<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีลบฝ้ากระ &#8211; My CMS</title>
	<atom:link href="https://pione.co.th/ipl-solutions/freckle/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://pione.co.th</link>
	<description>multi-purpose skin care solution</description>
	<lastBuildDate>Mon, 07 May 2018 09:33:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.3</generator>

<image>
	<url>https://pione.co.th/wp-content/uploads/2017/02/cropped-LOGO_PIONE-32x32.png</url>
	<title>วิธีลบฝ้ากระ &#8211; My CMS</title>
	<link>https://pione.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เมลานิน (Melanin) มีความสำคัญต่อผิวอย่างไร?</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 13:47:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลบฝ้ากระ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=11107</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันดีว่า สีผิวของคนเราจะมีความแตกต่างกันตามเชื้อชาติ ภูมิประเทศที่เราอาศัยอยู่ และสภาวะแวดล้อมรอบตัวเรา แล้วอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น ในครั้งนี้เราจะมาอธิบายและทำความเข้าใจกันค่ะ โดยปกติในผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ของคนเราจะพบเซลล์ “เมลาโนไซด์” (Melanocyte) มีลักษณะเป็นเซลล์รูปร่างแบน วงรี และมีแขนงที่เหมือนแขนขายึดจับกันอยู่ หน้าที่ของเซลล์นี้จะสร้างถุงเม็ดสี “เมลานิน” (Melanosome) โดยอาศัยเอนไซม์ “ไทโรสิเนส” (Tyrosinese) เข้ามาช่วยให้เกิดการสร้างถุงเม็ดสีได้สมบูรณ์ขึ้น เซลล์เมลาโนไซด์จะแทรกอยู่ระหว่าง “เซลล์เคอราติโนไซด์” (Keratinocyte) ที่ทำหน้าที่ผลิตสารเคราติน สร้างความแข็งแรงแก่ เส้นผม ขนและเล็บ ด้วยความที่ เซลล์เมลาโนไซด์ และเซลล์เคอราติโนไซด์อยู่ใกล้กันนี้เอง ส่งผลให้เส้นผม ขน เยื่อบุตา ของเราเป็นอีกจุดหนึ่งที่แสดงออกถึงความแตกต่างของสีได้อย่างชัดเจน ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินดังกล่าว มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถใช้วิเคราะห์ในการแยกเชื้อชาติได้ ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดได้แก่ ยูเมลาโนโซม (Eumelanosome) มีขนาดใหญ่ (0.5-0.8 ไมโครเมตร) รูปร่างเป็นวงรี ถุงหุ้มดังกล่าวจะกระจายตัวอยู่อย่างเดี่ยวๆ มีการสลายตัวที่ช้า และที่สำคัญคือผลิต “รงควัตถุสีดำ และสีน้ำตาล” อย่างไรก็ตามหากปริมาณของเมลานินมีมากจะผลิตสีที่เข้ม หรือหากปริมาณเมลานินมีน้อยจะแสดงผลในสีที่อ่อนลง อาทิ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/">เมลานิน (Melanin) มีความสำคัญต่อผิวอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันดีว่า สีผิวของคนเราจะมีความแตกต่างกันตามเชื้อชาติ ภูมิประเทศที่เราอาศัยอยู่ และสภาวะแวดล้อมรอบตัวเรา แล้วอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น ในครั้งนี้เราจะมาอธิบายและทำความเข้าใจกันค่ะ โดยปกติในผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ของคนเราจะพบเซลล์ “เมลาโนไซด์” (Melanocyte) มีลักษณะเป็นเซลล์รูปร่างแบน วงรี และมีแขนงที่เหมือนแขนขายึดจับกันอยู่<br />
หน้าที่ของเซลล์นี้จะสร้างถุงเม็ดสี “เมลานิน” (Melanosome) โดยอาศัยเอนไซม์ “ไทโรสิเนส” (Tyrosinese) เข้ามาช่วยให้เกิดการสร้างถุงเม็ดสีได้สมบูรณ์ขึ้น เซลล์เมลาโนไซด์จะแทรกอยู่ระหว่าง “เซลล์เคอราติโนไซด์” (Keratinocyte) ที่ทำหน้าที่ผลิตสารเคราติน สร้างความแข็งแรงแก่ เส้นผม ขนและเล็บ ด้วยความที่ เซลล์เมลาโนไซด์ และเซลล์เคอราติโนไซด์อยู่ใกล้กันนี้เอง ส่งผลให้เส้นผม ขน เยื่อบุตา ของเราเป็นอีกจุดหนึ่งที่แสดงออกถึงความแตกต่างของสีได้อย่างชัดเจน ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินดังกล่าว มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถใช้วิเคราะห์ในการแยกเชื้อชาติได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดได้แก่</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ยูเมลาโนโซม (Eumelanosome)</h3>
<p>มีขนาดใหญ่ (0.5-0.8 ไมโครเมตร) รูปร่างเป็นวงรี ถุงหุ้มดังกล่าวจะกระจายตัวอยู่อย่างเดี่ยวๆ มีการสลายตัวที่ช้า และที่สำคัญคือผลิต “รงควัตถุสีดำ และสีน้ำตาล” อย่างไรก็ตามหากปริมาณของเมลานินมีมากจะผลิตสีที่เข้ม หรือหากปริมาณเมลานินมีน้อยจะแสดงผลในสีที่อ่อนลง อาทิ ผลสีบรอนด์ในรงควัตถุประเภทสีน้ำตาล เป็นต้น</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ฟีโอเมลาโนโซม (Pheomelanosome)</h3>
<p>มีขนาดเล็ก (0.5-0.3 ไมโครเมตร) มีรูปร่างกลม เกาะตัวเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2-10 ถุง มีการสลายตัวที่เร็ว และมีรงควัตถุ “สีขาว” สีที่แสดงออกมาจึงเป็นสีโทนสว่าง ฟีโอเมลาโนโซม ประกอบด้วยสารหลักอย่างแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งแสดงสีโทนส้มแดง เราสามารถเห็นชัดได้ใน เส้นผม ขน หรือกระบริเวณผิวหนังเป็นต้น<br />
นอกจากนี้งานวิจัยพบว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการสร้างเม็ดสี ได้แก่ พันธุกรรม ฮอร์โมน และ แสงแดด ซึ่งในกรณีที่ผิวเราเกิดจุดด่างดำจากรอยสิว หรือสร้างการบาดเจ็บให้ผิวบริเวณนั้นๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดการทำงานของเมลานินที่ไม่สมบูรณ์ได้เนื่องจากโครงสร้างผิวมีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามความผิดปกติของเม็ดสีผิว แสดงถึงสัญญาณที่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางผิวหนังจากระดับเบื้องต้น ไปจนถึงระดับร้ายแรงได้เช่นกัน</p>
