<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เคล็ดลับการดูแลผิว &#8211; My CMS</title>
	<atom:link href="https://pione.co.th/ipl-solutions/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://pione.co.th</link>
	<description>multi-purpose skin care solution</description>
	<lastBuildDate>Wed, 22 Aug 2018 05:20:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.3</generator>

<image>
	<url>https://pione.co.th/wp-content/uploads/2017/02/cropped-LOGO_PIONE-32x32.png</url>
	<title>เคล็ดลับการดูแลผิว &#8211; My CMS</title>
	<link>https://pione.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เพิ่มความมั่นใจให้กับการโชว์ผิวสวยกับทุกการออกกำลังกาย ด้วยนวัตกรรมสำหรับผู้หญิงที่รักสุขภาพผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Aug 2018 05:03:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[IPL ใช้ที่บ้าน ดีที่สุด]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=20759</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันการออกกำลังถือเป็นกิจวัตรของสาวๆหลายๆคนที่รักสุขภาพอยากมีหุ่นสวย มีผิวสุขภาพดีเพราะการดูแลตัวเองที่ดี สามารถสร้างเสริมบุคลิกเพิ่มความมั่นใจให้กับสาวๆแถมยังมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย แต่สาวๆมักจะมีข้อกำจัดหรือข้ออ้างในการไม่อยากออกไปออกกำลังกายเพราะไม่มั่นใจในสุขภาพผิวและรูปร่างของตัวเองไม่กล้าเผยผิวหน้าสด เนื่องจากไม่ควรแต่งหน้าเวลาออกกำลังกาย เมื่อเหงื่อออกรูขุมขนจะขยายทำให้เกิดการอุดตันจากเครื่องสำอางหรือสิ่งสกปรกได้ อีกทั้งยังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือช็อปปิ้งมาทั้งวันเลยไม่มีเวลา แต่ถึงยังไงการดูแลสุขภาพและผิวให้ดีถือเป็นสิ่งที่สาวๆหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันจึงมีวิธีการดูแลตัวเองพร้อมกับนวัตกรรมที่สะดวกและใช้เวลาน้อย ทำให้สาวๆสามารถสร้างความมั่นใจกล้าที่จะเผยผิวสวยได้โดยที่ไม่ต้องปกปิดอีกต่อไป การออกกำลังกายเพื่อหุ่นเป๊ะ วิ่ง การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆใช้เวลาประมาณวันละ 30 นาที แต่ได้ประโยชน์มากมาย ช่วยในการลดน้ำหนักทำให้ปอดมีการทำงานที่ดี เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลดความเคลียดซึ่งเป็นปัญหาที่ทำร้ายทั้งด้านสุขภาพและอารมณ์ แอโรบิค เป็นการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนต่าง ๆของร่างกายเน้นกล้ามเนื้อ ในการเคลื่อนไหวต่อเนื่องตามจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมให้เกิดเป็นพลังงาน สามารถเปิดเพลงเต้นตามจังหวะได้ง่ายๆที่บ้าน การแอโรบิคใช้เวลาเพียงครั้งละ 15-60 นาที ก็ได้ประโยชน์ในการบริหารปอด หัวใจ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดน้ำหนักได้ดีเลยทีด้วย โยคะ โยคะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ไหล่ หลัง และสะโพก ซึ่งมักจะเป็นบริเวณที่เกิดการปวดเนื่องจากสาเหตุการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยฝึกการหายใจหรือเรียกว่าปราณยามะจะช่วยได้ดีในคนที่เป็นภูมิแพ้ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งด้านจิตใจและอารมณ์ ว่ายน้ำ การว่ายน้ำช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักเผาพลาญไขมันได้ดี เป็นการช่วยให้ระบบการหายใจและการให้เวียนของเลือดมีการสูบฉีดที่ดี ในคนที่เป็นโรคข้อเสื่อมหรือข้ออักแสบแนะนำให้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ เพราะจะช่วยลดการรับน้ำหนักขณะว่ายน้ำเป็นการลดการอักแสบของข้อต่อ ฟิตเนส การเข้าฟิตเนสเป็นเทรนด์การออกำลังกายที่ทำให้สาวๆสามารถอวดหุ่นสวย เพราะเป็นการออกกำลังที่สามารถสร้างบุคลิกให้มั่นใจ กำหนดเวลาได้ สะดวก มีวิธีการออกกำลังกายให้เลือกหลากหลาย และยังมีแพคเกจให้เลือกอีกมากกมาย เช่น การควบคุมลดน้ำหนัก สปา [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise/">เพิ่มความมั่นใจให้กับการโชว์ผิวสวยกับทุกการออกกำลังกาย ด้วยนวัตกรรมสำหรับผู้หญิงที่รักสุขภาพผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันการออกกำลังถือเป็นกิจวัตรของสาวๆหลายๆคนที่รักสุขภาพอยากมีหุ่นสวย มีผิวสุขภาพดีเพราะการดูแลตัวเองที่ดี สามารถสร้างเสริมบุคลิกเพิ่มความมั่นใจให้กับสาวๆแถมยังมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย แต่สาวๆมักจะมีข้อกำจัดหรือข้ออ้างในการไม่อยากออกไปออกกำลังกายเพราะไม่มั่นใจในสุขภาพผิวและรูปร่างของตัวเองไม่กล้าเผยผิวหน้าสด เนื่องจากไม่ควรแต่งหน้าเวลาออกกำลังกาย เมื่อเหงื่อออกรูขุมขนจะขยายทำให้เกิดการอุดตันจากเครื่องสำอางหรือสิ่งสกปรกได้ อีกทั้งยังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือช็อปปิ้งมาทั้งวันเลยไม่มีเวลา แต่ถึงยังไงการดูแลสุขภาพและผิวให้ดีถือเป็นสิ่งที่สาวๆหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันจึงมีวิธีการดูแลตัวเองพร้อมกับนวัตกรรมที่สะดวกและใช้เวลาน้อย ทำให้สาวๆสามารถสร้างความมั่นใจกล้าที่จะเผยผิวสวยได้โดยที่ไม่ต้องปกปิดอีกต่อไป</p>
<h2>การออกกำลังกายเพื่อหุ่นเป๊ะ</h2>
<h3>วิ่ง</h3>
<p>การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆใช้เวลาประมาณวันละ 30 นาที แต่ได้ประโยชน์มากมาย ช่วยในการลดน้ำหนักทำให้ปอดมีการทำงานที่ดี เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลดความเคลียดซึ่งเป็นปัญหาที่ทำร้ายทั้งด้านสุขภาพและอารมณ์<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-02.jpg" height="720" /></p>
<h3>แอโรบิค</h3>
<p>เป็นการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนต่าง ๆของร่างกายเน้นกล้ามเนื้อ ในการเคลื่อนไหวต่อเนื่องตามจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมให้เกิดเป็นพลังงาน สามารถเปิดเพลงเต้นตามจังหวะได้ง่ายๆที่บ้าน การแอโรบิคใช้เวลาเพียงครั้งละ 15-60 นาที ก็ได้ประโยชน์ในการบริหารปอด หัวใจ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดน้ำหนักได้ดีเลยทีด้วย<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-03.jpg" height="720" /></p>
<h3>โยคะ</h3>
<p>โยคะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ไหล่ หลัง และสะโพก ซึ่งมักจะเป็นบริเวณที่เกิดการปวดเนื่องจากสาเหตุการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยฝึกการหายใจหรือเรียกว่าปราณยามะจะช่วยได้ดีในคนที่เป็นภูมิแพ้ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งด้านจิตใจและอารมณ์<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-04.jpg" height="720" /></p>
<h3>ว่ายน้ำ</h3>
<p>การว่ายน้ำช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักเผาพลาญไขมันได้ดี เป็นการช่วยให้ระบบการหายใจและการให้เวียนของเลือดมีการสูบฉีดที่ดี ในคนที่เป็นโรคข้อเสื่อมหรือข้ออักแสบแนะนำให้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ เพราะจะช่วยลดการรับน้ำหนักขณะว่ายน้ำเป็นการลดการอักแสบของข้อต่อ<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-05.jpg" height="720" /></p>
<h3>ฟิตเนส</h3>
<p>การเข้าฟิตเนสเป็นเทรนด์การออกำลังกายที่ทำให้สาวๆสามารถอวดหุ่นสวย เพราะเป็นการออกกำลังที่สามารถสร้างบุคลิกให้มั่นใจ กำหนดเวลาได้ สะดวก มีวิธีการออกกำลังกายให้เลือกหลากหลาย และยังมีแพคเกจให้เลือกอีกมากกมาย เช่น การควบคุมลดน้ำหนัก สปา พูดได้เลยว่าไปฟิตเนสได้เกือบครบทุกอย่างในการออกำลังกายจริงๆ<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-06.jpg" height="720" /></p>
<h3>ปั่นจักรยาน</h3>
<p>การปั่นจักรยานถือได้ว่าเป็นกระแสการออกกำลังที่ทำให้คนอยากออกกำลัง มีกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อดึงดูดและกระตุ้นการออกกำลังมากขึ้น การปั่นจักรยานเพียงวันละ 20-30 นาที จะช่วยลดน้ำหนักเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงาน ช่วยให้หัวใจ ปอด มีระบบไหลเวียนของเลือดที่ดี ทำให้อารมณ์แจ่มใจลดความเครียด<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-07.jpg" height="720" /></p>
<p>การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความแข็งแรงและทำให้ผู้หญิงมีหุ่นเป๊ะได้หากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่การออกกำลังกายบางประเภทจะต้องเจอแสงแดดเป็นเรื่องที่ควรป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผิว แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้ว การดูแลรักษาจึงสำคัญ ด้วยนวัตกรรมด้านความงามต่าง ๆที่มีให้ผู้หญิงเลือกอย่างหลากหลายแต่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ และความปลอดภัยด้วยเช่นกัน</p>
<p><img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-08.jpg" height="720" /></p>
<h2>การดูแลผิวด้วยนวัตกรรมความงาม</h2>
<h3>ครีมบำรุง</h3>
<p>การใช้ครีมบำรุงรักษาผิวเป็นการดูแลผิวในขั้นพื้นฐานของความงาม ปัจจุบันแบรนด์ที่มีชื่อเสียงได้มีนวัตกรรมการนำสารสกัดจากธรรมชาติเข้ามามีส่วนผสมกับผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น ทำให้สาวๆที่รักการดูแลผิวมีแบรนด์ที่ชื่นชอบและสนใจ มีความมั่นใจในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้น ปัญหาผิวของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป อาจจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละคนเพื่อให้เหมาะสมและดูแลรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-09.jpg" height="720" /></p>
<h3>คลินิก</h3>
<p>เลเซอร์ เป็นการดูแลรักษาผิวสำหรับปัญหาที่ต้องการการรักษาแบบเห็นผลอย่างตรงจุดแต่จะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาปัญหาผิวอย่างถูกต้อง เพราะเป็นการใช้แสงเลเซอร์ที่จะต้องทำโดยแพทย์ มีค่าใช้จ่ายและใช้เวลาในการพักหน้านาน การรักษาด้วยเลเซอร์แต่ละชนิดจะมีระดับความแรงที่แตกต่างกันอาจจะมีผลข้างเคียงเกิดอาการ บวม แดง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-10.jpg" height="720" /></p>
<h3>ไฮยาลูโรนิก</h3>
<p>เป็นสารที่ช่วยในเรื่องของผิวแห้ง เป็นขุ่ย ลดริ้วรอย ช่วยลดการอักแสบของผิวได้ มีทั้งแบบทาและยาฉีดมักจะอยู่ในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์การบำรุงผิวเวชสำอางเป็นส่วนใหญ่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีราคาค่อนข้างสูง<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-11.jpg" height="720" /></p>
<h3>IPL Home Use</h3>
<p>นวัตกรรม IPL Home Use สามารถทำได้เองที่บ้าน เป็นการดูแลรักษาผิวโดยใช้คลื่นแสงที่มีความถี่แต่งต่างกันออกไปรักษาปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม ใช้งานง่ายสะดวกโดยการยิงแสงบนบริเวณผิวที่ต้องการการดูแลรักษาและช่วยในเรื่องของการกำจัดขนได้อีกด้วย แต่IPLไม่สามารถทำได้กับคนที่มีสีผิวเข้มอาจจะทำให้เกิดการเบิร์นได้ ซึ่งการใช้ IPL Home Use เป็นนวัตกรรมที่เหมาะกับสาวๆยุคใหม่ที่ต้องการดูแลตัวเองได้อย่างง่ายๆ สะดวก มีความปลอดภัย ได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าการทำIPLในคลินิก PiOne เป็นนวัตกรรมความงามที่ตอบโจทย์ให้กับสาวๆได้สามารถดูแลผิวของตัวเองอย่างมืออาชีพได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มีการรับรองงานวิจัยและมาตฐานการผลิตรวมถึงความปลอดภัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์อันดับ1จากเกาหลี<br />
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-12.jpg" height="720" /></p>
<h2>PiOne นวัตกรรมความงาม IPL Home Use ที่ดีที่สุด</h2>
<h3>ช่วงค่าความยาวคลื่นช่วยรักษาและดูแลผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</h3>
<ul>
<li>PiOne ดูแลรักษา 8 ปัญหาผิว ด้วย Xtensive-Flash หัว Skincare ที่มีความยาวคลื่นในช่วง 420-1200 นาโนเมตร คลื่นในช่วงนี้จะจัดการปัญหาสิว อาการแพ้ จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ ฝ้า กระ รูขุมขนกว้าง และช่วยกระตุ้นคอลลาเจน</li>
<li>PiOne กำจัดขน ด้วยXtensive-Flash หัว Hair Removal มีความยาวคลื่นในช่วง 520-1200 นาโนเมตร คลื่นช่วงนี้จะช่วยกำจัดขน ลดการเกิดใหม่ของขน แก้ปัญหาหนังไก่ทำให้ผิวเรียบเนียน</li>
</ul>
<p><img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2018/08/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise-14.jpg" height="720" /></p>
<h3>ค่าพลังงาน 52 J ดีอย่างไร?</h3>
<p>IPL Home Use ของ PiOne มีค่าพลังงานสูงสุดถึง 52 จูล เป็นค่าพลังงานที่เท่ากับเครื่อง IPL ขนาดใหญ่ในคลินิกผลลัพธ์ที่ได้จึงเทียบเท่ากับการทำ IPL ที่คลินิก</p>
<h3>การดูแลผิวหลังการใช้ PiOne</h3>
