<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีลดรอยแดง &#8211; My CMS</title>
	<atom:link href="https://pione.co.th/ipl-solutions/redness/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://pione.co.th</link>
	<description>multi-purpose skin care solution</description>
	<lastBuildDate>Mon, 07 May 2018 09:31:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.3</generator>

<image>
	<url>https://pione.co.th/wp-content/uploads/2017/02/cropped-LOGO_PIONE-32x32.png</url>
	<title>วิธีลดรอยแดง &#8211; My CMS</title>
	<link>https://pione.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ปัญหารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นจากสิว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scars/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scars/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2017 04:40:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดรอยแดง]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9906</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็น รอยดำ รอยแดง หรือ รอยแผลเป็นจากสิว ก็นับว่าเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ที่หลายๆคนอยากจะรักษาให้หมดไปจากใบหน้า เพราะนอกจากที่จะทำให้ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการรักษาที่นานอีกด้วย รวมถึงยังต้องคอยใช้เวลาสำหรับการแต่งหน้าเพื่อปกปิดปัญหาเหล่านี้ด้วย คอนซีลเลอร์ ให้แต่ละวัน โดยวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการจัดการกับปัญหารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นจากสิวนี้กันเลย รอยดำและรอยแผลเป็นจากสิวเกิดจากอะไร รอยดำและรอยแผลเป็นจากสิวเกิดขึ้นจากการรักษาตัวของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากการเป็นสิว ซึ่งเนื้อเยื่อเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ก็ถูกการอักเสบของสิวเข้ามาทำให้บริเวณดังกล่าวมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ซึ่งบางครั้งรอยเหล่านี้ก็อาจที่จะเกิดได้จากการที่เราพยายามบีบสิวที่จะส่งผลให้ผิวบริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายจนกลายเป็นแผลเป็นจากสิวในที่สุด ซึ่งในบางครั้งเราอาจสังเกตได้ว่าทำไมรอยแต่ละรอยนั้นมีสีที่คล้ำที่ไม่เสมอกัน ปัจจัยที่ทำให้รอยแผลเหล่านี้เปลี่ยนเป็นสีคล้ำนั่นก็คือ แสงแดด (Ultraviolet) โดยเราอาจปล่อยให้แสงแดดนั้นสัมผัสกับใบหน้าโดยตรงโดยที่ไม่ป้องกัน ซึ่งรอยดำและรอยแผลเป็นที่ไม่ลึกมากสามารถที่จะจางหายไปได้เอง แต่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว การบีบสิวที่รุนแรงและไม่ถูกวิธีเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดรอยดำและรอยแผลเป็นจากสิว ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ รอยแดงจากสิวเกิดจากอะไร รอยแดงเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังหลังจากการอักเสบของสิว ดังนั้นร่างกายจึงต้องนำเอาสารอาหารต่างๆเข้ามาซ่อมแซมผ่านทางหลอดเหลือ แต่เมื่อใบบริเวณดังนกล่าวนั้นไม่มีเส้นเลือดทำให้ร่างกายจึงจำเป็นต้องสร้างเส้นเลือดฝอยขึ้น เพื่อให้สามารถที่จะลำเลียงสารอาหารต่างๆเข้ามายังช่วยที่เกิดการอักเสบได้ แต่เมื่อสิวหายไปเส้นเลือดที่ร่างกายได้สร้างขึ้นมานั้นยังคงอยู่ ทำให้เกิดเป็นรอยแดงในชั้นผิวของเรา ซึ่งการปล่อยทิ้งเอาไว้เพื่อให้รอยแดงเหล่านี้หายไปเองนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะร่างกายของเราไม่มีระบบการทำลายเส้นเลือดเหล่านี้โดยธรรมชาติ แต่อาจที่จะช่วยทำให้รอยแดงเหล่านี้จางลงไปได้เท่านั้น วิธีการแก้ปัญหาและรักษารอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็นจากสิว ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดจุดด่างดำจากรอยแผลสิวได้เป็นอย่างดี โดย วิตามิน เอ (Retinol) ที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้สามารถที่จะช่วยผลัดเซลล์เคราติน (Keratin) ในชั้นผิวให้หลุดออกและเสริมสร้างเซลล์ผิวชั้นที่ลึกทำให้รอยต่างๆค่อยๆจางลง หรือสำหรับผู้ที่ผิวบอบบางก็สามารถเลือกใช้ อนุพันธ์ของวิตามินเอ (Retinoid) ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า Retinol [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scars/">ปัญหารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นจากสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็น รอยดำ รอยแดง หรือ รอยแผลเป็นจากสิว ก็นับว่าเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ที่หลายๆคนอยากจะรักษาให้หมดไปจากใบหน้า เพราะนอกจากที่จะทำให้ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการรักษาที่นานอีกด้วย รวมถึงยังต้องคอยใช้เวลาสำหรับการแต่งหน้าเพื่อปกปิดปัญหาเหล่านี้ด้วย คอนซีลเลอร์ ให้แต่ละวัน โดยวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการจัดการกับปัญหารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นจากสิวนี้กันเลย</p>
<h2 style="font-size: 140%;">รอยดำและรอยแผลเป็นจากสิวเกิดจากอะไร</h2>
<p>รอยดำและรอยแผลเป็นจากสิวเกิดขึ้นจากการรักษาตัวของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากการเป็นสิว ซึ่งเนื้อเยื่อเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ก็ถูกการอักเสบของสิวเข้ามาทำให้บริเวณดังกล่าวมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ซึ่งบางครั้งรอยเหล่านี้ก็อาจที่จะเกิดได้จากการที่เราพยายามบีบสิวที่จะส่งผลให้ผิวบริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายจนกลายเป็นแผลเป็นจากสิวในที่สุด ซึ่งในบางครั้งเราอาจสังเกตได้ว่าทำไมรอยแต่ละรอยนั้นมีสีที่คล้ำที่ไม่เสมอกัน ปัจจัยที่ทำให้รอยแผลเหล่านี้เปลี่ยนเป็นสีคล้ำนั่นก็คือ แสงแดด (Ultraviolet) โดยเราอาจปล่อยให้แสงแดดนั้นสัมผัสกับใบหน้าโดยตรงโดยที่ไม่ป้องกัน ซึ่งรอยดำและรอยแผลเป็นที่ไม่ลึกมากสามารถที่จะจางหายไปได้เอง แต่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว</p>
<blockquote><p>การบีบสิวที่รุนแรงและไม่ถูกวิธีเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดรอยดำและรอยแผลเป็นจากสิว ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">รอยแดงจากสิวเกิดจากอะไร</h2>
<p>รอยแดงเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังหลังจากการอักเสบของสิว ดังนั้นร่างกายจึงต้องนำเอาสารอาหารต่างๆเข้ามาซ่อมแซมผ่านทางหลอดเหลือ แต่เมื่อใบบริเวณดังนกล่าวนั้นไม่มีเส้นเลือดทำให้ร่างกายจึงจำเป็นต้องสร้างเส้นเลือดฝอยขึ้น เพื่อให้สามารถที่จะลำเลียงสารอาหารต่างๆเข้ามายังช่วยที่เกิดการอักเสบได้ แต่เมื่อสิวหายไปเส้นเลือดที่ร่างกายได้สร้างขึ้นมานั้นยังคงอยู่ ทำให้เกิดเป็นรอยแดงในชั้นผิวของเรา ซึ่งการปล่อยทิ้งเอาไว้เพื่อให้รอยแดงเหล่านี้หายไปเองนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะร่างกายของเราไม่มีระบบการทำลายเส้นเลือดเหล่านี้โดยธรรมชาติ แต่อาจที่จะช่วยทำให้รอยแดงเหล่านี้จางลงไปได้เท่านั้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการแก้ปัญหาและรักษารอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็นจากสิว</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids)</h3>
<p>สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดจุดด่างดำจากรอยแผลสิวได้เป็นอย่างดี โดย วิตามิน เอ (Retinol) ที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้สามารถที่จะช่วยผลัดเซลล์เคราติน (Keratin) ในชั้นผิวให้หลุดออกและเสริมสร้างเซลล์ผิวชั้นที่ลึกทำให้รอยต่างๆค่อยๆจางลง หรือสำหรับผู้ที่ผิวบอบบางก็สามารถเลือกใช้ อนุพันธ์ของวิตามินเอ (Retinoid) ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า Retinol และทำให้เกิดการระคายเคืองได้น้อยกว่ามาใช้ดูก่อนก็ได้</p>
<blockquote><p>ข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ นั่นก็คือทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ (Teratogenic effect) ได้ ดังนั้นผู้ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่มีส่วนผสมของสารเหล่านี้อย่างเด็ดขาด</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ (Chemical Peeling)</h3>
<p>เป็นการใช้กรดผลไม้ (AHA), Trichloracetic acid (TCA) เข้ามาช่วยในการรักษาโดยการทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิว ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยทำให้รอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นจากสิวหายไปได้</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การรักษาด้วยเครื่องไอพีแอล (Intense Pulse Light – IPL)</h3>
<p>เป็นการใช้พลังงานของคลื่นแสงในช่วงคลื่นความถี่ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาปัญหาผิวมาช่วยในการรักษา โดยการทำ IPL นั้นสามารถที่จะลงลึกได้ถึงชั้นผิวโดยที่ไม่เป็นการทำร้ายผิว โดยแสง IPL ที่มี Xtensive Flash นั้นสามารถที่จะจัดการปัญหาในเรื่องของ สิว, รอยดำจากสิว, รอยแดงจากสิว, รอยแผลเป็นจากสิว, ริ้วรอย, ฝ้า-กระ, จุดด่างดำ และ กระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ได้ในการยิงแต่ละครั้ง ไม่ต้องใช้เวลาในการพักผิวนานจึงสามารถที่จะทำได้อย่างต่อเนื่อง สามารถรักษาปัญหาต่างๆได้พร้อมกับการดูแลผิวจึงทำให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การรักษาด้วยเลเซอร์</h3>
<p>ส่วนมากนิยมนำการรักษาด้วยเลเซอร์มาใช้ในการรักษารอยแผลเป็นจากสิวที่เป็นหลุมลึก เพราะเลเซอร์เป็นพลังงานคลื่นแสงที่มีความเข้มข้นสูงสามารถที่จะทำลายเซลล์ผิวใบบริเวณที่เป็นหลุมลึกได้ดี จึงทำให้เป็นการกระตุนเพื่อให้ร่างกายของเราสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่แทนทดเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย จึงทำการรักษาด้วยเลเซอร์สามารถเห็นผลได้ง่ายและรวดเร็วกว่าการรักษาในรูปแบบอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยเลเซอร์ก็เป็นการทำร้ายผิวโดยตรง และหลังจากใช้การรักษาวิธีนี้แล้วจะต้องมีการพักผิว รวมถึงต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติต่างๆเข้ามาช่วย</h3>
<p>เราสามารถที่จะนำเอาผลไม้และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเข้ามาช่วยในการรักษารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นจากสิวได้ โดยการนำเอามาทาทพักไว้บนผิวหน้าของเราเป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที ก็สามารถที่จะช่วยทำให้รอยเหล่านี้ค่อยลดเลือนไปได้เช่นกัน ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง น้ำผึ้ง โยเกิร์ต มะนาว และ ว่านหางจระเข้ มาเป็นตัวช่วยในการจัดการกับรอยต่างๆ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scars/">ปัญหารอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นจากสิว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/how-to-solve-acne-scars/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความกังวลใจกับหน้าแดง หรือรอยแดงบนผิวหน้า</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-redness-on-your-skin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-redness-on-your-skin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 May 2017 03:12:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลดรอยแดง]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9168</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากใครมีอาการหน้าแดงจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานานจนเกิดอาการผิวลอก ร้อน บวมแดง อาการลักษณะนี้สามารถบรรเทาอาการแรกเริ่มได้ด้วยการปรับอุณหภูมิบนผิวหนังด้วยผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีอาการแสบร้อน ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดเท่านั้น หลังจากอาการบวมแดงหายไปเราสามารถใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ (moisturizer) เป็นหลัก ทาครีมกันแดด และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด เพื่อฟื้นฟูเซลล์ผิวให้กลับมาเต่ง และชุ่มชื้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คืออาการใบหน้าหมองคล้ำ หรือการเกิดรอยแดงบนผิวหน้าจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งอาการ กระ ฝ้า ในภายหลัง ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูผิวหน้านานนับเดือนเลยทีเดียว การอยู่กลางแดดเป็นเวลานานอาจจะทำให้ผิวเกิดอาการแดง และเป็นสาเหตุที่สำคัญให้เกิด ฝ้า กระ และ จุดด่างดำ ได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดงแดดเป็นเวลานานๆ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดมาเป็นตัวช่วย สาเหตุที่ส่งผลทำให้ผิวของเราเกิดรอยแดงบนผิวหน้าได้ง่าย นอกจากอาการหน้าแดงจากการโดนแสงแดดเผาแล้วนั้น เรายังสามารถพบอาการหน้าแดงจนสามารถเห็นหลอดเลือดฝอยที่ขยายอยู่บริเวณผิวหน้าใต้รอยแดงนั้น รอยแดงนี้จะแสดงอาการแดงเข้มจนสามารถเห็นหลอดเลือดชัดขึ้นเรื่อยๆ ผิวของหน้าจะมีความไวต่อแสงส่งผลให้หน้าแดงง่าย บางรายมีอาการสิวอักเสบร่วมด้วย ลักษณะรอยแดงนี้จะเกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของการกินหรือทา ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมหรือยา ที่มีส่วนผสมของคอร์ติโต สเตียรอยด์ (Cortico steroids) อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้หากรอยแดงบนผิวหน้าเป็นรอยแดงที่มีลักษณะของผื่นแดงอักเสบที่มีขอบเขตชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปีกจมูกมักเกิดขึ้นร่วมกับอาการคัน บวมแดง ผิวหนังลอกเป็นขุย หรือเป็นตุ่มหนองร่วมด้วย จะมีสาเหตุหลักมาจากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของสารที่มีฤทธิ์ลอกผิวอย่างต่อเนื่องประมาณ 2-3 เดือน หรือบางรายอาจเกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลัน สารดังกล่าวเช่น ไอโสเตรติโนอิน (Isotretinoin), เรติโนอิก แอซิด [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-redness-on-your-skin/">ความกังวลใจกับหน้าแดง หรือรอยแดงบนผิวหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากใครมีอาการหน้าแดงจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานานจนเกิดอาการผิวลอก ร้อน บวมแดง อาการลักษณะนี้สามารถบรรเทาอาการแรกเริ่มได้ด้วยการปรับอุณหภูมิบนผิวหนังด้วยผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีอาการแสบร้อน ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดเท่านั้น หลังจากอาการบวมแดงหายไปเราสามารถใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ (moisturizer) เป็นหลัก ทาครีมกันแดด และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด เพื่อฟื้นฟูเซลล์ผิวให้กลับมาเต่ง และชุ่มชื้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คืออาการใบหน้าหมองคล้ำ หรือการเกิดรอยแดงบนผิวหน้าจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งอาการ กระ ฝ้า ในภายหลัง ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูผิวหน้านานนับเดือนเลยทีเดียว</p>
<blockquote><p>การอยู่กลางแดดเป็นเวลานานอาจจะทำให้ผิวเกิดอาการแดง และเป็นสาเหตุที่สำคัญให้เกิด ฝ้า กระ และ จุดด่างดำ ได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดงแดดเป็นเวลานานๆ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดมาเป็นตัวช่วย</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">สาเหตุที่ส่งผลทำให้ผิวของเราเกิดรอยแดงบนผิวหน้าได้ง่าย</h2>
<p>นอกจากอาการหน้าแดงจากการโดนแสงแดดเผาแล้วนั้น เรายังสามารถพบอาการหน้าแดงจนสามารถเห็นหลอดเลือดฝอยที่ขยายอยู่บริเวณผิวหน้าใต้รอยแดงนั้น รอยแดงนี้จะแสดงอาการแดงเข้มจนสามารถเห็นหลอดเลือดชัดขึ้นเรื่อยๆ ผิวของหน้าจะมีความไวต่อแสงส่งผลให้หน้าแดงง่าย บางรายมีอาการสิวอักเสบร่วมด้วย ลักษณะรอยแดงนี้จะเกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของการกินหรือทา ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมหรือยา ที่มีส่วนผสมของคอร์ติโต สเตียรอยด์ (Cortico