้ร่างกายเกิดความเย็นมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเมื่อร่างกายของเรานั้นมีอุณหภูมิที่ต่ำลงก็จะทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้น้อยลง ซึ่งก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่กระทบต่อการสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ด้วยเช่นกัน การดื่มแอลกอฮอล์ก็ส่งเสียต่อผิวด้วยเช่นกัน คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าการที่สภาพผิวของเราหลังจากวันที่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆมานั้นเกิดจากการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ที่จริงแล้วการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เหล่านี้มีผลเสียต่อตับ และเมื่อตับต้องรับภาระหน้าที่ที่หนักขึ้นก็จะทำให้การผลิตวิตามินบีในร่างกายของเราลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราเหี่ยวแห้ง หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย นอกจากนั้นแอลกอฮอล์ยังส่งผลให้เส้นเลือดฝอยขยายตัวทำให้มีโอกาสเกิดสิวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดีต่อสุขภาพผิว ก็คือ &#8220;ไวน์&#8221; เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่เราก็ควรที่จะดื่มในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น การเลือกดื่มให้เป็นการช่วยลดการสร้างภาระให้กับผิวได้ แน่นนอนว่าในปัจจุบันบางครั้งเราก็จำเป็นที่จะต้องดื่มเพื่อเป็นการเข้าสังคม ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นการเลือกดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะจึงเป้นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยทำให้ไม่เป็นภาระต่อผิวสวยของเรามากนัก ซึ่งนอกจากการดื่มแอลกอฮอล์แล้วเรายังควรที่จะเลือกอาหารที่เหมาะสมกับการดื่มของเราได้อีกด้วย โดยเราควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอดหรือมีปริมาณน้ำมันมากๆ รวมถึงอาหารที่เย็นซึ่งจะระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้น้อยลง และที่สำคัญเราควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด หากเป็นไปได้เราควรที่จะเลือก ปลา หรือ ผัก [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/diet-can-affect-your-skin/">การควบคุมอาหารที่มากเกินไปทำให้ผิวได้รับสารอาหารไม่เพียงพอได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้หญิงทุกคนย่อมใส่ใจกับรูปร่างและน้ำหนักของตนเอง จึงทำให้บางครั้งต้องเลือกใช้วิธีการควบคุมน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งในบางครั้งการที่เราควบคุมในเรื่องนี้มากจนเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียที่ทำให้ผิวของเราได้รับสารอาหารต่างๆไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้กระบวนการในการผลัดเซลล์ผิว (physical peeling) ในร่างกายทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดการร่วงโรยของผิวและมีโอกาสการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย<br />
เนื่องจากสารอาหารและออกซิเจนที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ (Epithelisation) จะถูกลำเลียงผ่านทางกระแสเลือด เมื่อเราได้รับสารอาหารในปริมาณที่น้อยและไม่เพียงพอสำหรับการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ก็จะทำให้กระบวนการสร้างผิวใหม่หยุดชะงัดลง ส่งผลให้ผิวของเรา แห้งกร้าน หมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน และเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อระบบเผาผลาญในร่างกายของผู้หญิง</h2>
<p>ผู้หญิงมีจำนวนกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย จึงสามารถผลิตความร้อนภายในร่างกายน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดสภาวะตัวเย็นได้ง่ายกว่านั่นเอง ดังนั้นการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆที่ผู้ฆญิงมักนิยมกันมากในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ หรือแม้แต่น้ำผลไม้ ก็จะยิ่งส่งผลทำให้ร่างกายเกิดความเย็นมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเมื่อร่างกายของเรานั้นมีอุณหภูมิที่ต่ำลงก็จะทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้น้อยลง ซึ่งก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่กระทบต่อการสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ด้วยเช่นกัน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การดื่มแอลกอฮอล์ก็ส่งเสียต่อผิวด้วยเช่นกัน</h2>