<p>หลังจากการดูแลผิวด้วย PiOne แล้ว ใช้ Cold pack ในการประคบ ไม่ต้องพักหน้านานและหน้าจะไม่แดงหรือบวม หลังจากนั้นสามารถดูแลผิวได้ตามปกติโดยการใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุมชื้นให้กับผิว และควรทาครีมกันแดดเพื่อเป็นการปกป้องผิวจากแสงแดด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise/">เพิ่มความมั่นใจให้กับการโชว์ผิวสวยกับทุกการออกกำลังกาย ด้วยนวัตกรรมสำหรับผู้หญิงที่รักสุขภาพผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/make-your-confience-to-show-your-beauty-skin-when-doing-exercise/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทางเลือกในการกำจัดปัญหาผิวสำหรับคุณแม่ที่มีเวลาน้อย ให้กลับมาสวยและมั่นใจได้อีกครั้ง</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/beauty-innovation-for-mom-at-home/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/beauty-innovation-for-mom-at-home/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Aug 2018 05:00:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[IPL ใช้ที่บ้าน ดีที่สุด]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=20757</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ผู้หญิงอย่างเราต้องกลายมาเป็นคุณแม่ สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือความสุขและความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ในชีวิต ที่ได้ทำหน้าดูแลครอบครัวที่เรารัก คุณแม่หลายๆ คนยอมเสียสละตัวเอง ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการเลี้ยงดูลูกน้อย ดูแลสามี และหมกมุ่นอยู่กับการทำงานบ้าน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ แต่ความจริงอันโหดร้ายที่คุณแม่คนเก่งต้องเจอ ซึ่งบางครั้งคนที่ไม่ได้อยู่ในจุดนี้อาจจะไม่มีทางเข้าใจ มันคือความเหนื่อยล้า ความเครียด และความสุขที่ค่อยๆ ลดลงทุกครั้งเมื่อมองตัวเองผ่านในกระจก เพราะรูปร่างและผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องด้วยเวลาทั้งหมดของเราถูกใช้เพื่อการดูแลคนที่เรารักจนแทบไม่เหลือเวลาสำหรับการดูแลตัวเองและด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน ทำให้ต้องพบกับปัญหาผิวต่างๆที่ตามมาอีกมากมาย ปัญหาที่คุณแม่คนเก่งต้องเจอ รูปร่างที่ขยายขึ้น ร่างกายของคุณแม่ที่ไม่ได้รับการดูแลหรือไม่ออกกำกายเลย จะเก็บสะสมไขมันไว้ตามส่วนต่างๆ บนร่างกาย เช่นบริเวณ ต้นแขน ต้นขา สะโพก และหน้าท้อง หรือทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย ผิวเหี่ยวย่น สภาพผิวไม่แข็งแข็งแรง เหี่ยวย่นและไม่เต่งตึง เป็นผลมาจากการที่ผิวขาดสารอาหาร ก็คือ Hyaluronic acid ที่ร่างกายสร้างขึ้น ซึ่งสารตัวนี้จะเป็นตัวประสานระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ โปรตีนคอลลาเจน และอีลาสติน เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเต่งตึง ปราศจากริ้วรอย และดูเรียบเนียน ผิวหมองคล้ำ ผิวหมองคล้ำเกิดจากการสร้างเม็ดสี (Melanin) ภายในร่างกายที่มากเกินไป ซึ่งการสร้างเม็ดสีนั้นอาศัยเอนไซม์ Tyrosinaseเข้ามาเป็นตัวช่วย และหากไม่มีการยับยั้ง Tyrosinase สีผิวก็จะเข้มขึ้นเรื่อยๆ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/beauty-innovation-for-mom-at-home/">ทางเลือกในการกำจัดปัญหาผิวสำหรับคุณแม่ที่มีเวลาน้อย ให้กลับมาสวยและมั่นใจได้อีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-family: verdana">หลังผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ผู้หญิงอย่างเราต้องกลายมาเป็นคุณแม่ สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือความสุขและความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ในชีวิต ที่ได้ทำหน้าดูแลครอบครัวที่เรารัก คุณแม่หลายๆ คนยอมเสียสละตัวเอง ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการเลี้ยงดูลูกน้อย ดูแลสามี และหมกมุ่นอยู่กับการทำงานบ้าน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ แต่ความจริงอันโหดร้ายที่คุณแม่คนเก่งต้องเจอ ซึ่งบางครั้งคนที่ไม่ได้อยู่ในจุดนี้อาจจะไม่มีทางเข้าใจ มันคือความเหนื่อยล้า ความเครียด และความสุขที่ค่อยๆ ลดลงทุกครั้งเมื่อมองตัวเองผ่านในกระจก เพราะรูปร่างและผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องด้วยเวลาทั้งหมดของเราถูกใช้เพื่อการดูแลคนที่เรารักจนแทบไม่เหลือเวลาสำหรับการดูแลตัวเองและด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน ทำให้ต้องพบกับปัญหาผิวต่างๆที่ตามมาอีกมากมาย</p>
<h1>ปัญหาที่คุณแม่คนเก่งต้องเจอ</h1>
<h3>รูปร่างที่ขยายขึ้น</h3>
<p style="font-family: verdana">ร่างกายของคุณแม่ที่ไม่ได้รับการดูแลหรือไม่ออกกำกายเลย จะเก็บสะสมไขมันไว้ตามส่วนต่างๆ บนร่างกาย เช่นบริเวณ ต้นแขน ต้นขา สะโพก และหน้าท้อง หรือทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย</p>
<h3>ผิวเหี่ยวย่น</h3>
<p style="font-family: verdana">สภาพผิวไม่แข็งแข็งแรง เหี่ยวย่นและไม่เต่งตึง เป็นผลมาจากการที่ผิวขาดสารอาหาร ก็คือ Hyaluronic acid ที่ร่างกายสร้างขึ้น ซึ่งสารตัวนี้จะเป็นตัวประสานระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ โปรตีนคอลลาเจน และอีลาสติน เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเต่งตึง ปราศจากริ้วรอย และดูเรียบเนียน</p>
<h3>ผิวหมองคล้ำ</h3>
<p style="font-family: verdana">ผิวหมองคล้ำเกิดจากการสร้างเม็ดสี (Melanin) ภายในร่างกายที่มากเกินไป ซึ่งการสร้างเม็ดสีนั้นอาศัยเอนไซม์ Tyrosinaseเข้ามาเป็นตัวช่วย และหากไม่มีการยับยั้ง Tyrosinase สีผิวก็จะเข้มขึ้นเรื่อยๆ</p>
<h3>สิว</h3>
<p style="font-family: verdana">สิวเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลสำหรับคุณแม่หรือผู้ที่เป็นจนรู้สึกขาดความมั่นใจ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็น ตุ่มสิวหัวขาว สิวหัวดำ ตุ่มแดง ตุ่มหนอง และตุ่มแข็งเป็นไต แต่สิ่งที่น่ากลัวและสร้างความกังวลมากกว่าการเป็นสิวก็คือ การทิ้งร่องรอยแผลเป็นหลังจากการเป็นสิวนั่นเอง</p>
<h3>จุดด่างดำบนใบหน้า ฝ้า กระ</h3>
<p style="font-family: verdana">อาการผิดปกติของ Melanin เป็นสาเหตุให้เกิดจุดด่างดำ ฝ้า กระ และริ้วรอยต่างๆ บนผิวหน้าได้เป็นอย่างดี และยิ่งสำหรับคุณแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลผิวหรือป้องกันผิวจากแสงแดด ก็จะมีโอกาสพบปัญหาพวกนี้ได้ง่าย</p>
<h3>ริ้วรอย</h3>
<p style="font-family: verdana">ปัญหาของผู้หญิงทุกคนเมื่ออายุมากขึ้นก็คือ ริ้วรอยที่ตามมา ซึ่งจุดที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือ ริ้วรอยบนผิวบริเวณใบหน้าและรอบดวงตา รวมไปถึงริ้วรอยบริเวณแก้มและหน้าผาก ยิ่งเฉพาะเวลาที่เราแสดงสีหน้าต่างๆ ก็จะเห็นรอยชัดและลึกขึ้นเรื่อยๆ โดยริ้วรอยมักจะเกิดขึ้นในช่วงอายุ 25 ปีเป็นต้นไป แต่บางคนสัญญาณของผิวที่เริ่มเสื่อมสภาพหรือการเกิดริ้วรอย อาจเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดูแลผิวหรือการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคลด้วย</p>
<p style="font-family: verdana">เพราะเวลาสำหรับการดูแลตัวเองที่มีน้อยของคุณแม่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สวย รู้สึกไม่มั่นใจ จนบางครั้งก็รู้สึกไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ทั้งที่ตัวเองพยายามและเสียสละเพื่อคนอื่นเสมอ</p>
<h2>6 สาเหตุที่คุณแม่ต้องสวย</h2>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;font-family: verdana">เพื่อการรักษาชีวิตคู่ให้ยืดยาว เพราะผู้ชายทุกคนไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัย ก็ยังคงชอบและชื่นชมผู้หญิงสวย</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;font-family: verdana">เพราะความสวยทำให้ผู้หญิงมั่นใจ ไม่ว่าจะทำอะไร หรือแต่งตัวแบบไหน ทุกอย่างจะออกมาดูดีและไม่เป็น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;font-family: verdana">ความสวยและความมั่นใจ จะทำให้ตัวคุณและคนที่คุณรักรู้สึกดี สามีและลูกจะภูมิใจในตัวคุณ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;font-family: verdana">ทุกอย่างที่คุณทำจะมีคุณค่าในสายตาของคนทั้งภายในและภายนอกครอบครัว เพราะคุณสามารถดูแลครอบครัวได้ดีและยังดูแลตัวเองได้ดีมากอีกด้วย ชีวิตครอบครัวจะมีสีสัน ไม่จืดชืดแน่นอน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;font-family: verdana">คุณสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อยของคุณได้ และทำให้รู้สึกภูมิใจเมื่อคนอื่นมาชมคุณแม่ของเขา</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;font-family: verdana">เมื่อมีทั้งความสวยและความมั่นใจ ตัวคุณเองจะมีความสุขในทุกๆ วัน และมีความสุขกับทุกอย่างที่ทำ</span></li>
</ul>
<p style="font-family: verdana">มาถึงตรงนี้แล้ว เหล่าคุณแม่ทั้งหลายคงเริ่มคิดเหมือนกันแล้วว่า จะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้คุณแม่อย่างเราได้มีเวลาในการดูแลตัวเองให้กลับมาสวยได้อีกครั้ง และไม่เป็นวิธีที่ทำให้การทำหน้าที่ดูแลครอบครัวของเรานั้นบกพร่องไป</p>
<h2>วิธีการดูแลตัวเองได้ง่ายและรวดเร็วสำหรับคุณแม่ที่มีเวลาน้อย</h2>
<h3>เลือกรับประทานอาหาร</h3>
<p style="font-family: verdana">พยายามเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ หรือพยายามทำอาหารทานเองที่บ้าน เพราะอาหารที่เราเป็นคนทำย่อมมีการคัดสรรวัตถุดิบที่ดี และสะอาดมาใช้ได้มากกว่าการซื้ออาหารจากข้างนอกมาทาน</p>
<h3>ดื่มน้ำมากๆ</h3>
<p style="font-family: verdana">การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายหรือ 6-8 แก้ว ต่อวันจะช่วยทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ดี และทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง</p>
<h3>หมั่นออกกำลังกาย</h3>
<p style="font-family: verdana">วิธีออกกำลังกายง่ายๆ ที่ทำได้ที่บ้าน เช่น การซิทอัพ วิ่งจ๊อกกิ่ง เล่นโยคะ หรือการเคลื่อนไหวร่างกายทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังเป็นการเผาผลาญไขมันและช่วยให้สุขภาพและรูปร่างดูดีขึ้น</p>
<h3>พักผ่อนให้เพียงพอ</h3>
<p style="font-family: verdana">ในหนึ่งวันคุณแม่ทั้งหลาย ควรพักผ่อนให้เพียงพอหรือนอนวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล</p>
<h3>ใช้ครีมบำรุง</h3>
<p>การใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจำพวก มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ และกันแดด ก็ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและช่วยป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดที่จะมาทำร้ายผิวได้อีกด้วย</p>
<h3>เข้าคลินิก</h3>
<p style="font-family: verdana">วิธีนี้จะเห็นผลชัดเจนที่สุด เพราะคลินิกจะใช้คลื่นแสงเฉพาะจุดจาก Laser หรือ คลื่นแสงแบบกระจายจาก IPL มาช่วยในการรักษาผิวต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีเข้าคลินิกอาจจะยังไม่ตอบโจทย์สำหรับคุณแม่เท่าไหร่นัก เนื่องจากต้องเสียเวลาในการเดินทาง เสียเวลารอคุณหมอ และมีผลข้างเคียงที่ส่งผลให้ไม่สะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ต้องหน้าสดออกนอกบ้าน มีรอยแดง และต้องพักหน้านานๆ หลังการรักษา</p>
<h3>ใช้นวัตกรรมแสง IPL Home-use</h3>
<p style="font-family: verdana">เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องของเวลา การใช้นวัตกรรมแสง IPL แบบ Home-use IPL จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่ นวัตกรรมแสง IPL คือ แสงที่มีช่วงความยาวคลื่นกว้าง แสงที่ถูกปล่อยออกมาหลายๆ ช่วงพร้อมกันนั้น จะเป็นตัวรักษาปัญหาผิวต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ในขณะที่ Laser เป็นแสงที่มีคลื่นความถี่เดียวทำให้รักษาปัญหาผิวได้ทีละอย่าง และเมื่อเปรียบเทียบกันในเรื่องความอ่อนโยน ความสะดวกสบาย และราคา นวัตกรรมแสง IPL แบบ Home-use ก็ยังตอบโจทย์สำหรับคุณแม่ได้ดีกว่า</p>
<p style="font-family: verdana">จะเห็นได้ว่าถ้าลองมองดีๆ โอกาสที่คุณแม่อย่างเราจะแบ่งเวลามาดูแลตัวเองบ้างก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเรา หรือเลือกวิธีที่ทำให้เราสามารถมีความสุขกับตัวเองและมีความสุขร่วมกับคนในครอบครัวได้พร้อมๆกัน</p>
<h2>ทางเลือกใหม่ของการรักษาปัญหาผิวด้วย IPL Home-use ยี่ห้อ PiOne ที่ให้ทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย</h2>
<ul>
<li style="font-family: verdana">PiOne คือ เครื่องมือความงาม IPL Home-use อันดับ 1 จากประเทศเกาหลีใต้</li>
<li style="font-family: verdana">ดีไซน์เครื่องสวยงาม ทันสมัย ยืนยันด้วย iF Design Awards</li>
<li style="font-family: verdana">ให้ค่าพลังงานสูงถึง 52J ลงลึกถึงชั้นผิวภายใน</li>
<li style="font-family: verdana">รักษาครอบคลุมทุกปัญหาผิว และช่วยในการกำจัดขนถาวรด้วย Xtensive Flash</li>
<li style="font-family: verdana">สามารถใช้งานได้ที่บ้าน ประหยัดเวลา และเป็นส่วนตัว</li>
<li style="font-family: verdana">ให้ผลลัพธ์เทียบเท่าคลินิก</li>
<li style="font-family: verdana">มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์อันดับหนึ่งของเกาหลีรับรอง</li>
</ul>
<blockquote><p>&#8221; PiOne นวัตกรรมแสงแห่งความงาม ที่เป็นเครื่อง IPL แบบ Home-use ใช้งานง่าย ปลอดภัย และได้ผลดีจริง ช่วยแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น การรักษาสิว กระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย ลดรอยแดง จุดด่างดำ ฝ้า/กระ และกำจัดขนถาวร เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สำหรับคุณแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา หรือไม่ใช่แค่คุณแม่ เท่านั้น คุณสามี หรือคนในครอบครัวที่มีอายุมากขึ้นก็สามารถใช้ PiOne (IPL Home-use) ได้เช่นกัน &#8220;</p></blockquote>
	<section class="section dark" id="section_1270449245">
		<div class="bg section-bg fill bg-fill  bg-loaded" >

			
			
			