<blockquote><p>รังสียูวีเป็นตัวการที่ทำให้เม็ดสีเมลานินเหล่านี้ทำงานผิดปกติได้ ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำ หรือ ฝ้า กระ ในชั้นผิวได้ด้วยเช่นกัน</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">ความผิดปกติของเมลานินที่สามารถบ่งบอกให้รู้ได้ถึงความผิดปกติทางผิวหนัง</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">ชั้นผิวหนังกำพร้ามีความผิดปกติ</h3>
<p>จากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ส่วนประกอบของผิว ได้แก่ เซลล์เมลาโนไซด์ ทำให้ผิวหนาบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิด “กระเนื้อ” (seborrheic keratosis)</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ความผิดปกติจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เมลาโนไซด์</h3>
<p>บริเวณชั้นผิวหนังแท้ ได้แก่ ไฝ (melanocytic nevus) ขี้แมลงวัน (lentigines) กระแดด (solar lentigines) แม้กระทั่งความผิดปกติร้ายแรงอย่าง มะเร็งเมลาโนลา (malignant melanoma)</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ</h3>
<p>จนเกิดรอยดำเป็นลักษณะปื้นๆหลังจากหายจากอาการอักเสบแล้ว จากการที่เซลล์เมลาโนไซด์ทำงานมากขึ้นจนผิดปกติ โดยที่เซลล์มีปริมาณเท่าเดิม มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ หรือแพ้เครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองมาก่อน</p>
<h3 style="font-size: 110%;">ความผิดปกติจากระบบของร่างกายส่วนอื่นทำงานผิดปกติ</h3>
<p>ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานเม็ดสีผิวในร่างกาย อาทิ ภาวะต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ (ต่อมหมวกไตไม่ทำงาน) ระบบการเผาผลาญและดูดซึมของร่างกายทำงานผิดปกติ ภาวะขาดสารอาหาร เช่น วิตามินบี12 ผลกระทบข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด รวมทั้งภาวะอื่นๆเช่น ผลข้างเคียงจากโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV) ฯลฯ<br />
ในด้านของการเสริมความงามนั้น ผู้ที่อาศัยในโซนซีกโลกตะวันตกนิยมย้อมผิวให้มีสีแทน จึงใช้แสงแดดมาเป็นตัวแปร เนื่องจากเซลล์เมลานิน จะนำพลังงานความร้อนจากแสงแดดมาสะสมไว้บริเวณใต้ชั้นผิว พร้อมๆกับการสร้างเมลานินขึ้นจำนวนมากเพื่อปกป้องผิวของเรา จนเกิดการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ &#8220;ไทโรสิเนส (Tyrosinese)&#8221; ในการสร้างถุงเม็ดสีได้สมบูรณ์ ส่งผลให้ผิวมีสีเข้มขึ้น<br />
ซึ่งในทางกลับกันผู้ที่อาศัยบริเวณซีกโลกตะวันออกกลับนิยมที่จะมีผิวขาว กระจ่างใส ในปัจจุบันเราได้คิดค้น สารอาร์บูติน (arbutin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยังยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเรส ลงในเครื่องสำอางมีสรรพคุณในการลอกผิวให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้น สารดังกล่าวเราสามารถสกัดได้จากผลเบอร์รี่ รากชะเอมเทศ อย่างไรก็ตาม เราควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเพื่อลดการเกิดปัญหาความผิดปกติของเม็ดสีผิว ได้แก่ การหลีกเลี่ยงเผชิญแสงแดด หรือการใช้ครีมกันแดด SPF50 ที่มีสาร PA+++ ในการป้องกันรังสีทั้ง UVA และ UVB รวมทั้งทานอาหารที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว และทานน้ำให้สมดุลกับการรักษาปริมาตรความชุ่มชื้นในผิว และหากมีความผิดปกติทางผิวหนังตามที่กล่าวไปเบื้องต้นแล้วนั้น ผู้เขียนแนะนำให้พบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น</p>
<blockquote><p>การรักษาความผิดปกติของเมลานินทำต้องใช้เวลาในการรักษานาน ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆที่ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติของเมลานิน</p></blockquote>
<h3 style="font-size: 110%;">นวัตกรรมที่สามารถช่วยในการรักษาและลดเลือนฝ้า-กระ จุดด่างดำ ที่เกิดจากความผิดปกติของเมลานิน</h3>
<p>นอกจากนั้นการดูแลสุขภาพผิวให้ดีอยู่เสมอก็สามารถที่จะช่วยป้องกันการเกิดอาการผิดปกติของเมลานินได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีอย่างการทำ IPL ที่สามารถช่วยลดเลือนการเกิดจุดด่างดำ ฝ้า-กระ และริ้วรอยต่างๆบนผิวหน้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงแสง IPL ที่มี Xtensive Flash ยังสามารถที่จะช่วยจัดการปัญหาผิวต่างๆได้อย่างครอบคลุมไปพร้อมกับการรักษาในทีเดียว จึงทำให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะใช้เครื่อง PiOne ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนั้นยังมีการออกแบบมาเพื่อให้รองรับต่อการใช้งานภายในบ้านอีกด้วย ด้วยค่าพลังงานที่มีให้เลือกถึง 7 ระดับ และการยิง 3 รูปแบบทำให้ช่วยลดการระคายเคืองของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังมีค่าพลังงานเทียบเท่ากับคลินิกทำให้ผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกัน จึงทำให้สามารถทำ IPL ที่บ้านได้เองอย่างต่อเนื่องมากขึ้นและมีสุขภาพผิวที่แข็งแรง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/">เมลานิน (Melanin) มีความสำคัญต่อผิวอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-melanin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระมีกี่ประเภท มีวิธีการดูแลรักษากระได้อย่างไร</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-freckle/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-freckle/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 May 2017 11:10:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลบฝ้ากระ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9557</guid>

					<description><![CDATA[<p>นอกจากสิวที่เป็นปัญหาคอยบกวนใจที่สำคัญของผู้หญิงแล้ว อีกหนึ่งปัญหาผิวบนใบหน้าที่รบกวนใจสาวๆคงไม่พ้น ฝ้า และ กระ นั่นเอง โดยความแตกต่างกันของฝ้าและกระ คือ ฝ้าจะมีลักษณะเป็นแผ่น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นบริเวณทั้ง 2 ข้างของใบหน้า อย่างเช่น โหนกแก้ม จมูก หน้าผาก หรือแถวบริเวณหนวดเหนือริมฝีปากส่วน แต่ถ้าเป็น กระ นั้นจะมีลักษณะเป็นจุด อยู่บริเวณใต้ผิวหนังโดยเฉพาะใบหน้า หรือแขน ซึ่งในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับกระกันก่อน เนื่องจากหลายๆคนสงสัยว่า &#8220;กระ คืออะไร ?&#8221; กระ คือ จุดสีน้ำตาล หรือ ดำ ที่มีลักษณะแบนราบ หรือ เป็นตุ่มนูน กระจายอยู่บริเวณผิวหน้า ลำคอ หรือตามร่างกายบริเวณที่โดนแสงแดดได้ เกิดจากความผิดปกติของ เมลานิน (Melanin) ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันแสงแดดได้ ซึ่งมีหลายสาเหตุอันทำให้เกิดกระตามชนิดของกระ ได้แก่ อายุ แสงแดด พันธุกรรม เป็นต้น กระ เกิดจาก เม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ทำงานผิดปกติจนทำให้บริเวณนั้น ๆ [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-freckle/">กระมีกี่ประเภท มีวิธีการดูแลรักษากระได้อย่างไร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นอกจากสิวที่เป็นปัญหาคอยบกวนใจที่สำคัญของผู้หญิงแล้ว อีกหนึ่งปัญหาผิวบนใบหน้าที่รบกวนใจสาวๆคงไม่พ้น ฝ้า และ กระ นั่นเอง โดยความแตกต่างกันของฝ้าและกระ คือ ฝ้าจะมีลักษณะเป็นแผ่น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นบริเวณทั้ง 2 ข้างของใบหน้า อย่างเช่น โหนกแก้ม จมูก หน้าผาก หรือแถวบริเวณหนวดเหนือริมฝีปากส่วน แต่ถ้าเป็น กระ นั้นจะมีลักษณะเป็นจุด อยู่บริเวณใต้ผิวหนังโดยเฉพาะใบหน้า หรือแขน<br />
ซึ่งในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับกระกันก่อน เนื่องจากหลายๆคนสงสัยว่า &#8220;กระ คืออะไร ?&#8221; กระ คือ จุดสีน้ำตาล หรือ ดำ ที่มีลักษณะแบนราบ หรือ เป็นตุ่มนูน กระจายอยู่บริเวณผิวหน้า ลำคอ หรือตามร่างกายบริเวณที่โดนแสงแดดได้ เกิดจากความผิดปกติของ <a style="color: #0000ff;" href="http://pione.co.th/ipl-solutions/freckle/what-is-melanin/" target="_blank"><u>เมลานิน (Melanin)</u></a> ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันแสงแดดได้  ซึ่งมีหลายสาเหตุอันทำให้เกิดกระตามชนิดของกระ ได้แก่ อายุ แสงแดด พันธุกรรม เป็นต้น</p>
<blockquote><p>กระ เกิดจาก เม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ทำงานผิดปกติจนทำให้บริเวณนั้น ๆ ทำให้ผิวสีเข้มขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดมาลานิน ส่วนมากจะเกิดมาจาก แสงแดด และ พันธุกรรม</p></blockquote>
<h2 style="font-size: 140%;">กระมี 4 ประเภทด้วยกัน คือ</h2>
<p><u><strong>1.กระตื้น (Freckle)</strong></u>  มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ ผิวเรียบ ขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร กระจายอยู่บริเวณใบหน้าและลำคอ กระชนิดนี้หากผิวโดนแสงแดดเป็นเวลานานๆ กระจะมีสีเข้มขึ้น และหากหลีกเลี่ยงแสงแดดเป็นเวลานานๆกระก็จะมีสีจางลงได้เอง พบบ่อยในคนผิวขาว และอาจเป็นตั้งแต่อายุน้อยๆได้<br />
วิธีรักษา : ใช้ยาทา ที่มีส่วนผสมของสาร ไฮโดรควิโนน, อาร์บูติน และ วิตามิน ซี เป็นต้น / ทำ Treatment / แต้มด้วยน้ำยา TCA / การทำ IPL<br />
<u><strong>2.กระลึก (Nevus of Hori)</strong></u>  มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทาๆ เล็กๆรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก ลึกลงไปใต้ผิวหนัง มักพบบริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง และขมับ พบในคนเอเชียที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป<br />
วิธีรักษา : การทำเลเซอร์ที่จำเพาะกับเม็ดสี คือ Q-Switched LASER (Ruby, Nd:YAG) แต่ต้องทำเลเซอร์จำนวนหลายครั้ง (มากกว่า 5 ครั้ง) โดยมีระยะห่างระหว่างการรักษาแต่ละครั้งประมาณ 2-3 เดือน แต่ข้อดีของกระลึกคือเมื่อรักษาแล้วมักจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก<br />
<u><strong>3.กระแดด (Solar Lentigo)</strong></u>  จะมีลักษณะเป็นจุดสำน้ำตาล ผิวเรียบ ขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร กระจายอยู่บริเวณใบหน้าหรือบริเวณนอกร่มผ้าอื่นๆ เช่น กระที่แขน เป็นต้น โดยแสงแดดเป็นสาเหตุหลักของกระชนิดนี้ ซึ่งกระแดดจะมีสีเข้มขึ้น เมื่อถูกแสงแดด และเมื่ออายุมากขึ้น มักพบในวัยผู้ใหญ่และผู้ที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานานๆ<br />
วิธีรักษา : คล้ายๆกับ กระตื้น โดยสามารถ ใช้ยาทา ที่มีส่วนผสมของสาร ไฮโดรควิโนน, อาร์บูติน และ วิตามิน ซี เป็นต้น / ทำ Treatment / แต้มด้วยน้ำยา TCA / การทำ IPL ซึ่งกระแดดนั้นสามารถรักษาให้หายเพียงครั้งเดียวด้วยการทำเลเซอร์ ส่วนการทายานั้นไม่สามารถทำให้หายขาดได้ และมักจะกลับมาเป็นซ้ำอีก<br />