steroids) อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้หากรอยแดงบนผิวหน้าเป็นรอยแดงที่มีลักษณะของผื่นแดงอักเสบที่มีขอบเขตชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปีกจมูกมักเกิดขึ้นร่วมกับอาการคัน บวมแดง ผิวหนังลอกเป็นขุย หรือเป็นตุ่มหนองร่วมด้วย จะมีสาเหตุหลักมาจากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของสารที่มีฤทธิ์ลอกผิวอย่างต่อเนื่องประมาณ 2-3 เดือน หรือบางรายอาจเกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลัน สารดังกล่าวเช่น ไอโสเตรติโนอิน (Isotretinoin), เรติโนอิก แอซิด (Retinoic Acid) หรือ กรดผลไม้ (AHA) เป็นต้น</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการดูแลรักษารอยแดงที่เกิดขึ้นควรทำอย่างไร?</h2>
<p>จากที่กล่าวมานั้นรอยแดงเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการหยุดใช้ยา เครื่องสำอางที่มีสารเสตียรอยด์ (Steroids) หรือครีมที่มีสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ เราสามารถรู้ได้ว่าของเหล่านั้นเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือไม่โดยการนำสารที่สงสัยมาทาทิ้งไว้บริเวณผิวหนังและสังเกตอาการว่าเกิดผื่นหรือไม่ เราเรียกวิธีการนี้ว่าการทำแพ็ทเทสต์ (Patch test)  ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หลังจากทราบสาเหตุควรทำการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้อาการอักเสบของผิวหนังหายไป เมื่อผิวเข้าสู่สภาวะปกติหายจากอาการสักเสบ หรือบวมแดงแล้วนั้น แต่ยังคงไว้ซึ่งรอยแดงเป็นจุดๆ ไม่น่ามอง หรือใบหน้าหมองคล้ำอันเกิดจากผิวถูกทำลายด้วยความร้อน เราสามารถขจัดปัญหารอยแดงบนผิวหน้าให้ดีขึ้นได้ด้วย ไอออนโตโฟเรสิต (Iontophoresis) โดยหลักการทำงานของเครื่องดังกล่าวจะนำกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่เหมาะสมลงสู่ผิวหน้า เพื่อเปิดรูขุมขนให้กว้างในระดับที่สามารถผลักวิตามิน หรือตัวยาอื่นๆลงไปในชั้นเซลล์ผิว เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต กระตุ้นเซลล์ผิวหนังที่เสื่อมกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ผิวหน้าดูกระจ่างใสขึ้น และริ้วรอยจางลง การใช้ไอออนโตโฟเรสิตจึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เห็นผลลัพธ์ในการลดรอยแดง และแก้ไขปัญหาใบหน้าหมองคล้ำได้อีกวิธีหนึ่ง ในระหว่างการรักษาด้วยไอออนโตโฟเรสิตควรงดเว้นการสคับผิวหน้า ควรดื่มน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงของมันและทอดอันจะส่งผลให้ผิวหน้าผลิตน้ำมันส่วนเกินเพิ่มมากขึ้น และกระตุ้นอาการอักเสบของผิวขึ้นมาอีกครั้ง</p>
<blockquote><p>เครื่องสำอาางที่มีส่วนผสมของสารเสตียรอยด์ (Steroids) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดรอยแดงบนผิว ดังนั้นเราจึงควรระมัดระวังในการเลือกซื้อเครื่องสำอาง</p></blockquote>
<p>อย่างไรก็ตาม การใช้ไอออนโตโฟเรสิตมีข้อจำกัดในการรักษาความหมองคล้ำหรือรอยแดงบนผิวหน้าอยู่บ้าง เนื่องจากผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับตัวยาหรือวิตามินที่นำมาใช้ร่วมด้วย อย่างไรก็ตามด้วยวิวัฒนาการทางด้านเครื่องมือการแพทย์ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เราสามารถใช้ประโยชน์จากความเข้มสูงของแสง และความยาวคลื่นในช่วง 515-1200 nm ที่เรียกว่า ไอพีแอล (Intense Pulsed Light: IPL) โดยส่งผ่านลำแสงเฉพาะช่วงคลื่นที่ต้องการและเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนไปยังผิวหนัง การรักษาด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถขจัดปัญหารอยแดงที่เห็นหลอดเลือดฝอยชัดเจนได้เห็นผลเร็ว และตรงจุด ทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เป็นต้นเหตุของปัญหาริ้วรอย หรือรักษารอยคล้ำที่เกิดจากเม็ดสีเมลานีนในบริเวณชั้นหนังกำพร้าที่มีมากกว่าปกติ เช่น กระแดด ฝ้า ได้ดีอีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-redness-on-your-skin/">ความกังวลใจกับหน้าแดง หรือรอยแดงบนผิวหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-redness-on-your-skin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