		</div><!-- .section-bg -->

		<div class="section-content relative">
			
<div class="row"  id="row-2128518010">
<div class="col small-12 large-12"  ><div class="col-inner" style="padding:0px 10px 0px 10px;" >
<h4 style="text-align: center">หากต้องการปรึกษาปัญหาผิวอย่างละเอียดกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญหรือสอบถามข้อมูลของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสามารถติดต่อทางเจ้าหน้าที่ PiOne ได้ผ่านช่องทาง:</h4>
</div></div>
</div>
<div class="row align-center row-box-shadow-3 row-box-shadow-4-hover"  id="row-1241320593">
<div class="col medium-4 small-9 large-4"  ><div class="col-inner text-center"  >
	<div class="img has-hover x md-x lg-x y md-y lg-y" id="image_1917589385">
		<a class="" href="https://line.me/R/ti/p/%40wyh2539x" target="_blank" rel="noopener noreferrer" >						<div class="img-inner dark" >
			<img fetchpriority="high" decoding="async" width="500" height="500" src="https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/line-icons-001.png" class="attachment-large size-large" alt="" srcset="https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/line-icons-001.png 500w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/line-icons-001-150x150.png 150w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/line-icons-001-300x300.png 300w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/line-icons-001-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" />						
					</div>
						</a>		
<style scope="scope">

#image_1917589385 {
  width: 50%;
}
</style>
	</div>
	
<h5><a href="https://line.me/R/ti/p/%40wyh2539x" target="_blank" rel="noopener">Line :<br />
@PiOneThailand</a></h5>
</div></div>
<div class="col medium-4 small-9 large-4"  ><div class="col-inner text-center"  >
	<div class="img has-hover x md-x lg-x y md-y lg-y" id="image_377532759">
		<a class="" href="https://www.facebook.com/PioneOfficial/" target="_blank" rel="noopener noreferrer" >						<div class="img-inner dark" >
			<img decoding="async" width="500" height="500" src="https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/fb-icons-001.png" class="attachment-large size-large" alt="" srcset="https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/fb-icons-001.png 500w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/fb-icons-001-150x150.png 150w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/fb-icons-001-300x300.png 300w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/fb-icons-001-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" />						
					</div>
						</a>		
<style scope="scope">

#image_377532759 {
  width: 50%;
}
</style>
	</div>
	
<h5><a href="https://www.facebook.com/PioneOfficial/" target="_blank" rel="noopener">Facebook :<br />
PiOneOfficial</a></h5>
</div></div>
<div class="col medium-4 small-9 large-4"  ><div class="col-inner text-center"  >
	<div class="img has-hover x md-x lg-x y md-y lg-y" id="image_517682722">
		<a class="" href="tel:026218989" target="_blank" rel="noopener noreferrer" >						<div class="img-inner dark" >
			<img decoding="async" width="500" height="500" src="https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/call-icon-002.png" class="attachment-large size-large" alt="" srcset="https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/call-icon-002.png 500w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/call-icon-002-150x150.png 150w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/call-icon-002-300x300.png 300w, https://pione.co.th/wp-content/uploads/2018/04/call-icon-002-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" />						
					</div>
						</a>		
<style scope="scope">

#image_517682722 {
  width: 50%;
}
</style>
	</div>
	
<h5><a href="tel:026218989" target="_blank" rel="noopener">Call Center :<br />
02-621-8989</a></h5>
</div></div>

<style scope="scope">

#row-1241320593 > .col > .col-inner {
  padding: 15px 15px 15px 15px;
}
</style>
</div>
		</div><!-- .section-content -->

		
<style scope="scope">

#section_1270449245 {
  padding-top: 75px;
  padding-bottom: 75px;
  background-color: rgb(38, 38, 38);
}
</style>
	</section>
	
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/beauty-innovation-for-mom-at-home/">ทางเลือกในการกำจัดปัญหาผิวสำหรับคุณแม่ที่มีเวลาน้อย ให้กลับมาสวยและมั่นใจได้อีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/beauty-innovation-for-mom-at-home/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรดไฮยาลูโรนิค มีความสำคัญกับผิวของเราอย่างไร?</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jun 2017 10:09:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=11923</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยความจริงที่ว่าสุขภาพ และความงามของร่างกายมักสวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ความว่องไวที่ลดลง การเจ็บป่วยง่าย หรือแม้กระทั่งสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลงตามลำดับ วันนี้เราจึงต้องมาทำความรู้จักกับสารตัวหนึ่งในร่างกายซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ได้แก่ “ไฮยาลูโรนิค แอซิด” (Hyaluronic acid : HA) หรือ สารไฮยารูรอน กรดนี้เป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำไขข้อ หล่อเลี้ยงข้อต่อ น้ำเลี้ยงลูกตา น้ำหล่อลื่นบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งลดการเสียดสีของอวัยวะและเซลล์อีกด้วย ในทางความงาม ไฮยาลูโรนิค แอซิด จะถูกกล่าวถึงด้วยคุณสมบัติเป็นตัวประสานความเชื่อมต่อระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ (dermis) โปรตีนคอลลาเจน และอีลาสติน เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เต่งตึง ปราศจากริ้วรอย และดูเรียบเนียน นอกจากนี้ ไฮยาลูโรนิค แอซิด ยังมีคุณสมบัติทางความงามโดยอ้อมคือ เป็นตัวช่วยในการนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง และยังสามารถช่วยในการขับของเสียออกจากเซลล์ได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว ความเป็นมาของกรดไฮยาลูโรนิค อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของสารตัวนี้จนเมื่ออายุได้ล่วงเลยเข้าถึงวัย 30 ขึ้นไป เมื่อเราพบริ้วรอยที่ปรากฏชัดขึ้น หรือสมรรถภาพของร่างกายไม่ดีเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะร่างกายของเราอยู่ในช่วงสังเคราะห์สารดังกล่าวลดลงนั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จึงได้คิดค้น “กรดไฮยารูโรนิคสังเคราะห์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทน ไฮยาลูโรนิค แอซิด [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/">กรดไฮยาลูโรนิค มีความสำคัญกับผิวของเราอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยความจริงที่ว่าสุขภาพ และความงามของร่างกายมักสวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ความว่องไวที่ลดลง การเจ็บป่วยง่าย หรือแม้กระทั่งสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลงตามลำดับ วันนี้เราจึงต้องมาทำความรู้จักกับสารตัวหนึ่งในร่างกายซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ได้แก่ “ไฮยาลูโรนิค แอซิด” (Hyaluronic acid : HA) หรือ สารไฮยารูรอน กรดนี้เป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำไขข้อ หล่อเลี้ยงข้อต่อ น้ำเลี้ยงลูกตา น้ำหล่อลื่นบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งลดการเสียดสีของอวัยวะและเซลล์อีกด้วย ในทางความงาม ไฮยาลูโรนิค แอซิด จะถูกกล่าวถึงด้วยคุณสมบัติเป็นตัวประสานความเชื่อมต่อระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ (dermis) โปรตีนคอลลาเจน และอีลาสติน เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เต่งตึง ปราศจากริ้วรอย และดูเรียบเนียน นอกจากนี้ ไฮยาลูโรนิค แอซิด ยังมีคุณสมบัติทางความงามโดยอ้อมคือ เป็นตัวช่วยในการนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง และยังสามารถช่วยในการขับของเสียออกจากเซลล์ได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ความเป็นมาของกรดไฮยาลูโรนิค</h2>
<p>อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของสารตัวนี้จนเมื่ออายุได้ล่วงเลยเข้าถึงวัย 30 ขึ้นไป เมื่อเราพบริ้วรอยที่ปรากฏชัดขึ้น หรือสมรรถภาพของร่างกายไม่ดีเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะร่างกายของเราอยู่ในช่วงสังเคราะห์สารดังกล่าวลดลงนั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จึงได้คิดค้น “กรดไฮยารูโรนิคสังเคราะห์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทน ไฮยาลูโรนิค แอซิด ที่ร่างกายสร้างขึ้น สารดังกล่าวมีลักษณะหนืดข้น ละลายน้ำได้ดี แต่ก็อุ้มน้ำได้ดีมากเช่นกัน กรดสังเคราะห์ดังกล่าวถูกนำมาเป็นยาประเภทฉีด เพื่อบำบัดรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม(Osteoarthritis of the knee) และภาวะอักเสบรอบข้อไหล่ (Scapulohumeral periarthritis) หรือลดอาการปวดกล้ามเนื้อ/ปวดข้อได้ผลชะงัด ต่อมาได้พัฒนามาเป็น ผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียม (Artificial tear) เพื่อช่วยหล่อลื่นลูกตา ลดอาการระคายเคืองในลูกตา บรรเทาอาการตาแห้ง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">กรดไฮยาลูโรนิคมีประโยชน์อย่างไร?</h2>
<p>จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ทางด้านความงาม ได้เล็งเห็นประสิทธิภาพของสารสังเคราะห์ตัวนี้ และได้นำมาเป็นส่วนผสมหลักของครีม/เซรั่ม แม้กระทั่งเครื่องสำอางอย่าง ลิปสติก เป็นต้น โดยใช้ชื่อสารว่า “Sodium Hyaluronate” ร่วมกับ “โคเอนไซม์คิวเท็น” (Coenzyme Q10) วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ จนเกิดสารบำรุงผิวที่มีคุณสมบัติและทรงคุณค่า อาทิ<br />
&#8211; การแก้ไขปัญหาผวขาดความสมดุล ผิวแห้ง เป็นขุย หรือหลุดลอกเป็นแผ่นๆ ด้วยคุณสมบัติกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้ดีเยี่ยม<br />
&#8211; การบำรุงผิวพรรณ โดยเฉพาะผิวหน้าจะสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในด้าน ความตึง กระชับ เรียบเนียน<br />
&#8211; ลดอาการอักเสบของสิวซ่อมแซมผิวที่ถูกทำลาย เร่งกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ที่มีผลต่อการหายของแผล<br />
&#8211; มีส่วนช่วยในการลดการสร้างอนุมูลอิสระ และกรองรังสี UV ที่จะทำร้ายผิว<br />
&#8211; ใช้ฉีดเพื่อแก้ไขจุด บกพร่องบนใบหน้า ซึ่ง สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ<br />
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรทราบข้อควรระวังของการใช้เครื่องสำอาง ครีมที่มี ไฮยาลูโรนิค แอซิด เป็นส่วนประกอบด้วย เนื่องจากการสังเคราะห์ ไฮยาลูรอนิค แอสิค ได้มาจากการสกัดแบคทีเรียที่ชื่อว่า Bacillus subtilis ในผู้ใช้บางรายจึงอาจเกิดอาการแพ้ยาจากโปรตีนของแบคทีเรียที่ใช้สังเคราะห์ตัวสารนี้ ห้ามใช้สารดังกล่าวกับสตรีตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร และ เด็ก (อายุต่ำกว่า 3 ปี) ทั้งนี้ในกรณีของการใช้ยาที่มีส่วนผสมของ ไฮยาลูรอนิค แอสิค เพื่อการรักษาโรค มีข้อพึงระวังคือ ห้ามฉีดสารเข้าหลอดเลือด หรือข้อเข่าขณะที่กำลังเกิดบาดแผล/หรือมีการบาดเจ็บ/หรือมีการติดเชื้อ รวมทั้งควรคำนึงว่า ปริมาณของยา/สารที่ต้องการใช้ ความถี่ในการใช้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคภายใต้ดุลพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/">กรดไฮยาลูโรนิค มีความสำคัญกับผิวของเราอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/hyaluronic-acid/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระบวนการผลัดเซลล์ผิว ตัวช่วยของร่างกายที่ทำให้ผิวสวยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Jun 2017 14:09:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=11772</guid>

					<description><![CDATA[<p>วงจรการผลัดเซลล์ผิว (skin cell turnover) ของร่างกายมีระยะเวลา 16-21 วันในแต่ละช่วง การผลัดเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นบริเวณส่วนบนสุดของผิวหนังชั้นกำพร้า (epidermis) ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นนอกสุดของร่างกาย เราเรียกเซลล์ที่หลุดลอกนี้ว่า “ขี้ไคล” หรือชื่อในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สเตรตัม คลอเนียม” มีลักษณะซ้อนทับกัน 15-20 ชั้น และมีเคราตินเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้ผิว และทำให้ผิวยืดหยุ่น สามารถจัดเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ ชั้นผิวหนังจะหนาหรือบางจึงขึ้นอยู่กับชั้นของเคราตินนี้ด้วย เซลล์สเตรตัม คลอเนียม ซึ่งต่อไปเราจะเรียกในชื่อสามัญว่า “ขี้ไคล”นี้ จะยึดติดกันด้วย “คอร์นีโอเดสโมโซม” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเซลล์ไม่ให้หลุดออกจากกัน เมื่อผิวครบวงจรการผลัดเซลล์ผิว หรือได้รับความเสื่อมสภาพจากปัจจัยเร่งเร้าภายนอก อาทิ แสงแดด การอักเสบของผิว ควันบุหรี่ สารเคมี หรือมลพิษ ฯลฯ ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ช่วยในการทำลายสะพานเชื่อมเซลล์นี้ และส่งผลให้มีการหลุดลอกของเซลล์ในลำดับต่อไป ในปัจจุบันเราจะพบว่าสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษนั้น ส่งผลให้เซลล์มีการหลุดลอกช้าลง โดยผู้ที่มีสภาพผิวมันจะเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหานี้เป็นหลัก เนื่องจากน้ำมันบนผิวหน้าจะส่งผลให้เซลล์ผิวเหล่านี้เกาะกันแน่นจนเกินไป หรือแม้แต่อายุที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวช้าลงเช่นกันได้เช่นกัน โดยปัญหาที่เกิดจากการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลงจะเกิดผลเสียดังนี้ ใบหน้าหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ปรากฏจุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้สภาพรวมบนใบหน้าเหมือนคนสูงวัย เนื่องจากเซลล์ผิวที่หมดอายุแล้วตกค้างสะสมบนใบหน้า จึงทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ชะลอตัวลง การล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้เกิดสิ่งอุดตันแปลกปลอมบนผิว ร่วมกับน้ำมันที่ขับออกมาทางรูขุมขนเคลือบผิวหน้าไว้ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/">กระบวนการผลัดเซลล์ผิว ตัวช่วยของร่างกายที่ทำให้ผิวสวยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วงจรการผลัดเซลล์ผิว (skin cell turnover) ของร่างกายมีระยะเวลา 16-21 วันในแต่ละช่วง การผลัดเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นบริเวณส่วนบนสุดของผิวหนังชั้นกำพร้า (epidermis) ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นนอกสุดของร่างกาย เราเรียกเซลล์ที่หลุดลอกนี้ว่า “ขี้ไคล” หรือชื่อในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สเตรตัม คลอเนียม” มีลักษณะซ้อนทับกัน 15-20 ชั้น และมีเคราตินเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้ผิว และทำให้ผิวยืดหยุ่น สามารถจัดเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้<br />
ชั้นผิวหนังจะหนาหรือบางจึงขึ้นอยู่กับชั้นของเคราตินนี้ด้วย เซลล์สเตรตัม คลอเนียม ซึ่งต่อไปเราจะเรียกในชื่อสามัญว่า “ขี้ไคล”นี้ จะยึดติดกันด้วย “คอร์นีโอเดสโมโซม” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเซลล์ไม่ให้หลุดออกจากกัน เมื่อผิวครบวงจรการผลัดเซลล์ผิว หรือได้รับความเสื่อมสภาพจากปัจจัยเร่งเร้าภายนอก อาทิ แสงแดด การอักเสบของผิว ควันบุหรี่ สารเคมี หรือมลพิษ ฯลฯ ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ช่วยในการทำลายสะพานเชื่อมเซลล์นี้ และส่งผลให้มีการหลุดลอกของเซลล์ในลำดับต่อไป ในปัจจุบันเราจะพบว่าสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษนั้น ส่งผลให้เซลล์มีการหลุดลอกช้าลง โดยผู้ที่มีสภาพผิวมันจะเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหานี้เป็นหลัก เนื่องจากน้ำมันบนผิวหน้าจะส่งผลให้เซลล์ผิวเหล่านี้เกาะกันแน่นจนเกินไป หรือแม้แต่อายุที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวช้าลงเช่นกันได้เช่นกัน</p>
<h2 style="font-size: 140%;">โดยปัญหาที่เกิดจากการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลงจะเกิดผลเสียดังนี้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ใบหน้าหมองคล้ำ</h3>
<p>สีผิวไม่สม่ำเสมอ ปรากฏจุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้สภาพรวมบนใบหน้าเหมือนคนสูงวัย เนื่องจากเซลล์ผิวที่หมดอายุแล้วตกค้างสะสมบนใบหน้า จึงทำให้กระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ชะลอตัวลง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การล้างหน้าไม่สะอาด</h3>
<p>ทำให้เกิดสิ่งอุดตันแปลกปลอมบนผิว ร่วมกับน้ำมันที่ขับออกมาทางรูขุมขนเคลือบผิวหน้าไว้ การผลัดเซลล์ผิวให้หลุดออกไปจึงทำได้ยาก ส่งผลให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างจากสิ่งอุดตันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากเหตุผลในข้อบน เมื่อรูขุนขนกว้างในบางครั้งอาจเกิดการอักเสบบริเวณรูขุมขนกลายเป็นปัญหา  ขนคุด หรือในกรณีที่สิ่งอุดตันนั้นมีแบคทีเรียร่วมด้วยก็อาจเป็นปัญหา “สิวอักเสบ” ขึ้นมาได้เช่นกัน สิ่งที่ตามมาคือเราจะสามารถสังเกตเห็น “สิวอุดตัน” ซึ่งมีลักษณะเป็นจุดดำ แข็ง และเมื่อกำจัดออกไม่ถูกวิธีก็อาจนำมาซึ่งปัญหา “หลุมสิว” อีกด้วย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ปัญหาผิวหน้าลอกจากการที่เซลล์ผิวผลัดเซลล์ผิวไม่สม่ำเสมอ</h3>
<p>ทำให้ผิวอาจเกิดภาวะแห้งกร้านจากสภาวะแวดล้อมภายนอก และหลุดลอกออกบางส่วน โดยการหลุดลอกนี้อาจนำมาซึ่งอาการแทรกซ้อน เช่น อาการคัน และเชื้อราได้ และการผลัดเซลล์ผิวที่ไม่สม่ำเสมอนี้เองทำให้การบำรุงผิวจะไม่สามารถทำได้ดีเท่าที่ควร เนื่องจาก ครีม/เซรั่มที่ทาลงบนผิวนั้นจะถูกยึดติดอยู่บริเวณผิวที่เสื่อมสภาพก่อน ไม่สามารถซึมได้ถึงผิวชั้นใน บางครั้งเราจึงสงสัยว่าครีมบำรุงผิวที่เราใช้นั้น จึงไม่สามารถแก้ปัญหา/ตอบโจทย์บนใบหน้าของเราได้เลย<br />
ในเมื่อการผลัดเซลล์ผิวหน้าของเราไม่สามารถรอได้อีกต่อไป ผู้เขียนจึงมี 2 วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวหน้า ให้ผิวหน้ากลับมากระจ่างใส เผยผิวที่แข็งแรง ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกาย และ ชะลอต้นเหตุของริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย วิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวจึงประกอบด้วย<br />
การผลัดเซลล์ผิวโดยใช้เครื่องมือทางการแพทย์ หรือ ใช้วิธีทางกายภาพ (Mechanical peeling) เริ่มตั้งแต่การขัดบริเวณ หน้า และลำตัวด้วย ใยบวบ หินขัดตัว ผ้าขนหนู การสคับผิวด้วย ผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติ เช่น น้ำตาล เกลือ กาแฟ อัลมอนด์ หรือวัสดุสังเคราะห์ ได้แก่ เม็ดสครับจากโพลีเอททีลีน ไปจนถึงการกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี อย่างไรก็การการสครับผิวนั้น เป็นวิธีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองค่อนข้างมากจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาสคับอาจมีเหลี่ยม มุม ที่บาดผิว หรือการผลัดเซลล์ผิวอาจเป็นไปโดยไม่สม่ำเสมอ<br />
ข้อควรระวัง: การขัดผิวหน้าไม่ควรทำเกิน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ สครับที่นำมาขัดบริเวณผิวหน้าควรละเอียดกว่า สครับสำหรับขัดผิวกาย งดการสครับผิวบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัดโดยตรงเป็นเวลา 1-2 วัน และทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ควรบำรุงผิวด้วยมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งเพื่อป้องกันผิวแห้งกร้านจากการสูญเสียน้ำใต้ผิวหน้า อย่างไรก็ตามระยะเวลาที่ใช้ในการขัดผิวไม่ควรเกิน 10-15 นาที เพราะอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองที่มากเกินไป</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การผลัดเซลล์ผิวโดยใช้สารเคมี (Chemical peeling)</h2>
<p>การผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีนี้จะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บบนผิวได้น้อยกว่า แต่ควรคำนึงถึงสารเคมีที่จะนำมาใช้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากหากมีอาการแพ้ต่อสารเคมีดังกล่าวก็อาจได้ผลในทางที่กลับกัน สารเคมีที่นิยมนำมาผลัดเซลล์ผิว หรือที่เราเรียกว่า &#8220;ลอกผิว” ซึ่งเป็นที่นิยมได้แก่ AHA (Alpha Hydroxy Acid) BHA (Beta Hydroxy Acid) และ TCA (Trichloroacetic Acid)<br />
&#8211; สาร  AHA โดยมากจะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ Malic acid, Citric acid, Lactic acid, Glycolic acid etc. กรด AHA ที่นิยมมากที่สุดคือ Glycolic acid เพราะมีขนาดโมเลกุลเล็ก สามารถซึมผ่านเข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้ ได้ง่าย จึงสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี<br />
&#8211; BHA มีฤทธิ์ให้เซลล์เคราตินที่แข็งกระด้าง ลอกหลุดได้เร็ว โดยผลข้างเคียงจะมีอาการระคายเคือง และผิวลอกเป็นขุยได้ง่าย นิยมนำมาใช้ในการลอกหูด หรือฝ้ากระ เป็นต้น สารที่นิยมได้แก่ กรดซาลิกไซลิก (salicylic acid) ที่ได้จากพริก<br />
&#8211; TCA นี้ใช้ได้ผลดีกับริ้วรอยและฝ้ากระที่ไม่มากเกินไป ประสิทธิภาพการรักษาจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ใช้ ในกรณีที่ใช้เพื่อแก้ปัญหาสิว นิยมใช้ความเข้มข้นไม่เกิน 20% แต่หากต้องการแก้ปัญหาหลุมสิว ควรใช้ความเข้มข้นที่ 50% จะช่วยทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด<br />
ตามที่กล่าวไปเบื้องต้นว่า ควรหลีกเลี่ยงวิธีการลอกผิวหน้า หรือผิวกาย เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น ซึ่งการใช้ chemical peeling สามารถตอบโจทย์บุคคลผู้มีปัญหาสิวนี้ได้นะคะ ในลำดับแรกควรตรวจสภาพผิวพื้นฐานเราก่อนว่าเป็นแบบใด ถ้าผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ผิวระคายเคืองง่าย ควรหลีกเลี่ยงสารกลุ่มนี้ไปเลยค่ะ แต่ถ้าผิวธรรมดา ผิวมันหรือ ผิวผสม ควรใช้ AHA ทาในบริเวณทั่วๆไป และตามด้วย BHA ทาเฉพาะจุดที่มีสิวอุดตัว สิวอักเสบ ทั้งนี้ควรสังเกตผิวหน้าของตนเองว่ามีอาการระคายเคือง ลอก แห้ง แดง หรือไม่ ถ้ามีอาการดังกล่าวควร ทาวันเว้นวัน หรือวันเว้นสองวัน หรือหยุดการใช้และพบแพทย์ผิวหนังเพื่อให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/">กระบวนการผลัดเซลล์ผิว ตัวช่วยของร่างกายที่ทำให้ผิวสวยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/skin-cell-turnover/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สฟิงโกลิพิด สารช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Jun 2017 11:11:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดริ้วรอย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=11718</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบันเครื่องสำอางจำพวก ครีม หรือ เซรั่ม ที่มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิวกำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ในขณะนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากความร้อนจากแสงแดด และมลพิษจากฝุ่นควัน และลักษณะการดำเนินชีวิตที่ส่งผลให้ผิวหนังของเราสูญเสียความชุ่มชื้น และโดนทำลายอย่างต่อเนื่องจนผิวอยู่ในสภาพขาดการฟื้นฟูได้ทันท่วงที ซึ่งอาจแสดงปัญหาในรูปของริ้วรอย หรือความหย่อนคล้อยบริเวณผิวหนัง ความชุ่มชื้นจึงมีความสำคัญกับผิวหนังของเราอย่างมาก เป็นปัจจัยหลักขององค์ประกอบที่สมบูรณ์ของเซลล์ ส่งผลถึงความยืดหยุ่นของผิวหนัง ทั้งนี้ความชุ่มชื้นภายใต้ผิวหนังของเราสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกายซึ่งแทรกซึมเป็นส่วนประกอบของทุกชั้นผิวหนังของเรา นอกจากทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื้นแล้ว ยังทำหน้าที่ลดแรงกระแทกจากภายนอกที่จะทำอันตรายต่อเซลล์และอวัยวะภายในอีกด้วย ผิวขาดความชุ่มชื้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนชั้นผิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แหล่งไขมันที่จำเป็นในร่างกายของเรา มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ แต่ยังมีไขมันบางชนิดที่สามารถละลายน้ำได้เล็กน้อย เช่น ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) ที่อยู่บริเวณชั้นผิวหนังกำพร้าที่เรียกว่า สตราตัม คอร์เนียม (Stratum corneum) มาจากการบริโภคไขมันจาก พืชและสัตว์ อาทิ เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารประเภทถั่ว เมล็ดนุ่น และพืชน้ำมัน เช่น ปาล์ม มะพร้าว และมะกอก เป็นต้น สฟิงโกลิพิด เกิดจาการรวมตัวของสารต่างๆดังนี้ &#8211; สฟิงโกซีน (sphingosine) หรือไดไฮโดรสฟิงโกซีน (dihydrosphin-gosine) [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/">สฟิงโกลิพิด สารช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันเครื่องสำอางจำพวก ครีม หรือ เซรั่ม ที่มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้ผิวกำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ในขณะนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากความร้อนจากแสงแดด และมลพิษจากฝุ่นควัน และลักษณะการดำเนินชีวิตที่ส่งผลให้ผิวหนังของเราสูญเสียความชุ่มชื้น และโดนทำลายอย่างต่อเนื่องจนผิวอยู่ในสภาพขาดการฟื้นฟูได้ทันท่วงที ซึ่งอาจแสดงปัญหาในรูปของริ้วรอย หรือความหย่อนคล้อยบริเวณผิวหนัง ความชุ่มชื้นจึงมีความสำคัญกับผิวหนังของเราอย่างมาก เป็นปัจจัยหลักขององค์ประกอบที่สมบูรณ์ของเซลล์ ส่งผลถึงความยืดหยุ่นของผิวหนัง ทั้งนี้ความชุ่มชื้นภายใต้ผิวหนังของเราสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกายซึ่งแทรกซึมเป็นส่วนประกอบของทุกชั้นผิวหนังของเรา นอกจากทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื้นแล้ว ยังทำหน้าที่ลดแรงกระแทกจากภายนอกที่จะทำอันตรายต่อเซลล์และอวัยวะภายในอีกด้วย</p>