<u><strong>4.กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis)</strong></u>  มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนูนออกมาเป็นตุ่ม ผิวเรียบหรือขรุขระยื่นออกมาจากผิวหนังบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือลำตัว มักมีสีน้ำตาลหรือสีดำก็ได้ ซึ่งกระชนิดนี้ มีสาเหตุเกิดจากพันธุกรรม พบในคนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป<br />
วิธีรักษา : การทำเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide laser) แต่ธรรมชาติของกระเนื้อนั้นมักจะกลับมาเป็นซ้ำอีก หรือในบริเวณใกล้เคียงได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิธีการรักษากระให้ได้ผล</h2>
<p>วิธีการดูแลรักษากระนั้น เนื่องจากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการทายาเพียงอย่างเดียว โดยที่การทายามีส่วนผสมของสาร ไฮโดรควิโนน, อาร์บูติน กรด AHA และ วิตามิน ซี นั้น จะช่วยให้ความเข้มของกระมีสีจางลงได้เท่านั้น ซึ่งวิธีการรักษากระที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันคือการรักษากระด้วยเลเซอร์ชนิดต่างๆตามประเภทของกระที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นนั้น สิ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการหาวิธีการรักษากระ คือการดูแลรักษาและป้องกันใบหน้าของเราให้พ้นจากมลภาวะที่ทำให้เกิดกระ คือการทาครีมกันแดด พร้อมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดให้มากที่สุด เพื่อป้องกันหรือชะลอการเกิดกระ ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีกได้<br />
นอกจากการรักษากระแล้ว การป้องกันไม่ให้เกิดกระขึ้นบนผิวหน้าของเราก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะหากเปล่อยให้เกิดเป็นกระขึ้นมาบนผิวแล้ว การรักษาจะยากและใช้เวลาเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงควรที่จะทำให้ผิวมีสุขภาพดีที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดกระต่างๆได้ด้วยการทำ IPL เพื่อเป็นการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับผิวของเรา นอกจากนั้นการทำ IPL ยังสามารถที่จะช่วยบังรุงและปกป้องจากปัญหาผิวต่างๆที่ได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น สิว, รอยสิว, ริ้วรอย, จุดด่าง, รูขมขน และ ผิวแพ้ง่าย ไปได้พร้อมๆกัน</p>
<blockquote><p>การใช้ IPL ในการรักษากระนั้นไม่เป็นการทำร้ายผิว และยังช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวให้มีสุขภาพดีไปได้พร้อมๆกับการรักษา ซึ่งจะแตกต่างกับการทำเลเซอร์ที่ยิงแสงที่มีความเข้มข้นสูงลงไปทำลายเซลล์ผิวในส่วนที่เป็นกระโดยตรง</p></blockquote>
<p>สำหรับกระลึก มีข้อดีอย่างหนึ่งคือกระชนิดนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยสามารถทำการรักษาได้ด้วยเลเซอร์ระบบ Q-Switched LASER แต่ต้องทำเลเซอร์จำนวนหลายครั้ง (มากกว่า 5 ครั้ง) โดยมีระยะห่างระหว่างการรักษาแต่ละครั้งประมาณ 2-3 เดือน ส่วนของกระชนิดสุดท้าย กระเนื้อนั้นสามารถรักษาได้ด้วยการทำเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ โดยธรรมชาติของกระเนื้อนั้นจะสามารถเป็นได้อีกบริเวณเดิมหรือบริเวณใกล้เคียง ซึ่งมีสาเหตุอันเนื่องจากพันธุกรรมที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-freckle/">กระมีกี่ประเภท มีวิธีการดูแลรักษากระได้อย่างไร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/what-is-freckle/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประเภทของฝ้า การดูแลรักษา และวิธีรักษา</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-melasma/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-melasma/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 May 2017 07:00:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลบฝ้ากระ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9309</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยกลางคน หรือผู้ที่มีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 30 ปีขึ้นไป พบว่าคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ใส่ใจด้านอาหารที่รับประทาน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางร่ายกายที่เห็นได้ชัด อาทิ ระบบเผาผลาญลดลง น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงผิวหน้าผิวกายที่เริ่มมีริ้วรอยบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสิ่งที่กลับแสดงอย่างเด่นชัดบนใบหน้าของเรากลับกลายเป็นปัญหาเรื่อง “ฝ้า (Melasma หรือ Cholasma)” ฝ้าที่เรากล่าวถึงนี้จะมีลักษณะ เป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อน หรือน้ำตาลเข้ม บางครั้งมีสีออกดำอมฟ้า หรือสีแดง พบการขยายวงกว้างบริเวณโหนกแก้มมากกว่าที่อื่นบนใบหน้า ในบางครั้งเราอาจพบกระ ซึ่งเป็นจุดเล็กๆสีน้ำตาลกระจายอยู่ร่วมด้วย ลักษณะของฝ้าบนใบหน้าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ ฝ้าลึก (Dermal type) &#8211; เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังแท้ใต้หนังกำพร้า มีสีน้ำตาลอ่อน สีเทา สีเทาอมฟ้า มีขอบเขตของฝ้าไม่ชัดเจน