<p>คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าการที่สภาพผิวของเราหลังจากวันที่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆมานั้นเกิดจากการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ที่จริงแล้วการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เหล่านี้มีผลเสียต่อตับ และเมื่อตับต้องรับภาระหน้าที่ที่หนักขึ้นก็จะทำให้การผลิตวิตามินบีในร่างกายของเราลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราเหี่ยวแห้ง หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย นอกจากนั้นแอลกอฮอล์ยังส่งผลให้เส้นเลือดฝอยขยายตัวทำให้มีโอกาสเกิดสิวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น</p>
<blockquote><p>เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดีต่อสุขภาพผิว ก็คือ &#8220;ไวน์&#8221; เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่เราก็ควรที่จะดื่มในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">การเลือกดื่มให้เป็นการช่วยลดการสร้างภาระให้กับผิวได้</h2>
<p>แน่นนอนว่าในปัจจุบันบางครั้งเราก็จำเป็นที่จะต้องดื่มเพื่อเป็นการเข้าสังคม ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นการเลือกดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะจึงเป้นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยทำให้ไม่เป็นภาระต่อผิวสวยของเรามากนัก ซึ่งนอกจากการดื่มแอลกอฮอล์แล้วเรายังควรที่จะเลือกอาหารที่เหมาะสมกับการดื่มของเราได้อีกด้วย โดยเราควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอดหรือมีปริมาณน้ำมันมากๆ รวมถึงอาหารที่เย็นซึ่งจะระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้น้อยลง และที่สำคัญเราควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด หากเป็นไปได้เราควรที่จะเลือก ปลา หรือ ผัก เข้ามาเป็นประกอบแทนก็จะช่วยเป็นการลดภาระให้ระบบเผาผลาญของเราได้เป็นอย่างดี</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การสูบบุหรี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยต่อการผลัดเซลล์ผิวได้เช่นกัน</h3>
<p>การที่ร่างกายของเราจะผลิตเซลล์ผิวใหม่ได้ ร่างกายจะทำการลำเลียงสารอาหารต่างๆและออกซิเจนผ่านทางกระแสเลือด ซึ่งการสูบบุหรี่จะส่งผลต่อการไหลเวียนของกระแสเลือดโดยตรง ทำให้การลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนต่างๆเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น โดยจะส่งผลทำให้การผลัดเซลล์ผิว (light chemical peeling) นั้นมีกระบวนการที่ช้าลงและเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและรอยหมองคล้ำต่างๆบนผิวได้ง่ายด้วยเช่นกัน</p>
<blockquote><p>นอกจากการดื่มแอลกอฮอล์แล้ว การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารเย็นจัด การรับประทานของทอดหรืออาหารที่มีน้ำมันเยอะ จะส่งผลให้การผลัดเซลล์ผิวบนร่างกายของเราทำงานได้แย่ลง</p></blockquote>
<p>ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันก็มีส่วนช่วยทำให้การสร้างและการผลัดเซลล์ผิวสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือ การงดสูบบุหรี่ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้การผลัดเซลล์ผิวเก่าของเรานั้นทำงานได้อย่างเต็มที่ และยังส่งผลช่วยทำให้สุขภาพผิวดี ไม่เกิดริ้วรอย และรอยหมองคล้ำต่างๆบนผิวได้ง่าย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/diet-can-affect-your-skin/">การควบคุมอาหารที่มากเกินไปทำให้ผิวได้รับสารอาหารไม่เพียงพอได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/diet-can-affect-your-skin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การนอนหลับพักผ่อนในปริมาณที่เพียงพอมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเซลล์ผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/sleeping-importance-of-skin-exfoliation/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/sleeping-importance-of-skin-exfoliation/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2017 10:18:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9872</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดยส่วนมากแล้ว สาวๆหลายมักที่จะมุ่งเน้นในเรื่องการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวและการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มสารอาหารต่างๆเข้ามาช่วยในการบำรุงผิว ช่วยให้ผิวสวย กระจ่างใส แต่อย่างไรก็ตามคนส่วนมากมักที่จะมองข้ามเรื่องของการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันไป ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผิวได้มากกว่าการเพิ่มสารอาหารให้กับผิวของเราเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น ผิวหมองคล้ำ สิว หรือ ริ้วรอย เป็นต้น การนอนหลับพักผ่อนก็สามารถที่จะส่งผลทำให้ผิวของเราสวยขึ้นได้ เพราะพักผ่อนนั้นเป็นตัวช่วยกระตุ้นในการสร้างเซลล์ผิว เนื่องจากในเวลาที่เรากำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่นั้น เซลล์ผิวจะเริ่มกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่ผลัดออกไป หรือที่เรียกรวมๆว่า การซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ โดยการที่เราพักผ่อนไม่เพียงพออย่างต่อเนื่องจะทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่หยุดชะงัก ทำให้สภาพผิวของเราดูแย่ลง และยังส่งผลต่อเนื่องต่อสุขภาพของผิวอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ทำความเข้าใจกันเสียใหม่ว่า &#8220;การนอนหลับชดเชยในวันหยุดไม่สามารถช่วยฟื้นฟูการสร้างเซลล์ผิวได้&#8221; การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน ช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เซลล์ผิวใหม่ที่มีการแบ่งตัวในชั้นเบเซิล (Basal Layer) ที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) จะถูกส่งขึ้นมาผิวชั้นบนแทนผิวเก่าที่จะหลุดลอกออกมากลายเป็นขี้ไคล ซึ่งเราเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า &#8220;กระบวนการผลัดผิวใหม่&#8221; โดยร่างกายของเราจะเริ่มต้นกระบวนดังกล่าวในช่วงเวลาที่เรากำลังนอนหลับพักผ่อน ซึ่งในเวลานี้เองที่เลือดจะถูกส่งไปที่ผิวหนังและอวัยวะต่างๆภายในร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมากกว่าในช่วงเวลากลางวัน ปัญหาการนอนหลับพักผ่อนที่เกิดการวงจรการใช้ชีวิตที่เป็นสาเหตุสำคัญ ปัญหาการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอไม่ได้เกิดจากจำนวนเวลาในการหลับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการนอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การนอนหลับไม่สนิท ซึ่งทำให้การผลัดเซลล์ผิว (Skin Exfoliation) มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และส่งผลต่อการร่วงโรยของผิวโดยตรงเช่นกัน โดยสาเหตุดังกล่าวอาจจะเกิดได้จากสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตของแต่ละคน อย่างเช่น การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การที่ละเลยการออกกำลังกาย การทานอาหารที่ไม่ประโยชน์ เป็นต้น การนอนหลับพักผ่อนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิว ดังนั้นเราควรที่จะปรับสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อให้เหมาะสมกับการนอนหลับพักผ่อนของเราให้มากที่สุด วิธีการง่ายๆที่ช่วยทำให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายยิ่งขึ้น ปรับลดแสงสว่างภายในห้องก่อนเข้านอน [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/sleeping-importance-of-skin-exfoliation/">การนอนหลับพักผ่อนในปริมาณที่เพียงพอมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเซลล์ผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดยส่วนมากแล้ว สาวๆหลายมักที่จะมุ่งเน้นในเรื่องการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวและการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มสารอาหารต่างๆเข้ามาช่วยในการบำรุงผิว ช่วยให้ผิวสวย กระจ่างใส แต่อย่างไรก็ตามคนส่วนมากมักที่จะมองข้ามเรื่องของการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันไป ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผิวได้มากกว่าการเพิ่มสารอาหารให้กับผิวของเราเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น ผิวหมองคล้ำ สิว หรือ ริ้วรอย เป็นต้น<br />
การนอนหลับพักผ่อนก็สามารถที่จะส่งผลทำให้ผิวของเราสวยขึ้นได้ เพราะพักผ่อนนั้นเป็นตัวช่วยกระตุ้นในการสร้างเซลล์ผิว เนื่องจากในเวลาที่เรากำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่นั้น เซลล์ผิวจะเริ่มกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่ผลัดออกไป หรือที่เรียกรวมๆว่า การซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ โดยการที่เราพักผ่อนไม่เพียงพออย่างต่อเนื่องจะทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่หยุดชะงัก ทำให้สภาพผิวของเราดูแย่ลง และยังส่งผลต่อเนื่องต่อสุขภาพของผิวอย่างต่อเนื่องอีกด้วย</p>
<blockquote><p>ทำความเข้าใจกันเสียใหม่ว่า &#8220;การนอนหลับชดเชยในวันหยุดไม่สามารถช่วยฟื้นฟูการสร้างเซลล์ผิวได้&#8221;</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน ช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</h2>