<blockquote><p>ผิวขาดความชุ่มชื้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนชั้นผิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ</p></blockquote>
<p>แหล่งไขมันที่จำเป็นในร่างกายของเรา มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ แต่ยังมีไขมันบางชนิดที่สามารถละลายน้ำได้เล็กน้อย เช่น ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) สฟิงโกลิพิด (Sphingolipids) ที่อยู่บริเวณชั้นผิวหนังกำพร้าที่เรียกว่า สตราตัม คอร์เนียม (Stratum corneum) มาจากการบริโภคไขมันจาก พืชและสัตว์ อาทิ เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารประเภทถั่ว เมล็ดนุ่น และพืชน้ำมัน เช่น ปาล์ม มะพร้าว และมะกอก เป็นต้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สฟิงโกลิพิด เกิดจาการรวมตัวของสารต่างๆดังนี้</h2>
<p>&#8211; สฟิงโกซีน (sphingosine) หรือไดไฮโดรสฟิงโกซีน (dihydrosphin-gosine)<br />
&#8211; กรดไขมัน (fatty acid) หนึ่งโมเลกุล<br />
&#8211; อนุพันธ์น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอย่างน้อยที่สุดหนึ่งหน่วย อาทิ กรดไซอะลิก (sialic acid)<br />
&#8211; เซราไมด์ (ceramide)</p>
<h2 style="font-size: 140%;">องค์ประกอบของสฟิงโกลิพิด</h2>
<p>สฟิงโกลิพิดที่สำคัญได้แก่ สฟิงโกไมอีลีน (Sphingomyelin) กาแลกโทซิลเซอราไมด์ (Galactosyl ceramide) และกลูโคซิลเซอราไมด์ (Glucosyl ceraminds) จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในเยื่อหุ้มเซลล์ของทั้งพืชและสัตว์ โดยเฉพาะที่สมองและเนื้อเยื่อประสาท มีส่วนช่วยในเรื่องความทรงจำ (สารสื่อสัญญาณสมอง) และทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวเซลล์ที่บริเวณต้อนรับ (receptor site) ต่อสารพิษ สภาพแวดล้อม หรือฮอร์โมน เป็นต้น อย่างไรก็ตามด้วยองค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้ ทำให้ในปัจจุบันได้มีการสังเคราะห์สารที่เรียกว่า กลูโคซิลเซอราไมด์ (Glucosyl ceraminds) เพื่อเลียนแบบสารสังเคราะห์จากกลไกธรรมชาติของร่างกาย กลไกของโครงสร้างนี้ มีกลูโคสจับกับไพรมารี-ไฮดรอกซิลของเซอราไมด์ ด้วยพันธะไกลโคซิดิก กลูโคซิลเซอราไมด์เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ไกลโคลิพิดอื่นๆ จึงเป็นหนึ่งในไขมันที่ร่างกายไม่สามารถขาดได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">สรรพคุณของสฟิงโกลิพิด</h2>
<p>สารสังเคราะห์ดังกล่าวจะถูกเติมลงไปในเครื่องสำอางประเภท &#8220;ครีม หรือ &#8220;เซรั่ม&#8221; โดยกลไกการทำงานคือ เมื่อครีมหรือเซรั่ม ดังกล่าวซึมเข้าผิวหนัง จะถูกย่อย น้ำตาล (glucose) และ เซราไมด์ (ceramind) ทำให้เกิดสรรพคุณที่บำรุงและปกป้องผิวต่างๆดังนี้<br />
&#8211; ช่วยรักษาระดับการซึมผ่านของน้ำภายในผิวหนังให้เกิดความสมดุล จึงรักษาความชุ่มชื้นใต้ผิวหนังได้เป็นอย่างดี<br />
&#8211; สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ส่งผลให้การเกิดริ้วรอยช้าลง<br />
&#8211; เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งสามารถรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย<br />
&#8211; สามารถยับยั้งการสังเคราะห์ <a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/freckle/what-is-melanin/" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><u>เมลานิน (Melanin)</u></a> อันเป็นจุดกำเนิดของ ฝ้า กระ จุดด่างดำได้ดี ทั้งยังเป็นสารเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหนัง<br />
&#8211; ฟื้นฟูผิวจากปัญหาผิวแห้งเสียรุนแรง ลดอาการบวม อักเสบ และเป็นขุย ส่งผลโดยตรงต่อผิวหนังชั้นนอกให้มีความชุ่มชื้น เนียนนุ่ม<br />
ทางการแพทย์ได้นำคุณสมบัติของเซราไมด์ (ceramind) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ สฟิงโกลิพิด (Spingolipids) มารักษาอาการผู้ป่วยที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) หรือ โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) โดยตัวยาจะอยู่ในรูปของการรับประทาน หรือการทาลงบนผิวหนัง เพื่อช่วยแก้ปัญหาการลดลงของระดับเซราไมด์ในร่างกาย จากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และจากมลภาวะที่เร่งเร้าในสภาพแวดล้อมปัจจุบันอีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/">สฟิงโกลิพิด สารช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/sphingolipids/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมลานิน (Melanin) มีความสำคัญต่อผิวอย่างไร?</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 13:47:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลบฝ้ากระ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=11107</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันดีว่า สีผิวของคนเราจะมีความแตกต่างกันตามเชื้อชาติ ภูมิประเทศที่เราอาศัยอยู่ และสภาวะแวดล้อมรอบตัวเรา แล้วอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น ในครั้งนี้เราจะมาอธิบายและทำความเข้าใจกันค่ะ โดยปกติในผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ของคนเราจะพบเซลล์ “เมลาโนไซด์” (Melanocyte) มีลักษณะเป็นเซลล์รูปร่างแบน วงรี และมีแขนงที่เหมือนแขนขายึดจับกันอยู่ หน้าที่ของเซลล์นี้จะสร้างถุงเม็ดสี “เมลานิน” (Melanosome) โดยอาศัยเอนไซม์ “ไทโรสิเนส” (Tyrosinese) เข้ามาช่วยให้เกิดการสร้างถุงเม็ดสีได้สมบูรณ์ขึ้น เซลล์เมลาโนไซด์จะแทรกอยู่ระหว่าง “เซลล์เคอราติโนไซด์” (Keratinocyte) ที่ทำหน้าที่ผลิตสารเคราติน สร้างความแข็งแรงแก่ เส้นผม ขนและเล็บ ด้วยความที่ เซลล์เมลาโนไซด์ และเซลล์เคอราติโนไซด์อยู่ใกล้กันนี้เอง ส่งผลให้เส้นผม ขน เยื่อบุตา ของเราเป็นอีกจุดหนึ่งที่แสดงออกถึงความแตกต่างของสีได้อย่างชัดเจน ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินดังกล่าว มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถใช้วิเคราะห์ในการแยกเชื้อชาติได้ ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดได้แก่ ยูเมลาโนโซม (Eumelanosome) มีขนาดใหญ่ (0.5-0.8 ไมโครเมตร) รูปร่างเป็นวงรี ถุงหุ้มดังกล่าวจะกระจายตัวอยู่อย่างเดี่ยวๆ มีการสลายตัวที่ช้า และที่สำคัญคือผลิต “รงควัตถุสีดำ และสีน้ำตาล” อย่างไรก็ตามหากปริมาณของเมลานินมีมากจะผลิตสีที่เข้ม หรือหากปริมาณเมลานินมีน้อยจะแสดงผลในสีที่อ่อนลง อาทิ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/">เมลานิน (Melanin) มีความสำคัญต่อผิวอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันดีว่า สีผิวของคนเราจะมีความแตกต่างกันตามเชื้อชาติ ภูมิประเทศที่เราอาศัยอยู่ และสภาวะแวดล้อมรอบตัวเรา แล้วอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น ในครั้งนี้เราจะมาอธิบายและทำความเข้าใจกันค่ะ โดยปกติในผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ของคนเราจะพบเซลล์ “เมลาโนไซด์” (Melanocyte) มีลักษณะเป็นเซลล์รูปร่างแบน วงรี และมีแขนงที่เหมือนแขนขายึดจับกันอยู่<br />
หน้าที่ของเซลล์นี้จะสร้างถุงเม็ดสี “เมลานิน” (Melanosome) โดยอาศัยเอนไซม์ “ไทโรสิเนส” (Tyrosinese) เข้ามาช่วยให้เกิดการสร้างถุงเม็ดสีได้สมบูรณ์ขึ้น เซลล์เมลาโนไซด์จะแทรกอยู่ระหว่าง “เซลล์เคอราติโนไซด์” (Keratinocyte) ที่ทำหน้าที่ผลิตสารเคราติน สร้างความแข็งแรงแก่ เส้นผม ขนและเล็บ ด้วยความที่ เซลล์เมลาโนไซด์ และเซลล์เคอราติโนไซด์อยู่ใกล้กันนี้เอง ส่งผลให้เส้นผม ขน เยื่อบุตา ของเราเป็นอีกจุดหนึ่งที่แสดงออกถึงความแตกต่างของสีได้อย่างชัดเจน ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินดังกล่าว มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถใช้วิเคราะห์ในการแยกเชื้อชาติได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดได้แก่</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ยูเมลาโนโซม (Eumelanosome)</h3>
<p>มีขนาดใหญ่ (0.5-0.8 ไมโครเมตร) รูปร่างเป็นวงรี ถุงหุ้มดังกล่าวจะกระจายตัวอยู่อย่างเดี่ยวๆ มีการสลายตัวที่ช้า และที่สำคัญคือผลิต “รงควัตถุสีดำ และสีน้ำตาล” อย่างไรก็ตามหากปริมาณของเมลานินมีมากจะผลิตสีที่เข้ม หรือหากปริมาณเมลานินมีน้อยจะแสดงผลในสีที่อ่อนลง อาทิ ผลสีบรอนด์ในรงควัตถุประเภทสีน้ำตาล เป็นต้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ฟีโอเมลาโนโซม (Pheomelanosome)</h3>
<p>มีขนาดเล็ก (0.5-0.3 ไมโครเมตร) มีรูปร่างกลม เกาะตัวเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2-10 ถุง มีการสลายตัวที่เร็ว และมีรงควัตถุ “สีขาว” สีที่แสดงออกมาจึงเป็นสีโทนสว่าง ฟีโอเมลาโนโซม ประกอบด้วยสารหลักอย่างแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งแสดงสีโทนส้มแดง เราสามารถเห็นชัดได้ใน เส้นผม ขน หรือกระบริเวณผิวหนังเป็นต้น<br />
นอกจากนี้งานวิจัยพบว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการสร้างเม็ดสี ได้แก่ พันธุกรรม ฮอร์โมน และ แสงแดด ซึ่งในกรณีที่ผิวเราเกิดจุดด่างดำจากรอยสิว หรือสร้างการบาดเจ็บให้ผิวบริเวณนั้นๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดการทำงานของเมลานินที่ไม่สมบูรณ์ได้เนื่องจากโครงสร้างผิวมีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามความผิดปกติของเม็ดสีผิว แสดงถึงสัญญาณที่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางผิวหนังจากระดับเบื้องต้น ไปจนถึงระดับร้ายแรงได้เช่นกัน</p>
<blockquote><p>รังสียูวีเป็นตัวการที่ทำให้เม็ดสีเมลานินเหล่านี้ทำงานผิดปกติได้ ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำ หรือ ฝ้า กระ ในชั้นผิวได้ด้วยเช่นกัน</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ความผิดปกติของเมลานินที่สามารถบ่งบอกให้รู้ได้ถึงความผิดปกติทางผิวหนัง</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ชั้นผิวหนังกำพร้ามีความผิดปกติ</h3>
<p>จากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ส่วนประกอบของผิว ได้แก่ เซลล์เมลาโนไซด์ ทำให้ผิวหนาบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิด “กระเนื้อ” (seborrheic keratosis)</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ความผิดปกติจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เมลาโนไซด์</h3>
<p>บริเวณชั้นผิวหนังแท้ ได้แก่ ไฝ (melanocytic nevus) ขี้แมลงวัน (lentigines) กระแดด (solar lentigines) แม้กระทั่งความผิดปกติร้ายแรงอย่าง มะเร็งเมลาโนลา (malignant melanoma)</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ</h3>
<p>จนเกิดรอยดำเป็นลักษณะปื้นๆหลังจากหายจากอาการอักเสบแล้ว จากการที่เซลล์เมลาโนไซด์ทำงานมากขึ้นจนผิดปกติ โดยที่เซลล์มีปริมาณเท่าเดิม มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ หรือแพ้เครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองมาก่อน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ความผิดปกติจากระบบของร่างกายส่วนอื่นทำงานผิดปกติ</h3>
<p>ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานเม็ดสีผิวในร่างกาย อาทิ ภาวะต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ (ต่อมหมวกไตไม่ทำงาน) ระบบการเผาผลาญและดูดซึมของร่างกายทำงานผิดปกติ ภาวะขาดสารอาหาร เช่น วิตามินบี12 ผลกระทบข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด รวมทั้งภาวะอื่นๆเช่น ผลข้างเคียงจากโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV) ฯลฯ<br />
ในด้านของการเสริมความงามนั้น ผู้ที่อาศัยในโซนซีกโลกตะวันตกนิยมย้อมผิวให้มีสีแทน จึงใช้แสงแดดมาเป็นตัวแปร เนื่องจากเซลล์เมลานิน จะนำพลังงานความร้อนจากแสงแดดมาสะสมไว้บริเวณใต้ชั้นผิว พร้อมๆกับการสร้างเมลานินขึ้นจำนวนมากเพื่อปกป้องผิวของเรา จนเกิดการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ &#8220;ไทโรสิเนส (Tyrosinese)&#8221; ในการสร้างถุงเม็ดสีได้สมบูรณ์ ส่งผลให้ผิวมีสีเข้มขึ้น<br />
ซึ่งในทางกลับกันผู้ที่อาศัยบริเวณซีกโลกตะวันออกกลับนิยมที่จะมีผิวขาว กระจ่างใส ในปัจจุบันเราได้คิดค้น สารอาร์บูติน (arbutin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยังยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเรส ลงในเครื่องสำอางมีสรรพคุณในการลอกผิวให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้น สารดังกล่าวเราสามารถสกัดได้จากผลเบอร์รี่ รากชะเอมเทศ อย่างไรก็ตาม เราควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเพื่อลดการเกิดปัญหาความผิดปกติของเม็ดสีผิว ได้แก่ การหลีกเลี่ยงเผชิญแสงแดด หรือการใช้ครีมกันแดด SPF50 ที่มีสาร PA+++ ในการป้องกันรังสีทั้ง UVA และ UVB รวมทั้งทานอาหารที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว และทานน้ำให้สมดุลกับการรักษาปริมาตรความชุ่มชื้นในผิว และหากมีความผิดปกติทางผิวหนังตามที่กล่าวไปเบื้องต้นแล้วนั้น ผู้เขียนแนะนำให้พบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น</p>
<blockquote><p>การรักษาความผิดปกติของเมลานินทำต้องใช้เวลาในการรักษานาน ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆที่ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติของเมลานิน</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">นวัตกรรมที่สามารถช่วยในการรักษาและลดเลือนฝ้า-กระ จุดด่างดำ ที่เกิดจากความผิดปกติของเมลานิน</h3>
<p>นอกจากนั้นการดูแลสุขภาพผิวให้ดีอยู่เสมอก็สามารถที่จะช่วยป้องกันการเกิดอาการผิดปกติของเมลานินได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีอย่างการทำ IPL ที่สามารถช่วยลดเลือนการเกิดจุดด่างดำ ฝ้า-กระ และริ้วรอยต่างๆบนผิวหน้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงแสง IPL ที่มี Xtensive Flash ยังสามารถที่จะช่วยจัดการปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุมไปพร้อมกับการรักษาในทีเดียว จึงทำให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะใช้เครื่อง PiOne ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนั้นยังมีการออกแบบมาเพื่อให้รองรับต่อการใช้งานภายในบ้านอีกด้วย ด้วยค่าพลังงานที่มีให้เลือกถึง 7 ระดับ และการยิง 3 รูปแบบทำให้ช่วยลดการระคายเคืองของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังมีค่าพลังงานเทียบเท่ากับคลินิกทำให้ผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกัน จึงทำให้สามารถทำ IPL ที่บ้านได้เองอย่างต่อเนื่องมากขึ้นและมีสุขภาพผิวที่แข็งแรง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/">เมลานิน (Melanin) มีความสำคัญต่อผิวอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชั้นผิวในแต่ละชั้นของร่างกาย และวิธีการดูแลรักษาผิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 07:40:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10980</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราทุกคนคงเคยตั้งคำถามไว้ในใจว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้เป็นที่ประทับใจและจดจำต่อคู่สนทนา ไม่ว่าด้วยผลประโยชน์ธุรกิจทางการค้า หรือแม้กระทั่งบุคคลที่เรามีความรู้สึกพิเศษด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงต้องพัฒนาตนเองทั้งความรู้ และบุคลิกภาพ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความสะอาดและการดูแลผิวพรรณของร่างกาย หากเรามีผิวพรรณที่สดใส กระชับ ไร้จุดด่างดำหรือแผลจากการเป็นสิว ก็สามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เราได้อย่างมากเลยทีเดียว ในเมื่อผิวพรรณคือสิ่งแรกที่สามารถสร้างความประทับใจได้ ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจในการดูแลผิวพรรณเพื่อให้มีสุขภาพผิวที่ดี โดยในลำดับแรกเรามารู้กันก่อนดีกว่าว่า ชั้นผิวของเรานั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง การมีผิวพรรณที่ดีไม่ใช่แค่ทำความสะอาดผิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการดูแลสุขภาพของผิวให้ดีไปควบคู่กัน ผิวหนังของร่างกายมีความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ปกคลุมอวัยวะของร่างกาย ซึ่งผิวหนังของคนเราประกอบไปด้วย 2 ชั้นหลักๆคือ ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ โดยมีอีก 1 ชั้นที่เป็นกลไกเสริมความยืดหยุ่นและการปรับสภาพผิวให้สมดุล ได้แก่ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่ดังนี้ ชั้นหนังกำพร้า หรืออีพิเดอมีส (Epidermis) มีลักษณะบาง ประกอบไปด้วยเซลล์ที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆแบนราบ โดยที่เซลล์ชั้นในสุดจะอยู่ติดกับบริเวณชั้นหนังแท้ เซลล์ดังกล่าวจะมีการกำเนิดใหม่อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เซลล์มีการเลื่อนขึ้นชั้นบนสุดและหลุดลอกเป็นขี้ไคลไปในที่สุด (stratum corneum) โดยปกติเซลล์ชั้นผิวนี้จะยึดติดกันด้วย lipid barrier ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่ให้ผิวหนังลอกเป็นขุย หรือเสื่อมสภาพได้ง่าย ภายใต้หนังกำพร้ามีเซลล์ที่เราเรียกว่า เมลานีน (melanocyte) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เซลล์นี้จะแสดงออกถึงสีผิวของเรา ส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากสิ่งที่มากระทบเช่น มลภาวะ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/">ชั้นผิวในแต่ละชั้นของร่างกาย และวิธีการดูแลรักษาผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราทุกคนคงเคยตั้งคำถามไว้ในใจว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้เป็นที่ประทับใจและจดจำต่อคู่สนทนา ไม่ว่าด้วยผลประโยชน์ธุรกิจทางการค้า หรือแม้กระทั่งบุคคลที่เรามีความรู้สึกพิเศษด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงต้องพัฒนาตนเองทั้งความรู้ และบุคลิกภาพ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความสะอาดและการดูแลผิวพรรณของร่างกาย หากเรามีผิวพรรณที่สดใส กระชับ ไร้จุดด่างดำหรือแผลจากการเป็นสิว ก็สามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เราได้อย่างมากเลยทีเดียว ในเมื่อผิวพรรณคือสิ่งแรกที่สามารถสร้างความประทับใจได้ ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจในการดูแลผิวพรรณเพื่อให้มีสุขภาพผิวที่ดี โดยในลำดับแรกเรามารู้กันก่อนดีกว่าว่า ชั้นผิวของเรานั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง</p>
<blockquote><p>การมีผิวพรรณที่ดีไม่ใช่แค่ทำความสะอาดผิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการดูแลสุขภาพของผิวให้ดีไปควบคู่กัน</p></blockquote>
<p>ผิวหนังของร่างกายมีความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ปกคลุมอวัยวะของร่างกาย ซึ่งผิวหนังของคนเราประกอบไปด้วย 2 ชั้นหลักๆคือ ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ โดยมีอีก 1 ชั้นที่เป็นกลไกเสริมความยืดหยุ่นและการปรับสภาพผิวให้สมดุล ได้แก่ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งแต่ละชั้นมีโครงสร้างและหน้าที่ดังนี้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ชั้นหนังกำพร้า หรืออีพิเดอมีส (Epidermis)</h2>
<p>มีลักษณะบาง ประกอบไปด้วยเซลล์ที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆแบนราบ โดยที่เซลล์ชั้นในสุดจะอยู่ติดกับบริเวณชั้นหนังแท้ เซลล์ดังกล่าวจะมีการกำเนิดใหม่อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เซลล์มีการเลื่อนขึ้นชั้นบนสุดและหลุดลอกเป็นขี้ไคลไปในที่สุด (stratum corneum) โดยปกติเซลล์ชั้นผิวนี้จะยึดติดกันด้วย lipid barrier ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่ให้ผิวหนังลอกเป็นขุย หรือเสื่อมสภาพได้ง่าย ภายใต้หนังกำพร้ามีเซลล์ที่เราเรียกว่า เมลานีน (melanocyte) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เซลล์นี้จะแสดงออกถึงสีผิวของเรา ส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากสิ่งที่มากระทบเช่น มลภาวะ แสงแดด หรือแบคทีเรียที่มีทำร้ายผิว ผิวจะเกิดจุดด่างดำได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามผิวหนังชั้นนี้เป็นทางผ่านของเหงื่อ เส้นขน และไขมัน จึงเป็นด่านหน้าในการเผชิญกับสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และนำมาซึ่งรอยแผลเป็นที่ไม่พึงปรารถนาของเราได้ง่ายเช่นกัน</p>
<blockquote><p>แสงแดดที่มีรังยูวีเป็นอันตรายต่อผิวอย่างมาก ดังนั้นเราจึงควรหลีกกเลี่ยงการสัมผัสกับรังสียูวีโดยตรงเป็นเวลานานๆ</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">การแก้ไขจุดบกพร่องบริเวณผิวชั้นหนังกำพร้า</h3>
<p>สามารถใช้การมาร์คหน้า เพื่อให้ความชุ่มชื้นด้วยส่วนประกอบเช่น ว่างหางจระเข้ หรืออีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งมีสารต้านแบคทีเรียควบคู่ไปด้วย สามารถใช้ควบคู่กับวิตามินซี ในการเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า หากผิวหน้าได้รับผลกระทบจนมีจุดด่างดำที่ลบเลือนยาก ก็สามารถใช้ เลเซอร์ชนิดต่างๆ อาทิ IPL (Intense Pulse Light) ที่มีความยาวช่วงคลื่น 500-1200 nm) สามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมของสภาพผิว เลเซอร์ชนิดนี้สามารถแก้ปัญหาจุดด่างดำ เนื่องจากไปกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวของชั้นผิวหนังกำพร้าได้ไวขึ้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ผิวชั้นหนังแท้ หรือชั้นเดอมิส (Dermis)</h2>
<p>อยู่ถัดจากชั้นหนังกำพร้าลึกลงมา แต่มีความหนามากกว่าชั้นหนังกำพร้า ประกอบไปด้วยคอลลาเจน (collagen) และอีลาสติน (Elastin) ทำหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว และสร้างความยืดหยุดให้ผิว โดยมีสารที่ช่วยตรึงผิวที่เรียกว่า Hyaluronic acid ช่วยในการเก็บรักษาความชุ่มชื้นและ สร้างสมดุลในปริมาตรของผิว อย่างไรก็ตาม คอลลาเจน และอีลาสตินนี้จะลดลงตามอายุของเราที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าและร่างกายของเราปรากฏริ้วรอยเป็นเส้นๆ และการหย่อนคล้ายของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ชั้นดังกล่าวยังประกอบไปด้วยหลอดเลือดฝอย เส้นประสาท ต่อเหงื่อ ต่อมน้ำเหลือง รูรากขน ปัญหารอยแผลเป็นนูน และการอักเสบของผิว แม้กระทั่งหลุมสิว จึงเกิดจากการบาดเจ็บบริเวณชั้นผิวนี้เป็นหลัก การบาดเจ็บโดยมากจะเริ่มจากการอักเสบของรูขุมขน นำมาซึ่งปัญหาสิว และเซลล์ผิวโดยรอบโดนทำลาย ผิวหนังชั้นนี้ต้องทำการซ่อมแซมตัวเอง ในกรณีที่ผิวไม่สามารถซ่อมแซมได้สมบูรณ์จะเกิดปัญหาหลุมสิวตามมา หรือการซ่อมแซมนั้นเกิดในระดับที่มากเกิดไปก็นำมาซึ่งปัญหาแผลเป็นนูนได้เช่นกัน</p>
<blockquote><p>ริ้วรอยต่างๆที่เกิดขึ้นบนชั้นหนังแท้สามารถที่จะทำให้ลดเลือนลงไปได้โดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวชั้นหนังแท้</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">ปัญหาของผิวชั้นหนังแท้สามารถแก้ได้ด้วยหลายวิธี</h3>
<p>ผิวขฃชั้นหนังแท้ค่อนข้างใช้เวลาในการรักษานาน โดยต้องทำอย่างต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว อาทิ การใช้เลเซอร์ หรือการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอย เพื่อให้เกิดจำนวนเส้นใยคอลลาเจนล้อมรอบที่มากขึ้น การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ การฉีดฟิลเลอร์ซึ่งมีส่วนประกอบของ hyaluronic acid ช่วยเติมเต็มชั้นผิว เสริมสร้างอีลาสติน ก็ล้วนมีช่วยช่วยในการยกกระชับใบหน้า เติมเต็มร่องลึก และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนทั้งสิ้น</p>
<blockquote><p>ครีมและเซรั่มมีอนุภาคที่ใหญ่จึงทำให้สามารถซึมผ่านชั้นหนังกำพรัาได้ยาก ดังนั้นการรักษาด้วยคลื่นแสงจึงเป็นวิธีการรักษาที่สามารถลงลึกได้ถึงผิวชึ้นหนังแท้</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis)</h2>
<p>อยู่ชั้นลึกสุดใต้ผิวหนัง ประกอบไปด้วยโปรตีนคอลลาเจน ไขมัน และหลอดเลือดต่างๆ โดยหน้าที่หลักของชั้นผิวนี้จะมีเพื่อรับแรงกระแทกจากภายนอกที่มีต่ออวัยวะภายใน เสริมสร้างความกระชับของชั้นผิว หากชั้นผิวนี้มีปริมาณไขมันลดลงจะส่งผลให้เกิดผิวแตกลาย และหย่อนคล้ายได้ง่าย<br />
อย่างไรก็ตามวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาผิวพรรณของเราให้ดีอยู่เสมอคือ การรักษาความสะอาดของร่างกาย ทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ อาทิ อาหารที่มีวิตามินเอ เช่น ตับสัตว์ เนย นม ไข่แดง ผักผลไม้ที่มีสีส้มแดง มะเขือเทศ มะละกอ รวมทั้งพืชใบเขียว ดื่มน้ำมากๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่แห้ง หรือลอกเป็นขุย ทำให้เล็บและเส้นผมไม่หลุดร่วงง่าย หลีกเลี่ยงการเกิดฝ้ากระ จุดด่างดำ โดยลดการเผชิญแดดจัด และใช้เครื่องสำอางที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ทั้งนี้สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และเพื่อเสริมสร้างการทำงานของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวของเราให้ดียิ่งขึ้น</p>
<blockquote><p>นอกจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การทำ IPL ก็ยังสามารถที่จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพที่ดีขึ้นและรักษาปัญหาผิวต่างๆได้ด้วยเช่นกัน</p></blockquote>
<p>นอกจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การทำ IPL ก็สามารถที่จะช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน โดยเครื่อง IPL Home use ของ PiOne ที่มีแสง Xtensive Flash สามารถที่จะดูแลปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, หมองคล้ำ, ฝ้า, กระ หรือจะเป็นการกระตุ้นคอลลาเจน ก็สามารถที่จะทำได้ทั้งหมด โดยที่ไม่ทำร้ายผิว เพราะได้เลือกใช้คลื่นแสงในช่วงที่เหมาะสมต่อการรักษาปัญหาผิว จึงทำให้สามารถที่จะดูแลผิวไปพร้อมกับการรักษาปัญหาผิวไปได้พร้อมๆกัน ซึ่งก็จะช่วยทำให้การทำ IPL ไม่ต้องยิงซ้ำเฉพาะจุดเพื่อรักษาตามปัญหา และยังช่วยให้ไม่เกิดอาการผิวไหม้ได้ง่ายๆอีกด้วย รวมถึงการทำ IPL Home use ของทาง PiOne ที่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่บ้าน จึงมีระบบการใช้งานที่ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยค่าพลังงานที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ถึง 7 ระดับ และยังมีระบบ Triple Shots ที่สามารถช่วยลดการระคายเคืองของผิวได้ จึงทำให้ผู้ที่มีผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่ายก็สามารถที่จะใช้งานเครื่อง IPL ของทาง PiOne ได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/">ชั้นผิวในแต่ละชั้นของร่างกาย และวิธีการดูแลรักษาผิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/human-skin-layer/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วงจรการเกิดขนของร่างกาย และวิธีการกำจัดขนถาวรที่ดีที่สุด</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/hair-growth-cycle/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/hair-growth-cycle/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 06:45:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกำจัดขน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10978</guid>

					<description><![CDATA[<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/hair-growth-cycle/">วงจรการเกิดขนของร่างกาย และวิธีการกำจัดขนถาวรที่ดีที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="row"  id="row-2036140948">
<div class="col small-12 large-12"  ><div class="col-inner"  >
<p style="font-family: verdana;">หากพูดถึงโปรแกรมการขายหลักๆของสถานเสริมความความในประเทศไทยแล้วละก็ เราต้องพบโปรแกรมการกำจัดขนอย่างแน่นอน นั่นแสดงให้เห็นว่า “ขน” ตามร่างกายของคนเราเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ใช่หรือไม่ แล้วขนเหล่านี้เกิดมาเพื่ออะไรหล่ะ หรือแม้กระทั่งเราจะทำอย่างไรเมื่อเกิดขนขึ้นบริเวณที่เราไม่พึงปรารถนา ในวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆเหล่านี้กัน ว่าปํญหาของเส้นขนตามร่างกายของเรานั้นจะมีวิธีการจัดการกับเส้นขนเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง และเราควรที่จะเลือกการกำจัดขนในช่วงไหนจึงจะได้ผลดีมากที่สุด</p>
<blockquote>
<p>“ขน” จะเกิดขึ้นบริเวณหนังกำพร้าชั้นลึก ประกอบไปด้วย รูขุมขน รากขน และเส้นขน โดยรูขุมขนจะอยู่บริเวณหนังกำพร้าและหนังแท้ มีต่อมไขมันล้อมรอบทำให้เกิดรูปทรงของรากขนซึ่งจะเรียงตัวแนวเฉียง จะมีเพียงเส้นขนเท่านั้นที่ยื่นออกมานอกผิวหนัง</p>
</blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ส่วนของเส้นขนสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ดังนี้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ผิวชั้นนอกสุด หรือเกล็ดผม (outer cuticle)</h3>
<p style="font-family: verdana;">มีลักษณะเป็นเกล็ดแบนเรียงซ้อนกัน หนาประมาณ 0.8 ไมครอน ประกอบด้วยเคราติน (keratin) ช่วยให้รากผมแข็งแรง ป้องกันสิ่งสกปรกซึมผ่านเข้าไปทำลายเส้นผม และยังปกป้องผมเนื้อผมชั้นนอกและชั้นในไม่ให้เสียความชุ่มชื้นอีกด้วย</p>
<h3 style="font-size: 110%;">เนื้อขนชั้นนอก (Cortex)</h3>
<p style="font-family: verdana;">มีลักษณะของเส้นใยโปรตีนรูปกระสวยเรียงกันตามแนวยาวซ้อนทับกัน หนาประมาณ 60-80 ไมครอน เส้นใยโปรตีนดังกล่าวจะสร้างความยืดหยุ่นให้เส้นขน รวมทั้งยังพบเม็ดสี (melanin) ซึ่งเป็นตัวกำหนดสีตามธรรมชาติตามพันธุกรรมของแต่ละบุคคล</p>
<h3 style="font-size: 110%;">เนื้อขนชั้นใน (Medulla)</h3>
<p style="font-family: verdana;">เป็นส่วนของแกนเส้นขนอยู่ชั้นในสุด มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียงซ้อนกัน 3-4 ชั้น ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นในเส้นผม</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ปัญาหาขนดกเกิดจากอะไร</h2>
<p style="font-family: verdana;">ด้วยคุณสมบัติของเส้นขนที่มีโปรตีนเป็นองค์ประกอบหลักนี้เอง จึงมีคุณสมบัติไม่นำความร้อน ช่วยปกป้องผิวจากแสง UV หรือสามารถรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง อย่างไรก็ตามลักษณะขนที่สร้างปัญหารำคาญใจให้กับเราคือ ขนประเภทหยาบ หนา แข็ง ยาว สีเข้ม หรือที่เราเรียกว่า terminal ต่างกับขนมีลักษณะละเอียด นิ่ม สีอ่อน หรือที่เรียกว่า vellus ซึ่งลักษณะของเส้นขนจะเป็นเช่นไรนั้นขึ้นอยู่กับ ฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) เป็นหลัก โดยปกติแล้วฮอร์โมนดังกล่าวจะอยู่ในภาวะสมดุล และมีในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเราสามารถพบอาการ “ขนดก” (Hirsutism) ในเพศหญิงได้เพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุด้วยกันอาทิ ภาวะถุงน้ำในรังไข่ ภาวการณ์ทำงานผิดปกติของต่อมหมวกไต ภาวะเนื้องอกในรังไข่ หรือแม้กระทั่งได้รับยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนแอนโดรเจนที่มากเกินไป ฯลฯ</p>
<p style="font-family: verdana;">จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ร้อยละ 70% ของผู้หญิงที่มีภาวะ “ขนดก” นั้น จะสามารถพบอาการของภาวะ ถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syngrome : PCOS) ร่วมด้วย อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน จากต่อมหมวกไต และรังไข่เพิ่มมากขึ้น เราสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ง่า<br />
จากการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ และมีเส้นขนตามร่างกายที่หนา แข็ง และหยาบกระด้างมากผิดปกติ ดังนั้นหากภาวะ ขนดกเกิดขึ้นในกรณีที่กล่าวไปแล้วนั้น แพทย์จะแนะนำให้ลดน้ำหนักเป็นอันดับแรก เนื่องจากค่าอินซูลิน (Insulin) จะแปรผันตรงกับปริมาณของฮอร์โมนแอนโดนเจนในกระแสเลือดเช่นกัน และอาจได้รับยาลดระดับอินซูลินควบคู่กันไป ถึงแม้เราควรให้ความสำคัญกับการรักษาอาการที่ต้นเหตุไปแล้ว แต่เส้นขนที่ยังคงงอกอย่างต่อเนื่องก็ต้องหาวิธีกำจัดออกไปเช่นกัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง อีกทั้งยังสามารถดูแลความสะอาดได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย ก่อนที่เราจะไปทราบวิธีกำจัดเส้นขนนั้น ในเบื้องต้นเราควรทราบวงจรชีวิตของเส้นขนให้มีความเข้าใจเสียก่อน เพื่อการกำจัดขนที่มีประสิทธิภาพ และยังสามารถช่วยในการชะลอขนที่จะขึ้นใหม่ให้ช้าลง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วงจรชีวิตของเส้นขนบนร่างกายของคนเรามีดังนี้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ระยะ Anagen (growth phase)</h3>
<p style="font-family: verdana;">เป็นระยะที่อยู่ในช่วงการเจริญเติบโต หรือมีการงอกอย่างเต็มที่ หลังจากงอกแล้วจะมีอายุนาน 2-3 ปี หากไม่มีปัจจัยมาทำให้ร่วง อาทิ รูขุมขนอักเสบ หรือสัมผัสสารเคมีที่ทำลายรากผม ทั้งนี้ระยะการเจริญเติบโตของเส้นขนจะสั้นลงเมื่อเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ระยะ Catagen (involution phase)</h3>
<p style="font-family: verdana;">เป็นช่วงที่เส้นขนเริ่มชะลดการเติบโตลงจนกระทั่งหยุดการเจริญเติบโตไปในที่สุด ระยะนี้เส้นผมจะค่อยๆแยกตัวออกจากเซลล์รากผม โดยปกติใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ระยะ Telogen (quiescent phase)</h3>
<p style="font-family: verdana;">เป็นช่วงที่เส้นขนจะอยู่ในช่วงพัก และมีการเจริญเติบโตอยู่ภายใต้หนังกำพร้า ทั้งนี้เส้นขนมีส่วนประกอบหลักคือโปรตีน 65-95% และมีไขมัน 25% ที่เหลือคือส่วนประกอบอื่นๆได้แก่ น้ำและแร่ธาตุ เราจึงควรบำรุงรากขนให้ดี ป้องการการอักเสบของรูขุมขนจากสารเคมี หรืออาการระเคืองจากสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เส้นขนไม่สามารถงอกพ้นหนังกำพร้าออกมาได้ เกิดเส้นขนคุด และเป็นหนองใต้ผิวหนัง</p>
<blockquote>
<p>ดังนั้นการกำจัดขนเราจึงควรกำจัดในช่วง Anagen จึงจะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด เพราะการกำจัดขนที่ยังไม่โตเต็มที่และอยู่ชิดบริเวณชั้นผิวหนังอาจส่งผลกระทบต่อผิวหนังได้</p>
</blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีในการกำจัดขนมี 2 แบบให้เลือกพิจารณา</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">การกำจัดขนด้วยตนเอง</h3>
<p style="font-family: verdana;">ได้แก่ การถอน การโกน การแว๊กซ์ ทั้งนี้การโกนเป็นวิธีที่ง่ายไม่ส่งผลเสียต่อสภาพผิวมากที่สุด หากแต่เป็นวิธีที่ขนสามารถกลับมาขึ้นได้เร็ว และแข็งกว่าเดิม ส่วนการถอนและการแว๊กซ์นั้น ทำให้ขนขึ้นช้าลงเพราะเป็นการดึงรากขนออกมาด้วย ในทางกลับกันก็ทำลายสภาพพื้นผิวหนัง เกิดอาการระคายเคืองและการอักเสบของรูขุมขนได้ง่ายยิ่งกว่า</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การใช้เทคโนโลยีกำจัดขนที่อ่อนโยนต่อผิว</h3>
<p style="font-family: verdana;">วิธีนี้หากทำโดยแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญย่อมส่งผลดี สามารถทำลายรากขนโดยไม่ระคายเคือง ขนที่ขึ้นใหม่เล็กและบางลงอย่างเห็นได้ชัด เทคโนโลยีดังกล่าว อาทิ Intense Pulsed Light (IPL) ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกบริเวณของร่างกาย สามารถปรับระดับความยาวคลื่นให้เหมาะสมกับสีผิว และได้ผิวที่เรียบเนียนตามมา ซึ่งวิธีดังกล่าวควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ รวมถึงการทำ IPL ของ PiOne ที่มีแสง Xtensive Flash ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ PiOne ยังสามารถที่จะช่วยทำให้รูขมขนกระชับยิ่งขึ้น ไปพร้อมกับการจัดการกับวงจรของการเกิดขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางอีกด้วย เพราะการใช้ <a style="color: #0000ff;" href="/must-have/hair-removal-cartridge-performance/" target="_blank" rel="noopener">IPL กำจัดขน</a>ไม่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง</p>
<blockquote>
<p>การกำจัดขนด้วย IPL เป็นวิธีการกำจัดขนถาวรที่สามารถกำจัดขนไปพร้อมกับการดูแลรักษาปัญหาผิวต่างๆไปพร้อมๆกัน ซึ่งจะแตกต่างกับ เลเซอร์กำจัดขน เพราะช่วงคลื่นที่แคบของเลเซอร์ไม่สามารถช่วยดูแลผิวขณะกำจัดขนได้ เจ็บกว่า และไม่สามารถทำต่อเนื่องได้</p>
</blockquote>
</div></div>

<style scope="scope">

</style>
</div>
<div class="row"  id="row-1160899945">
<div class="col small-12 large-12"  ><div class="col-inner text-center"  >
<a rel="noopener noreferrer" href="/ipl-solutions/home-use/compare-ipl-with-laser/" target="_blank" class="button alert is-shade box-shadow-3 box-shadow-4-hover"  style="border-radius:20px;">
  <i class="icon-angle-right" ></i>  <span>ความแตกต่างของ IPL และ เลเซอร์</span>
  </a>

</div></div>
</div>
<div class="gap-element" style="display:block; height:auto; padding-top:60px" class="clearfix"></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/hair-growth-cycle/">วงจรการเกิดขนของร่างกาย และวิธีการกำจัดขนถาวรที่ดีที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/hair-growth-cycle/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิวมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 05:06:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีกระตุ้นคอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10956</guid>

					<description><![CDATA[<p>เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาผิวด่างดำ และหยาบกร้านโดยวิธีการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “การขัดขี้ไคล” นั่นเอง โดยปกติผิวหนังคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation) ทุก 2-3 สัปดาห์ และระยะเวลาผลัดเซลล์ผิวจะนานขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราเรียกว่าขี้ไคลนั้นคือ เซลล์ที่หมดอายุแล้วซึ่งอยู่บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด หรือหนังกำพร้า (Epidermis) มีความหนาประมาณ 1.5 – 4 มิลลิเมตร ซึ่งจะถูกเคลือบไว้โดย “ซีบรัม” (Zebrum) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ผิวให้ติดกัน และป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ มักจะพบได้มากในคนที่มีผิวหน้าที่จัดอยู่ในประเภท “ผิวมัน” (Oily skin) ในปัจจุบันเราจะพบว่า ร่างกายและใบหน้ามีความหมองคล้ำได้ง่าย เป็นเพราะมีปัจจัยเสริมอื่นมากระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วยิ่งขึ้น อาทิ แสงแดด มลภาวะที่ประกอบด้วย ฝุ่น ควันรถยนต์ ควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลโดยตรงกับอาการหน้าเป็นฝ้า มีจุดด่างดำ หรือริ้วรอยก่อนวัย วิธีการผลัดเซลล์ผิวที่นิยมทำกันในเวลานี้ การกำจัดเซลล์ผิวที่หมดอายุบริเวณผิวหนังของร่างกายสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นสครับ ขัดวนบริเวณตามจุดข้อพับ และลูบให้ทั่วทุกบริเวณของร่างกายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังจากนั้นควรตามด้วย moisturizer ที่มีสรรพคุณในการเติมน้ำให้ผิวเพื่อ ทดแทนการสูญเสียความชุ่มชื้นบริเวณผิวชั้นนอกไป อย่างไรก็ตามสำหรับผิวหน้า การกำจัดเซลล์ผิวชั้นนอก ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/">การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิวมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาผิวด่างดำ และหยาบกร้านโดยวิธีการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “การขัดขี้ไคล” นั่นเอง โดยปกติผิวหนังคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation) ทุก 2-3 สัปดาห์ และระยะเวลาผลัดเซลล์ผิวจะนานขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราเรียกว่าขี้ไคลนั้นคือ เซลล์ที่หมดอายุแล้วซึ่งอยู่บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด หรือหนังกำพร้า (Epidermis) มีความหนาประมาณ 1.5 – 4 มิลลิเมตร ซึ่งจะถูกเคลือบไว้โดย “ซีบรัม” (Zebrum) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ผิวให้ติดกัน และป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ มักจะพบได้มากในคนที่มีผิวหน้าที่จัดอยู่ในประเภท “ผิวมัน” (Oily skin) ในปัจจุบันเราจะพบว่า ร่างกายและใบหน้ามีความหมองคล้ำได้ง่าย เป็นเพราะมีปัจจัยเสริมอื่นมากระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วยิ่งขึ้น อาทิ แสงแดด มลภาวะที่ประกอบด้วย ฝุ่น ควันรถยนต์ ควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลโดยตรงกับอาการหน้าเป็นฝ้า มีจุดด่างดำ หรือริ้วรอยก่อนวัย</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการผลัดเซลล์ผิวที่นิยมทำกันในเวลานี้</h2>
<p>การกำจัดเซลล์ผิวที่หมดอายุบริเวณผิวหนังของร่างกายสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นสครับ ขัดวนบริเวณตามจุดข้อพับ และลูบให้ทั่วทุกบริเวณของร่างกายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง หลังจากนั้นควรตามด้วย moisturizer ที่มีสรรพคุณในการเติมน้ำให้ผิวเพื่อ ทดแทนการสูญเสียความชุ่มชื้นบริเวณผิวชั้นนอกไป อย่างไรก็ตามสำหรับผิวหน้า การกำจัดเซลล์ผิวชั้นนอก ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากเป็นผิวที่บอบบาง และมีผิวหนังที่ไวต่อสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย เช่น ดวงตา และริมฝีปาก ซึ่งหลายๆคนอาจจะเรียกวิธีเหล่านี้ว่า &#8220;การลอกหน้า (Peeling)&#8221; โดยเราสามารถที่จะใช้กรดผลไม้และวิธีการลอกหน้าในรูปแบบต่างๆเข้ามาเป็นตัวช่วยในการผลัดเซลล์ผิวของเรา</p>
<blockquote><p>โดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเรานั้นจะมีการผลัดเซลล์ผิวที่หมดอายุในทุกๆ 2-3 สัปดาห์ เพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพไป</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">การผลัดเซลล์ผิวของร่างกาย</h2>
<p>เซลล์ผิวหนังที่หมดอายุจะอยู่บริเวณชั้นนอกสุดของชั้นหนังกำพร้า โดยเราเรียกส่วนนี้ว่า &#8220;ชั้นสเตรตัม ครอเนียม (Stratum Corneum)&#8221; มีส่วนประกอบของ &#8220;เซลล์คีราติโนไซต์ (Keratinocytes)&#8221; ทำหน้าที่ผลิต &#8220;เคราติน (Keratin)&#8221; เพื่อเสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งป้องกันความชุ่มชื้นจากการสูญเสียคอลลาเจนออกจากชั้นผิว เมื่อเซลล์ผิวหมดอายุความสามารถในการยึดเกาะจะน้อยลงจากการสูญเสียน้ำทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผิว จนเซลล์ผิวหลุดลอกออก<br />
อย่างไรก็ตาม หากผิวของเราได้รับมลภาวะสะสมเป็นเวลานาน และไม่ได้มีการกำจัดออก หรือดูแลอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดริ้วรอยตามมาได้ ริ้วรอยดังกล่าวจะอยู่ลึกบริเวณ “ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis)” ซึ่งประกอบไปด้วย หลอดเลือดขนาดเล็ก รากขน เส้นใยคอลลาเจน อีลาสติน ฯลฯ ดังนั้นหากเราต้องการรักษาอาการหน้าหมองคล้ำ ร่วมกับการมีริ้วรอยแล้วนั้น ควรปรึกษาสถานเสริมความงามหรือโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การกำจัดเซลล์ผิวที่หมดอายุแล้วบริเวณผิวหน้านิยมทำใน 2 รูปแบบ</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">Physical peeling</h3>
<p>เป็นการผลัดผิวโดยการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ และกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากวิธีดังกล่าวจะส่งผลกระทบลึงลงไปยังชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อประโยชน์ที่ครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาริ้วรอยอีกด้วย โดยวิธีที่เป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากได้แก่ “การทำ Dermabrasion” คือการกรอผิวหนังชั้นแท้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ การกรอดังกล่าวส่งผลให้ผิวหนังมีการถลอก เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหนัง และเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ วิธีดังกล่าวผิวจะสร้างขึ้นใหม่ภายใน 7 วัน และควรหลีกเลี่ยงแสงแดดเนื่องจากเป็นช่วงที่ผิวอ่อนแอจากการฟื้นฟูผิวชั้นนอก ทั้งนี้เราสามารถเลือกครีมที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่เพื่อเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง อาทิ Vitamin E, Aloe vera, allium cepa หรือทาน vitamin C วันละ 2,000 มิลลิกรัม เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และควรหลีกเลี่ยงครีมบำรุงที่มีกรดผลไม้ เช่น AHA ในขณะที่ผิวหน้าบาง อย่างไรก็ตามเรายังมีการกรอผิวหน้าที่ไม่ลงลึกในระดับชั้นผิวแท้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเล็กน้อย ได้แก่ &#8220;การกรอหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion)&#8221; คือการกรอผิวชั้นนอกออกแค่บางส่วนด้วยเครื่องมือพ่น เกร็ดอลูมิเนียมไดออกไซด์บริสุทธิ์ 100% โดยผ่านการฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง เกร็ดดังกล่าวมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายจึงไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่าย การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณีนี้ จะช่วยลดรอยหมองคล้ำ ลดสิวอุดตัน และริ้วรอยเบื้องต้นได้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">Chemical peeling</h3>
<p>เป็นการผลัดเซลล์ผิวหน้าโดยการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุด อย่างไรก็ตามต้องกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถควบคุมวงของบาดแผล และปริมาณ/ความเข้มข้นของสารเคมีที่ใช้ได้ การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีนี้สามารถแบ่งเป็น 3 ระดับได้แก่</p>
<h4 style="font-size: 90%;">การผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกสุด</h4>
<p>ซึ่งก็คือขี้ไคล ลดการอุดตันของสิวเสี้ยน หรือน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้า นิยมใช้การผลัดเซลล์ผิวด้วย TCA (Trichloroacetic Acid) ที่ความเข้มข้น 10-20% ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากใช้ได้ผลดีกับริ้วรอยและฝ้ากระที่ไม่มากเกินไป</p>
<h4 style="font-size: 90%;">การผลัดเซลล์ผิวชั้นหนังแท้ช่วงบน (Upper dermis)</h4>
<p>ที่ระดับความลึกนี้ จะมีผลต่อโครงสร้างของเม็ดสีผิว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากรังสี UV ทำให้เกิดริ้วรอย ขี้แมลงวัน (Lentigines) รวมไปถึงโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังระยะเบื้องต้น นิยมใช้ กลุ่มสารเคมีจำพวก BHA (Beta hydroxyl acid) ความเข้มข้นไม่เกิน 3% และ AHA(Alpha hydroxyl acid) ซึ่งสภาวะความเป็นกรด (pH &lt; 7) และต้องมีความเข้มข้นมากกว่า 10% ขึ้นไปสารที่มีฤทธิ์เร่งผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้รอยสิวดูจางลง และมีฤทธิ์สลายสิวอุดตันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การลอกผิวด้วยสารเคมีทั้ง 2 ชนิดนี้อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองและผิวลอกเป็นขุยได้ หากเกิดอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนความเข้มข้นของยา หรือชะลอการใช้ยา</p>
<h4 style="font-size: 90%;">การผลัดเซลล์ผิวชั้นลึก</h4>
<p>นิยมใช้ CO2 laser resurfacing เนื่องจากปัญหาผิวเริ่มมีอาการรุนแรงจากการได้รับรังสี UV มากเกิน เกิดริ้วรอยบนใบหน้า หรือร่องแก้มลึก ผิวดูแก่ก่อนวัยอันเนื่องมาจากคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย</p>
<blockquote><p>การผลัดเซลล์ผิวโดยการเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติสามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่ก็ควรที่จะทำอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้</p></blockquote>
<p>บางคนอาจสงสัยว่าเราสามารถผลัดเซลล์ผิวหน้าด้วยตนเองได้ไหม คำตอบคือได้ค่ะ เราสามารถใช้วิธีทางธรรมชาติเข้ามาช่วย อาทิ การ สครับหน้า ด้วยผลไม้ที่มีกรดวิตามิน ได้แก่ มะขาม แอปเปิ้ล ผลไม้ตระกูลส้ม ฯลฯ และการพอกหน้าด้วยผัก ผลไม้ที่ให้ความชุ่มชื้น เช่น แตงกวา และมะเขือเทศ วิธีเหล่านี้ไม่มีอันตราย แต่อาจพบปัญหาระคายเคืองได้บ้าง ทั้งนี้ผู้เขียนขอย้ำว่าการลอกหน้าที่ดีที่สุดควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากเราสามารถเห็นได้จากข่าวถึงกรณีการที่มีผู้ที่ลอกหน้า แล้วส่งผลกระทบให้หัวใจหยุดเต้น โดยได้รับสาร Phenol ที่มากเกินไป หรือบางกรณีที่นำน้ำแข็งแห้งมาช่วยในการทำลายชั้นผิวหน้าให้มีระดับลึกลงไปอีกด้วย เราจึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจเลือกรับบริการ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/">การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิวมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-exfoliation/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลผิวสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 03:46:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีรักษาสิว]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=10942</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีมากมาย อาทิ แอลกอฮอล์ หรือน้ำหอม อาจมีทั้งที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเราหรือบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวของเราได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) ซึ่งพบเพียง 20% ของกลุ่มคนที่ได้รับความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีเป็นส่วนประกอบในการบำรุงผิว คนที่จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวจะผ่านการทำ patch test บริเวณผิวหนังของร่างกายมาแล้วทั้งสิ้น เพราะกลุ่มคนดังกล่าวจะมีอาการแพ้อย่างรุนแรงแม้ได้รับสารที่ตนเองแพ้ในปริมาณนิดเดียว โดยอาการแพ้นั้นจะเกิดขึ้นลงไปถึงผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) มีอาการบวมแดง อักเสบ แสบร้อน ต้องใช้ยาแก้อักเสบ หรือลดอาการบวมตามแพทย์สั่งเท่านั้น และไม่เฉพาะแต่บริเวณใบหน้าเท่านั้น หากสัมผัสสารที่แพ้บริเวณ แขน หรือขาก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นกลุ่มคนผู้มีผิวแพ้ง่ายควรปรึกษาแพทย์และรับคำแนะนำการหลีกเสี่ยงสารที่ตนเองแพ้อย่างใส่ใจโดยการอ่านส่วนผสม (Ingredient) ให้แน่ใจก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง เพราะอาจรุนแรงถึงขั้นเสียโฉมกันเลยทีเดียว สารเคมี และ น้ำหอมประเภทต่างๆ อาจะเป้นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่ายได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูส่วนประกอบก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผิวแพ้ง่ายและผิวระคายเคืองมีสาเหตุเกิดจากอะไร หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางท่านอาจคิดว่าเราไม่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) จึงสามารถเลือกใช้เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวอย่างไรก็ได้ เพราะนอกจากเราจะมีกลุ่มผู้มีแพ้ง่ายแล้ว เรายังมีกลุ่มผู้มีผิวระคายเคืองง่าย (Sensitive skin) ซึ่งพบมากถึง 80% ของกลุ่มคนที่มีความผิดปกติเลย คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะไวต่อสิ่งรบกวนเป็นพิเศษ ผู้ที่มีพื้นฐานผิวที่แข็งแรงสมบูรณ์ จะลดโอกาสเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวแห้ง [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/">วิธีการดูแลผิวสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีมากมาย อาทิ แอลกอฮอล์ หรือน้ำหอม อาจมีทั้งที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเราหรือบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวของเราได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) ซึ่งพบเพียง 20% ของกลุ่มคนที่ได้รับความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีเป็นส่วนประกอบในการบำรุงผิว คนที่จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวจะผ่านการทำ patch test บริเวณผิวหนังของร่างกายมาแล้วทั้งสิ้น เพราะกลุ่มคนดังกล่าวจะมีอาการแพ้อย่างรุนแรงแม้ได้รับสารที่ตนเองแพ้ในปริมาณนิดเดียว โดยอาการแพ้นั้นจะเกิดขึ้นลงไปถึงผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) มีอาการบวมแดง อักเสบ แสบร้อน ต้องใช้ยาแก้อักเสบ หรือลดอาการบวมตามแพทย์สั่งเท่านั้น และไม่เฉพาะแต่บริเวณใบหน้าเท่านั้น หากสัมผัสสารที่แพ้บริเวณ แขน หรือขาก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นกลุ่มคนผู้มีผิวแพ้ง่ายควรปรึกษาแพทย์และรับคำแนะนำการหลีกเสี่ยงสารที่ตนเองแพ้อย่างใส่ใจโดยการอ่านส่วนผสม (Ingredient) ให้แน่ใจก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง เพราะอาจรุนแรงถึงขั้นเสียโฉมกันเลยทีเดียว</p>
<blockquote><p>สารเคมี และ น้ำหอมประเภทต่างๆ อาจะเป้นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่ายได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูส่วนประกอบก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ผิวแพ้ง่ายและผิวระคายเคืองมีสาเหตุเกิดจากอะไร</h2>
<p>หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางท่านอาจคิดว่าเราไม่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย (Allergy-Prone Skin) จึงสามารถเลือกใช้เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวอย่างไรก็ได้ เพราะนอกจากเราจะมีกลุ่มผู้มีแพ้ง่ายแล้ว เรายังมีกลุ่มผู้มีผิวระคายเคืองง่าย (Sensitive skin) ซึ่งพบมากถึง 80% ของกลุ่มคนที่มีความผิดปกติเลย คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะไวต่อสิ่งรบกวนเป็นพิเศษ ผู้ที่มีพื้นฐานผิวที่แข็งแรงสมบูรณ์ จะลดโอกาสเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวแห้ง หรือโครงสร้างผิวอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับสารเคมีที่มีสภาวะเป็น กรด หรือ ด่างมากจนเกินไป บางรายอาจมีอาการระคายเคืองต่อแอลกอฮอล์ ส่วนประกอบของวิตามินซี หรือน้ำหอมที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอาง<br />
อาการโดยทั่วไปเมื่อได้รับความระคายเคืองคือ แสบ คัน ลอก เป็นขุย และบวมผิดปกติ หากอาการจะเป็นๆหายๆขึ้นอยู่กับสภาพผิวในแต่ละช่วงของความแข็งแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้นโอกาสที่ผิวจะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เนื่องจากไขมันใต้ผิวผลิตได้น้อยลง สารเคมีจึงสามารถซึมผ่านลงไปยังชั้นผิวได้มากขึ้น โอกาสที่จะเกิดอาการระคายเคืองจึงมากขึ้นตาม ทั้งนี้เราจึงควรทราบเกี่ยวกับสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ แต่ยังคงเป็นที่นิยมในการผสมลงในครีมหรือเครื่องสำอาง เพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงอย่างเหมาะสม</p>
<h3 style="font-size: 110%;">วิธีการเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆให้เหมาะสมกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย</h3>
<p>&#8211; ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ และน้ำหอม โดยเราสามารถสังเกตที่ฉลากของผลิตภัณฑ์ ควรสังเกตคำว่า “ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ” (Clinically tested or Dermatology tested) หรือ “ผลิตภัณฑ์มีสารก่อภูมิแพ้ระดับต่ำ” (Hypoallergenic) ซึ่งจะเป็นตัวคัดกรองความปลอดภัยเบื้องต้นได้<br />
&#8211; ผลิตภัณฑ์ยารักษาสิวในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) หรือยาละลายสิวหัวอุดตัน เป็นสารสกัดจากจาอนุพันธ์วิตามิน A ทำให้ไขมันที่อุดตันบริเวณรูขุมขนหลุดออกมาง่ายขึ้น ในทางกลับกันก็มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิว เกิดอาการคัน ผิวหนังแห้ง เป็นขุย อาจมีอาการสิวเห่อร่วมด้วย ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มดังกล่าวควรใช้ในปริมาณเล็กน้อยในครั้งแรก และสามารถเพิ่มปริมาณในครั้งต่อๆไปเพื่อให้ปรับมีโอกาสปรับสภาพก่อน อย่างไรก็ตามในบางรายอาจได้รับยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทาน อาทิ Roaccutane, Isotretionoin ยิ่งต้องระมัดระวังอาการข้างเคียงเป็นพิเศษ เนื่องจากยาที่ทานจะมีสรรพคุณลดการทำงานของต่อมในร่างกายโดยตรง ทำให้เกิดอาการผิวแห้งทันทีหลังจากที่ทาน นอกจากอาการดังกล่าวแล้วยังส่งผลกระทบต่อตับ ทำให้เกิดอาการปวดข้อตามมาอีกด้วย การทานยาในกลุ่มนี้จึงควรอยู่ใต้คำแนะนำจากแพทย์</p>
<blockquote><p>ยารักษาสิวในกลุ่มเรตินอยด์มีฤทธิ์เป็นกรด และอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย ดังนั้นการใช้ตัวยาประเภทนี้จึงควรที่จะอยู่ในคำแนะนำของแพทย์</p></blockquote>
<p>&#8211; ผลิตภัณฑ์รักษาสิวในกลุ่ม กรด ไกลโคลิก และ ซาลิไซลิค จัดเป็นยารักษาสิวที่ออกฤทธิ์เบาบางกว่ากลุ่มเรตินอยด์ และก่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า ยาดังกล่าวเป็นสารสกัดประเภท AHA (Glycolic acid) และ BHA (Salicylic acid) ทำหน้าที่กำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดการสร้างไขมันจากต่อไขมันใต้ชั้นผิว จึงลดโอกาสเกิดการเป็นสิวลง อย่างไรก็ตามยังมีผลข้างเคียงจากการดัรับความระคายเคียงจากผิวหน้าแห้งตึงอยู่บ้าง</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การฟื้นฟูสภาพผิวก็สามารถช่วยทำให้อาการผิวแพ้ง่ายลดลงได้</h2>
<p>เมื่อเราทราบปัจจัยที่ทำให้ผิวของเราเกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ได้ง่ายแล้วนั้น เราสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยดังกล่าวได้ง่ายขึ้น และควรฟื้นฟูสภาพผิวของตนเองให้แข็งแรง อาทิเช่น ทาครีมกันแดด เพื่อปกป้องผิวจากความร้อนและลดการระเหยของน้ำใต้ชั้นผิว โดยการเลือกครีมกันแดดที่ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตราย (สังเกตคำว่า Chemical free, Dermatological test หรือ Paraben free) ควบคู่กับการเลือกครีม หรือ moisturizer ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น เช่น ว่างหางจระเข้ หรือน้ำผึ้ง รวมทั้งลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมี งดการใช้โฟมล้างหน้าที่มีฤทธิ์เป็นด่างรุนแรง หรือมีเม็ดบีทช่วยในการสครับหน้า ให้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ลดการใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอล์ หรือ whitening<br />
ทั้งนี้ทางการแพทย์พบว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีเส้นใย โปรตีน และไขมันดีจากปลาทะเล หรืออะโวคาโด ร่วมกับการผ่อนคลายความเครียดระหว่างวัน จะส่งผลให้ผิวแข็งแรง มีสุขภาพดี อิ่มน้ำ และทนต่อสารเคมีได้ในระดับดีเลยทีเดียว</p>
<blockquote><p>การทำ IPL สามารถที่จะช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิวและรักษาปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุมโดยที่ไม่ทำร้ายผิว</p></blockquote>
<p>เทคโนโลยีสำหรับการดูแลผิวที่เหมาะสมกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายอย่าง การทำ IPL ที่มีแสง Xtensive Flash ที่สามารถช่วยทำให้การดูแลผิวเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น และยังอ่อนโยนต่อผิวบอบบางและผิวแพ้ง่ายเป็นอย่างมาก ด้วยคลื่นแสงที่สามารถช่วยในการรักษาปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุมทั้ง 8 ประการ ทำให้ปัญหาของการเกิด สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, จุดด่างดำ, ฝ้า, กระ, การกระตุ้นคอลาเจน และผิวแพ้ง่าย ให้ดีขึ้นในทุกๆครั้งที่ใช้ รวมถึงการทำ IPL Home use ของเครื่อง PiOne ยังสามารถที่จะรักษาปัญหาผิวต่างๆได้ไปพร้อมๆกับการดูแลผิวด้วยการยิงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จึงทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาผิวไหม้แต่อย่างใด ซึ่งตัวเครื่อง IPL ของ PiOne ก็ได้มีการออกแบบมาเพื่อให้รองรับการใช้งานที่บ้านและยังมีการใช้งานที่ง่าย สะดวกต่อการพกพา จึงทำให้การดูแลผิวเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้นที่สามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเองที่บ้าน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/">วิธีการดูแลผิวสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-allergy-prone-skin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