โดยมากเราจะสังเกตได้ว่าฝ้าชนิดนี้จะกลืนไปกับผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง ฝ้าตื้น (Epidermal type) &#8211; เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทาดำ และสามารถเห็นขอบเขตได้ชัดเจน ฝ้าผสม (Mix type) &#8211; ฝ้าที่มีการผสมกันระหว่างฝ้าลึก และฝ้าตื้นบนใบหน้า นอกจากลักษณะของฝ้าที่กล่าวมาแล้วนั้น เรายังสามารถพบ “ฝ้าเลือด” [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-melasma/">ประเภทของฝ้า การดูแลรักษา และวิธีรักษา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยกลางคน หรือผู้ที่มีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 30 ปีขึ้นไป พบว่าคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ใส่ใจด้านอาหารที่รับประทาน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางร่ายกายที่เห็นได้ชัด อาทิ ระบบเผาผลาญลดลง น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงผิวหน้าผิวกายที่เริ่มมีริ้วรอยบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสิ่งที่กลับแสดงอย่างเด่นชัดบนใบหน้าของเรากลับกลายเป็นปัญหาเรื่อง “ฝ้า (Melasma หรือ Cholasma)” ฝ้าที่เรากล่าวถึงนี้จะมีลักษณะ เป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อน หรือน้ำตาลเข้ม บางครั้งมีสีออกดำอมฟ้า หรือสีแดง พบการขยายวงกว้างบริเวณโหนกแก้มมากกว่าที่อื่นบนใบหน้า ในบางครั้งเราอาจพบกระ ซึ่งเป็นจุดเล็กๆสีน้ำตาลกระจายอยู่ร่วมด้วย</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ลักษณะของฝ้าบนใบหน้าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้</h2>
<p><strong>ฝ้าลึก (Dermal type)</strong> &#8211; เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังแท้ใต้หนังกำพร้า มีสีน้ำตาลอ่อน สีเทา สีเทาอมฟ้า มีขอบเขตของฝ้าไม่ชัดเจน โดยมากเราจะสังเกตได้ว่าฝ้าชนิดนี้จะกลืนไปกับผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง<br />
<strong>ฝ้าตื้น (Epidermal type)</strong> &#8211; เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทาดำ และสามารถเห็นขอบเขตได้ชัดเจน<br />
<strong>ฝ้าผสม (Mix type)</strong> &#8211; ฝ้าที่มีการผสมกันระหว่างฝ้าลึก และฝ้าตื้นบนใบหน้า<br />
นอกจากลักษณะของฝ้าที่กล่าวมาแล้วนั้น เรายังสามารถพบ “<strong>ฝ้าเลือด</strong>” หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Vascular melisma หรือ Telangiectetic melisma ฝ้าเลือดดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบนผิวหน้า อันเป็นผลมาจากการใช้เครื่องสำอาง หรือยา ที่มีส่วนผสมของ ไฮโดรควินิน หรือเสตียรอยด์ ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดกระจุกบริเวณพังผืดใต้ผิวหนังชั้นลึก โดยจะมีสีน้ำตาลแดง จัดเป็นฝ้าที่รักษายากอีกชนิดหนึ่ง ทั้งนี้ในเพศหญิงจะพบการเกิดฝ้าได้มากกว่าเพศชายถึง 80% ดังนั้นเราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบพร้อมๆกันถึงสาเหตุของการเกิดฝ้า และวิธีป้องกันการเกิดฝ้าแต่ละชนิดกันค่ะ<br />
<strong>ฝ้าจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน</strong> แน่นอนว่าผลการสำรวจที่กล่าวมาพบว่าฝ้าบนใบหน้าเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชายนั้น เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ ที่เรียกว่า “Mark of pregnancy” หรือฝ้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในระหว่างวัยหมดประจำเดือน หรือฝ้าที่เกิดจากการทานยาที่มีผลต่อฮอร์โมนคุมกำเนิด เช่น ยากลุ่มฟีไนโทอีน และยากลุ่มไฮโดรควิโนน เป็นต้น การป้องกันหรือรักษาฝ้าที่เกิดจากการทานยานั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงผลข้างเคียงที่ได้รับโดยแพทย์อาจทำการหยุดยา หรือเปลี่ยนยาตัวอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียงให้แทน ทั้งนี้ในส่วนของฝ้าที่เกิดจากเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์จะหาย หรือจางลงไปเองหลังการคลอดบุตร<br />
<strong>ฝ้าจากแสงแดด</strong> เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิว จากรังสี UVA และ UVB ที่ส่งตรงมายังผิวหน้าของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รังสี UVA ที่มีความยาวคลื่นมากกว่าจึงส่งผลไปถึงชั้นผิวที่ลึกกว่า ทำให้เกิดทั้ง “ฝ้าแดด และกระ” ได้ในเวลาเดียวกัน การเกิดฝ้าแดดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ปริมาณแสงแดดที่ได้รับ และการผลิตเม็ดสีผิว (Melamine pigment) จากเซลล์เม็ดสีผิวใต้ผิวหนัง (Melanocytes) ของแต่ละคน เนื่องจากเม็ดสีผิวของเรามีหน้าที่กรองรังสีจากแสงแดด เมื่อเราได้รับแสงแดดมากเม็ดสีจึงผลิตมากขึ้นด้วย วิธีป้องกันฝ้าแดดได้ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดจัดๆ สวมเครื่องป้องกันแสงแดดเช่น ร่วม หมวก หรือทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ SPF 30 ขึ้นไปเพื่อป้องกันรังสี UVB และค่าป้องกันมากกว่า +2 ขึ้นไป เพื่อป้องกันค่า UVA<br />
<strong>ฝ้าจากการแพ้เครื่องสำอาง</strong> การแพ้ดังกล่าวทำให้ผิวหน้าเกิดผื่นแดง หรือตุ่มเล็กเป็นวงกว้างบริเวณผิวหน้า มีการอักเสบบริเวณรูขุมขน เมื่ออาการเหล่านี้หายไปมักมีรอยดำเกิดขึ้นแทน โดยการป้องกันฝ้าลักษณะนี้แนะนำให้หยุดการใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นๆทันทีเพื่อป้องกันการลุกลามและการกลับมาเป็นซ้ำ</p>