<p>เซลล์ผิวใหม่ที่มีการแบ่งตัวในชั้นเบเซิล (Basal Layer) ที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) จะถูกส่งขึ้นมาผิวชั้นบนแทนผิวเก่าที่จะหลุดลอกออกมากลายเป็นขี้ไคล ซึ่งเราเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า &#8220;กระบวนการผลัดผิวใหม่&#8221; โดยร่างกายของเราจะเริ่มต้นกระบวนดังกล่าวในช่วงเวลาที่เรากำลังนอนหลับพักผ่อน ซึ่งในเวลานี้เองที่เลือดจะถูกส่งไปที่ผิวหนังและอวัยวะต่างๆภายในร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมากกว่าในช่วงเวลากลางวัน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ปัญหาการนอนหลับพักผ่อนที่เกิดการวงจรการใช้ชีวิตที่เป็นสาเหตุสำคัญ</h2>
<p>ปัญหาการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอไม่ได้เกิดจากจำนวนเวลาในการหลับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการนอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การนอนหลับไม่สนิท ซึ่งทำให้การผลัดเซลล์ผิว (Skin Exfoliation) มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และส่งผลต่อการร่วงโรยของผิวโดยตรงเช่นกัน โดยสาเหตุดังกล่าวอาจจะเกิดได้จากสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตของแต่ละคน อย่างเช่น การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การที่ละเลยการออกกำลังกาย การทานอาหารที่ไม่ประโยชน์ เป็นต้น</p>
<blockquote><p>การนอนหลับพักผ่อนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิว ดังนั้นเราควรที่จะปรับสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อให้เหมาะสมกับการนอนหลับพักผ่อนของเราให้มากที่สุด</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการง่ายๆที่ช่วยทำให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายยิ่งขึ้น</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ปรับลดแสงสว่างภายในห้องก่อนเข้านอน</h3>
<p>การลดความสว่างนั้นสามารถที่จะช่วยทำให้การนอนหลับทำได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะ แสงสว่างจะเป็นตัวกระตุ้นสมองทำให้เราเกิดอาการตื่นตัวได้ง่าย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ไม่เล่นอินเตอร์เน็ตหรือดูทีวีก่อนนอน</h3>
<p>การเล่นอินเตอร์เน็ต ดูทีวี หรือ อ่านหนังสือ จะไปกระตุ้นทำให้สมองเกิดความคิดและทำให้หลับได้ยากยิ่งขึ้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">พยายามเข้านอนหลังอาบน้ำเสร็จ</h3>
<p>การที่อุณหภูมิในร่างกายลดลงจะส่งผลทำให้นอนหลับง่ายและหลับลึกยิ่งขึ้น ดังนั้นการอาบน้ำอุ่นก่อนเข้านอนจะช่วยในเรื่องการพักผ่อนให้มีประสิทะฺภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ใช้กลิ่นหอมช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย</h3>
<p>การใช้กลิ่นหอมมาเป็นตัวช่วยทำให้การนอนหลับจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผ่อนคลายและนอนหลับได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากกลิ่นหอมจะส่งผลต่อประสาททั้ง 5 ของร่างกายได้ง่าย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">หลีกเลี่ยงการดื่มฃาและกาแฟตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ</h3>
<p>เครื่องดื่มประเภา ชาฝรั่ง กาแฟ และ น้ำอัดลม มีส่วนประกอบของคาเฟอีน ซึ่งจะไปกระตุ้นทำให้ร่างกายตื่นตัว ดังนั้นการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทนี้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งเราสามารถเลือกดื่มเครื่องดื่มประเภทอุ่นๆมาช่วยให้รู้สึกง่วงนอนได้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่น นมร้อน หรือ ชาคาโมมายล์ เป็นต้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ปรับสภาพแวดล้อมภายในห้องให้หลับสบาย</h3>
<p>การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องนอนก็สามารถช่วยทำให้หลับพักผ่อนใสบายยิ่งขึ้น โดยสามารถที่จะทำได้ทั้งการจัดเตียงให้เป็นระเบียบมีพื้นที่ว่าง เพื่อเพิ่มความสบายตัวในเวลานอน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">อย่าเครียดเพราะจะส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท</h3>
<p>หากเรามีเรื่องเครียดหรือเรื่องต่างๆที่ทำให้กังวลจะทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องที่ยากมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่เราทำจิตใจให้สบายก่อนนอนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมองข้าม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/sleeping-importance-of-skin-exfoliation/">การนอนหลับพักผ่อนในปริมาณที่เพียงพอมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเซลล์ผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/sleeping-importance-of-skin-exfoliation/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
