การร้อยไหมประเภทต่างๆ ที่เราควรทราบถึงข้อดีและข้อเสียก่อนทำ

ผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม หรือปัญหาการหย่อนยานบริเวณผิวหนังใต้คอ ที่เราเรียกกันติดปากว่า “เหนียง” นั้น เกิดจากปัญหาหลักๆ 3 ประการคือ อายุที่เพิ่มขึ้น มลภาวะจากภายนอกที่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอย และการที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นโดยไม่มีการออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ดี ด้วยนวัตกรรมด้านความงามทำให้พวกเราพบทางแก้ปัญหามากมาย ซึ่งวิธีที่โดนใจในเวลานี้เห็นจะเป็น “การร้อยไหม” เพื่อยกกระชับใบหน้าและลำคอ ตัวไหมที่ทำการร้อยเข้าไปนั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Local microcirculation) ส่งผลให้เกิดการสร้าง คอลลาเจนขึ้นรอบๆเส้นเลือดด้วยเช่นกัน การร้อยไหมถือเป็นการศัลยกรรมประเภทหนึ่งที่ไม่ถาวร มีอายุประมาณ 1-3 ปีขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่ทำการร้อยบนใบหน้า และเทคนิคของแพทย์ที่ทำการร้อยไหม ดังนั้นเราจึงควรเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในสถานเสริมความงามหรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันการติดเชื้อบริเวณแผลที่ทำการร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่ถาวร แต่สามารถช่วยปรับรูปหน้า ยกดั้งจมูก ปรับระดับหางตา และปรับร่องแก้มให้กระชับขึ้นได้

ในเมื่อเราตัดสินใจเลือกวิธีการปรับรูปหน้า ยกดั้งจมูก ปรับระดับหางตา หรือแม้กระทั่งแก้ปัญหาร่องแก้มให้กระชับด้วยการร้อยไหมแล้วนั้น สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าสถานเสริมความงานก็คือ ชนิดของไหมที่เราจะใช้มาร้อยลงบนใบหน้าของเรา โดยที่ทุกคนต้องไม่ลืมว่าไหมที่ถูกร้อยเข้าไปนี้จะอยู่กับเราไปอีก 1-3 ปีเลยทีเดียว ไหมตามมาตรฐานทั่วไปสามารถจำแนกได้ดังนี้

ไหมชนิดไม่ละลาย ได้แก่ ไหมที่ทำจากพลาสติก และไหมที่ทำจากโลหะ

ไหมที่ทำจากพลาสติก

ไหมพลาสติกประเภท “พอลิโพไพรลีน” (polypropylene) ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้ว่าสามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากทางการแพทย์นิยมใช้พลาสติกชนิดดังกล่าวเพื่อทำไหมเทียมในการเย็บแผล หรือเป็นวัสดุทางการแพทย์อื่นๆได้ ด้วยคุณสมบัติที่ทนความร้อนในการฆ่าเชื้อถึง 100℃ (Sterilization) ไหมดังกล่าวถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายก้างปลา เพื่อการดึงรั้งมัดกล้ามเนื้อบนผิวหน้าให้ยกกระชับ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันพบว่าการใช้ไหมชนิดนี้มีผลข้างเคียงมากมายทั้งอาการอักเสบบริเวณปมของไหม หรือการพบเส้นไหมแทงออกมาบริเวณผิวหน้า จากการที่อีลาสติน (Elastin) ใต้ผิวบางลง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Lipid) น้อยลง คอลลาเจนลดลง ซึ่งต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์อย่างมากในการผ่าตัดแก้ไขออกมา

ไหมประเภทโลหะ

ไหมทองคำที่มีความบริสุทธิ์ 99.99% ด้วยความเชื่อที่ว่าทองคำสามารถลดอาการอักเสบในชั้นเนื้อเยื่อของผิว และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต อย่างไรก็ตาม เส้นไหมทองคำนั้นไม่สามารถนำมาทำเป็นปมในการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการยกกระชับได้ การสร้างคอลลาเจนบริเวณที่เส้นไหมถูกร้อยเข้าไปจึงต้องอาศัยกลไกตามธรรมชาติคือ ใช้ระยะเวลานานกว่าปกติในการเห็นผล ประกอบกับราคาที่สูง และคุณสมบัติของทองคำที่ไม่ทนต่อความร้อน ทำให้ไม่สามารถใช้ร่วมกับการทำทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อน หรือการเลเซอร์ผิวได้เลย ผู้ใช้จึงเกิดความยุ่งยากในการระวัง ไหมชนิดนี้จึงเสื่อมความนิยมลงไป

การร้อยไหมประเภทโลหะ เราควรหลีกเลี่ยงการสถานที่ที่มีความร้อนสูงในการทำทรีทเมนต์หรือการทำเลเซอร์ เพระาอาจทำให้เกิดอาการบิดเบี้ยวของรูปหน้าได้