<blockquote><p>ฝ้าแต่ละประเภทก็จะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราจึงควรที่จะศึกษาหาข้อมูลก่อนที่จะเริ่มลงรักษา เพื่อให้การรักษาฝ้าของเราได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด</p></blockquote>
<p>การรักษาฝ้าบนใบหน้าที่มีลักษณะเป็นฝ้าตื้น เราสามารถใช้สมุนไพรธรรมชาติมาช่วยบรรเทาอาการได้ด้วยตนเอง อาทิ การใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ได้แก่ หัวไชเท้า มะขามเปียก หรือแอปเปิ้ล บดหยาบมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำให้ฝ้าบนใบหน้าดูจางจงและผิวหน้ากระจ่างใสได้ หรือแม้แต่อาหารในครัวเรือน เช่นไข่ขาว ก็สามารถนำมาพอกหน้าบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ 10-20 นาทีเพื่อดูดซับสิ่งสกปรกบริเวณใบหน้า อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรเป็นเพียงการบรรเทาอาการเบื้องต้นเท่านั้น หากต้องการรักษาฝ้าบนใบหน้าให้หายขาด หรือแก้ปัญหาฝ้าลึกควรทำอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ</p>
<h2 style="font-size: 140%;">การรักษาฝ้าที่ได้ผลชัดเจน มีดังนี้</h2>
<h3 style="font-size: 110%;">การรักษาด้วยยาทา</h3>
<p>โดยส่วนใหญ่แพทย์มักสั่งยาที่มีส่วนประกอบของ กรดวิตามินเอ(Retinoic acid) ทรานีซามิก(Tranexamic acid) หรือไฮโดรควิโนน(Hydroquinone) เนื่องจากมีฤทธิ์ทำให้ผิวขาว และลดอาการอักเสบใต้ผิวหนัง แต่ยากลุ่มนี้มักก่อให้เกิดการระคายเคืองจึงต้องใช้ในปริมาณน้อยและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การลอกผิวด้วยสารเคมี</h3>
<p>วิธีนี้เหมาะกับฝ้าลึก และเป็นวิธีที่ต้องทำโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น โดยแพทย์จะใช้กรดไตรครอโรอะซิตริก(Trichloroacetic acid) วิธีนี้สามารถพบอาการแทรกซ้อนหลักการทำ ทั้งด้านการติดเชื้อและแผลรอยดำ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และบำรุงด้วยครีมที่เหมาะสม</p>
<h3 style="font-size: 110%;">การใช้เลเซอร์/แสง IPL</h3>
<p>ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านเลเซอร์ที่สามารถรักษาโรคของเม็ดสีผิดปกติ ทำให้ฝ้าดูจางลงอย่างรวดเร็วกว่าการทายา และลดผลข้างเคียงจากการรักษาฝ้าด้วยวิธีอื่น อาทิ การรักษาด้วย IPL (Intense Pulsed Light) เป็นการใช้คลื่นความถี่ของแสงยิงลงบริเวณที่เกิดฝ้าใต้ผิวหนังจนเกิดความร้อนที่สามารถทำลายโปรตีนของเม็ดสีผิวที่เกิดขึ้นได้ ทำให้ผิวดูขาวขึ้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 2 สัปดาห์ เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 2-3 เดือน จะเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน</p>
<blockquote><p>การรักษาด้วยการทำ IPL และ เลเซอร์ มีความแตกต่างกันตรงที่ IPL ไม่ได้ลงไปทำลายเซลล์ผิว ช่วยรักษาปัญหาผิวอื่นๆได้ในการยิงครั้งเดียว สามารถทำได้ต่อเนื่องได้มากกว่าเลเซอร์</p></blockquote>
<p>ทั้งนี้การรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด บ่อยครั้งที่สามารถพบผู้ป่วยที่มีอาการเกิดฝ้า จากการขาดวิตามินบี 12 หรือมีปัญหาอันเกี่ยวเนื่องจากสุขภาพตับ เราจึงควรใส่ใจในการดูแลสุขภาพเป็นอันดับแรกจึงเป็นการสวยจากภายในสู่ภายนอกค่ะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-melasma/">ประเภทของฝ้า การดูแลรักษา และวิธีรักษา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/cause-of-melasma/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การรับประทานวิตามิน ซี ทำให้ฝ้าและกระจางลงไม่ได้ แต่ช่วยป้องกันได้</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/vitamin-c-help-your-skin/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/vitamin-c-help-your-skin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[PiOne]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 May 2017 06:27:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลบฝ้ากระ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=9083</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายๆคนอาจจะคิดว่าการรับประทานวิตามินซีจะช่วยทำให้ ฝ้า (melasma) และ กระ (freckle) ที่เป็นอยู่สามารถจางลงได้ แต่ในความเป็นจริงนั้นการรับประทานวิตามินซีสามารถช่วยได้เพียงการป้องกันการเกิดฝ้า-กระบนผิวหน้าเท่านั้น อาศัยหลักการ คือ วิตามิน ซี มีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีเนส (Tyrosinase) ซึ่งกระตุ้นเม็ดสี (melanin) เมื่อเรารับประทานเข้าไปร่างกายก็จะดูดซึมไปยังหลายๆส่วน ของร่างกายรวมถึงส่งไปยังชั้นผิวหนัง แต่เนื่องจากร่างกายมีระบบรักษาสมดุลของปริมาณสารต่างๆ วิตามิน ซีที่รับประมานมากเกินไป จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ระดับความเข้มขนของวิตามินซีที่เราได้รับประทานเข้าไปนั้น ไม่มีความเข้มข้นมากเพียงพอที่จะช่วยทำให้ฝ้าและกระที่เป็นอยู่แล้วนั้นสามารถจางลงได้นั่นเอง แต่… สามารถช่วงลดการเกิดฝ้าและกระได้ วิตามิน ซี ป้องกันกระ-ฝ้าที่จะเกิดได้อย่างไร? เนื่องจากวิตามินซีนั้นมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ทั้งสารที่เกิดในร่างกายและยังสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวี (Ultraviolet) ได้อีกด้วย โดยอนุมูลอิสระเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของเราเสื่อมสภาพถดถอยลง (Ageing) ความชราก็จะตามมาอย่างรวดเร็ว ผิวหนังเหยี่ยวย่น (skin sagging) ริ้วรอย (wrinkle) มากขึ้นหากมีสารดังกล่าวในปริมาณสูงๆ ถึงแม้ว่าวิตามิน ซี จะไม่ได้ส่งผลในการรักษาฝ้าและกระที่เกิดขึ้นมาแล้วโดยตรง แต่ก็ยังสามารถที่จะนำไปใช้ในการป้องกันการเกิดฝ้าและกระได้นั่นเอง ซึ่งวิตามินซีที่เรารับประทานเข้าไปนั้นจะมีส่วนช่วยในการชะลอการเกิดของฝ้าและกระ รวมไปถึงริ้วรอยต่างๆได้ ประโยชน์ต่างๆของวิตามิน ซี &#8211; ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ &#8211; ช่วยป้องกันการเกิด [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/vitamin-c-help-your-skin/">การรับประทานวิตามิน ซี ทำให้ฝ้าและกระจางลงไม่ได้ แต่ช่วยป้องกันได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายๆคนอาจจะคิดว่าการรับประทานวิตามินซีจะช่วยทำให้ ฝ้า (melasma) และ กระ (freckle) ที่เป็นอยู่สามารถจางลงได้ แต่ในความเป็นจริงนั้นการรับประทานวิตามินซีสามารถช่วยได้เพียงการป้องกันการเกิดฝ้า-กระบนผิวหน้าเท่านั้น<br />
อาศัยหลักการ คือ วิตามิน ซี มีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีเนส (Tyrosinase) ซึ่งกระตุ้นเม็ดสี (melanin) เมื่อเรารับประทานเข้าไปร่างกายก็จะดูดซึมไปยังหลายๆส่วน ของร่างกายรวมถึงส่งไปยังชั้นผิวหนัง แต่เนื่องจากร่างกายมีระบบรักษาสมดุลของปริมาณสารต่างๆ วิตามิน ซีที่รับประมานมากเกินไป จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ระดับความเข้มขนของวิตามินซีที่เราได้รับประทานเข้าไปนั้น ไม่มีความเข้มข้นมากเพียงพอที่จะช่วยทำให้ฝ้าและกระที่เป็นอยู่แล้วนั้นสามารถจางลงได้นั่นเอง แต่… สามารถช่วงลดการเกิดฝ้าและกระได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">วิตามิน ซี ป้องกันกระ-ฝ้าที่จะเกิดได้อย่างไร?</h2>
<p>เนื่องจากวิตามินซีนั้นมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ทั้งสารที่เกิดในร่างกายและยังสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวี (Ultraviolet) ได้อีกด้วย โดยอนุมูลอิสระเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของเราเสื่อมสภาพถดถอยลง (Ageing) ความชราก็จะตามมาอย่างรวดเร็ว ผิวหนังเหยี่ยวย่น (skin sagging) ริ้วรอย (wrinkle) มากขึ้นหากมีสารดังกล่าวในปริมาณสูงๆ ถึงแม้ว่าวิตามิน ซี จะไม่ได้ส่งผลในการรักษาฝ้าและกระที่เกิดขึ้นมาแล้วโดยตรง แต่ก็ยังสามารถที่จะนำไปใช้ในการป้องกันการเกิดฝ้าและกระได้นั่นเอง ซึ่งวิตามินซีที่เรารับประทานเข้าไปนั้นจะมีส่วนช่วยในการชะลอการเกิดของฝ้าและกระ รวมไปถึงริ้วรอยต่างๆได้</p>
<h2 style="font-size: 140%;">ประโยชน์ต่างๆของวิตามิน ซี</h2>
<p>&#8211; ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ<br />
&#8211; ช่วยป้องกันการเกิด ฝ้า-กระ และ ชะลอการเกิดริ้วรอย<br />
&#8211; ช่วยให้ผิวสวย เนียนใส เพราะมีส่วนในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน<br />
&#8211; ช่วยยืดอายุการทำงานให้กับเซลล์ร่างกาย<br />
&#8211; เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย<br />
&#8211; ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด<br />
&#8211; ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง<br />
&#8211; ช่วยลดอาการที่เกิดจากภูมิแพ้<br />
หากต้องออกแดดแบบง่ายๆ เราสามารถป้องกันตัวจากแสงแดดทั่วไป เช่น เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสม เลือกสวมเสื้อแขนยาว หมวก แว่นกันแดด หรือใช้ร่ม เพื่อป้องกันผิวถูกทำร้ายจากแดดโดยตรงแล้ว ควรรับประทานวิตามินซีก่อนที่จะต้องออกแดดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมรับแดดได้อีกด้วย<br />
นอกจากวิตามิน ซี แล้ว ยังมีสารชนิดอื่นๆที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้เช่นกัน ได้แก่ สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoid) หรือ แคโรทีนอยด์ (carotenoid) โดยสารเหล่านี้สามารถที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของเราได้ด้วยการรับประทานอาหารจำพวก พืชผัก, แครอท, มะเขือเทศ, ผลไม้รสเปรี้ยว, ปลาแซลมอน, ชา และ ชาเขียว<br />
ซึ่งหากเรารับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่พอดีกับร่างกายของเราก็สามารถที่จะสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อให้ร่างกายของเราปลอดภัยจากโรคต่างๆ และยังช่วยในการชะลอการเกิด ฝ้า กระ และ ริ้วรอยได้ด้วย<br />
โดยสรุปแล้ว การป้องกันนั้นง่ายกว่าการรักษาเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงควรที่จะเอาใจใส่ในการดูแลสุขภาพผิวของเราให้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดูแลผิวและแก้ไขปัญหาผิวที่เกิดขึ้นแล้วนั้นในปัจจุบันสามารถที่จะทำได้ง่ายๆที่บ้านด้วยตัวเอง อย่างเช่น การเลือกใช้เครื่อง IPL แบบ home use เข้ามาเป็นตัวช่วยที่สะดวกมากยิ่งขึ้น ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย ใช้งานง่าย และยังสามารถดูแลผิวได้อย่างต่อเนื่อง กับนวัตกรรมแห่งความงามในการดูแลผิวด้วยเครื่อง Personal Esthetic IPL จาก PiOne ที่ครอบคลุมทุกปัญหาผิว อย่าง ฝ้า-กระ, ริ้วรอย, จุดด่างดำ, คอลลาเจน, สิว, รอยแดง, รอยดำ หรือ กำจัดขนถาวร ก็สามารถที่จะทำได้ทั้งหมดในเครื่องเดียว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/vitamin-c-help-your-skin/">การรับประทานวิตามิน ซี ทำให้ฝ้าและกระจางลงไม่ได้ แต่ช่วยป้องกันได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/vitamin-c-help-your-skin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฝ้า กระ จุดด่างดำ กำจัดครบในครั้งเดียว</title>
		<link>https://pione.co.th/ipl-solutions/pione-pigment-research/</link>
					<comments>https://pione.co.th/ipl-solutions/pione-pigment-research/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[fourkosi_522bzb79]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jun 2016 17:34:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วิธีลบฝ้ากระ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการดูแลผิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://pione.co.th/?p=3538</guid>

					<description><![CDATA[<p>เก็บข้อมูลและวัดผลด้วยวิธี Spectroscopy เพื่อดูการลดลงของเม็ดสีเมลานิน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ ซึ่งผลที่ได้พบว่าจุดด่างดำจางลง และผิวกระจ่างใสขึ้นจริง หลักการทำงาน คือการปล่อยแสง IPL จาก PiOne ในช่วงความยาวคลื่น 420 – 1200 นาโนเมตร ช่วยให้ฝ้า กระ จุดด่างดำจางลง และลดเลือนรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวได้ด้วยหลักการดูดซับแสง (Selective Absorption)  ของเม็ดสี melanin ในรอยดำ และ สาร hemoglobin ที่พบในรอยแดง ทำให้รอยสิว และจุดด่างดำจางลงได้ เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง โดยผ่านการทดสอบและวิจัยทางคลินิก จาก Seoul National University Hospital  มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ชั้นนำ อันดับ 1 ของประเทศเกาหลีใต้ เพื่อประเมินผลในด้านประสิทธิภาพ และความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน  PiOne ผ่านการทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัคร นอกจากนี้ PiOne Personal Esthetic IPL ยังมีคุณสมบัติช่วยดูแลและจัดการปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมภายในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว [...]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/pione-pigment-research/">ฝ้า กระ จุดด่างดำ กำจัดครบในครั้งเดียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class=" size-full wp-image-4233 aligncenter" src="http://pione.co.th/wp-content/uploads/2016/07/-กระ-จุดด่างดำ-กำจัดครบในครั้งเดียว-1-e1475664597259.jpg" alt="%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b3-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%84" width="856" height="350" /><br />
<strong>เก็บข้อมูลและวัดผลด้วยวิธี </strong><strong>Spectroscopy เพื่อดูการลดลงของเม็ดสีเมลานิน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ ซึ่งผลที่ได้พบว่าจุดด่างดำจางลง และผิวกระจ่างใสขึ้นจริง </strong><br />
หลักการทำงาน คือการปล่อยแสง IPL จาก PiOne ในช่วงความยาวคลื่น 420 – 1200 นาโนเมตร ช่วยให้ฝ้า กระ จุดด่างดำจางลง และลดเลือนรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวได้ด้วยหลักการดูดซับแสง (Selective Absorption)  ของเม็ดสี melanin ในรอยดำ และ สาร hemoglobin ที่พบในรอยแดง ทำให้รอยสิว และจุดด่างดำจางลงได้ เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง<br />
โดยผ่านการทดสอบและวิจัยทางคลินิก จาก Seoul National University Hospital  มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ชั้นนำ อันดับ 1 ของประเทศเกาหลีใต้ เพื่อประเมินผลในด้านประสิทธิภาพ และความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน  PiOne ผ่านการทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัคร<br />
นอกจากนี้ PiOne Personal Esthetic IPL ยังมีคุณสมบัติช่วยดูแลและจัดการปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมภายในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว ริ้วรอย หรือช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว รวมถึงการกำจัดขนถาวรได้อีกด้วย<br />
<strong>สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้ฟรีที่</strong><strong> PiOne Shop ทุกสาขา</strong></p>
<ul>
<li><strong>PiOne Shop @ CentralWorld</strong></li>
<li><strong>PiOne Shop @ Central Plaza Grand Rama 9</strong></li>
<li><strong>PiOne Shop @ </strong><strong>Occicare Wellness Center</strong></li>
<li><strong>PiOne Business Center (</strong><strong>สวนมะลิเซ็นเตอร์</strong><strong>) </strong></li>
</ul>
<p><strong>หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่</strong><strong> PiOne Contact Center 02-621-8989 </strong><br />
<strong>Facebook Fanpage : facebook.com/PiOneOfficial</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th/ipl-solutions/pione-pigment-research/">ฝ้า กระ จุดด่างดำ กำจัดครบในครั้งเดียว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://pione.co.th">My CMS</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://pione.co.th/ipl-solutions/pione-pigment-research/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