ไหมชนิดละลายได้

ไหม PDO และไหม PGA ซึ่งเป็นไหมสังเคราะห์ (Synthetic Absorbable Monofilament) และเป็นเส้นไหมที่ยกระดับ และเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางความงามเลยทีเดียว โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ การไม่ทำปฏิกิริยาที่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ แม้จะร้อยเข้าไปลึกถึงผิวหนังชั้น Papillary dermis ก็ตาม อีกทั้งไหมดังกล่าวยังสามารถสลายไปภายในระยะเวลา 6-8 เดือน ซึ่งลดอาการอักเสบและติดเชื้อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภายนอกของผิว เช่น ไขมันใต้ผิวหนังลดลง หรือ การได้รับความร้อนจากการเสริมความงามประเภทอื่นๆ

ไหม PDO (Polydioxanone)

แบ่งออกเป็น “ไหมเกลียว” และ”ไหมเงี่ยง” ไหมทั้ง 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติเหมือนกันตามที่กล่าวไปข้างต้น แต่มีความแตกต่างกันด้านลักษณะของไหม ส่งผลให้ประสิทธิภาพแตกต่างกันตามชนิดที่ใช้ โดย “ไหมเกลียว” หรือ (Spring Lifting) ไหมชนิดนี้จะมีซิลิโคนกลมพันอยู่รอบเส้นไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเกี่ยวและยกกระชับผิว ดึงรั้งผิวที่หย่อนคล้อยได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากต้องการเห็นผลทางด้านการยกกระชับที่เร็วขึ้น เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาผิวหนังใต้คางหย่อนคล้อยมาก หรือบุคคลที่มีริ้วรอยตามวัยจากการขาดคอลลาเจน การใช้ “ไหมเงี่ยง” หรือ (Fast Lifting) จึงตอบโจทย์ในกรณีนี้เป็นอย่างยิ่ง ลักษณะของไหมชนิดนี้จะมีเงี่ยงคล้ายตะขอตกปลาอยู่ตลอดเส้น ทำให้เห็นผลยกกระชับโดยทันที สิ่งที่แตกต่างอีกอย่างหนึ่งของไหมทั้ง 2 ชนิดนี้คือ จำนวนเส้นไหมที่ใช้ โดยปกติ ไหมเกลียวจะใช้จำนวน 20-100 เส้น สำหรับการยกกระชับ แต่ ไหมเงี่ยง จะใช้จำนวนเพียง 2-10 เส้นเท่านั้น ซึ่งจำนวนดังกล่าวมีผลโดยตรงกับรอยแผลและอาการบวมอักเสบที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

ไหม PGA (Polyglycolic acid)

ภาษาทั่วไปเรียกว่า “ไหมกรวย” หรือ (Silhouette soft) ซึ่งเป็นเส้นไหมที่ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนได้แก่ ตัวเส้นไหมที่มัดเป็นปม และพลาสติกทรงกรวยที่อยู่ระหว่างปมของเส้นไหม ซึ่งผลิตจาก Lactide/Glycolide ที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์สำหรับการใช้ผ่าตัดกล้ามเนื้อหัวใจมากว่า 50 ปี เส้นไหมดังกล่าวจะละลายไปภายใน 6-8 เดือนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อ (Biocompatibility) หรือเกิดรอยบุ๋มบริเวณที่เส้นไหมร้อยเข้าไป

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการร้อยไหมอาจมีเลือดออกได้ ผู้ที่เข้ารับการร้อยไหมควรเตรียมตัวโดยการหยุดทานยา หรืออาหารเสริมที่มีวิตามินอีเข้มข้น หรือสารสกัดจากถั่วเหลือง เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการเลือดไหลไม่หยุด และเกิดการอักเสบที่เพิ่มขึ้น หรือหากใช้ไหมประเภทโลหะควรหลีกเลี่ยงการเผชิญความร้อนสูงจากการทำทรีทเมนต์หรือเลเซอร์ เพื่อลดอาการบิดเบี้ยวของรูปหน้า ทั้งนี้การร้อยไหมจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และเทคนิคของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน ซึ่งการร้อยไหมที่ตื้นเกิดไปอาจทำให้พังผืดเกิดขึ้นผิดที่ หรือจำนวนไหมที่ใช้ก็ล้วนมีผลต่อรูปหน้าทั้งสิ้น โดยการคงอยู่ของรูปหน้าด้วยการร้อยไหมนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล รวมทั้งการดูแลรักษาที่ควรได้รับคำแนะนำอย่างถูกวิธี

อย่างไรก็ตามการร้อยไหมก็ยังเป็นการทำลายผิวโดยตรงที่ไม่ใช่การดูแลผิวให้ดีขึ้น เนื่องจากการเป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างเนื้อเยื่อใต้ชั้ยผิวขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนส่วนที่ถูกทำลายไป

หากใครก็ตามที่กำลังสนใจวิธีการแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย หรือไม่ยกกระชับแล้วละก็ เรามีอีกตัวเลือกหนึ่งที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ไม่มีอาการบาดเจ็บจากการทำ ซึ่งทางเลือกดังกล่าวคือ การใช้ IPL (Intense Pulsed Light) โดยใช้สเปกตรัมของแสงที่มีความยาว 515-1200 นาโนเมตร และสามารถปรับแต่งความเข้มของแสงได้โดยเปลี่ยน filter ที่ใช้ IPL มีผลในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มความกระชับบนใบหน้าที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง และไม่ต้องระวังผลข้างเคียงหรืออาการอักเสบที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *